บทที่ 5 มองหาสิ่งใหม่ ๆ
“คุณต้องจัดการให้ผกานะคะ”
ผกาโทร. ไปบอกสามีถึงเรื่องที่เกิดขึ้นภายในร้านกาแฟวันนี้เพราะมันทำให้เธอเสียเวลาและเสียเงินเป็นอย่างมาก ไหนจะต้องซื้อโปรแกรมขายหน้าร้านใหม่
เนื่องจากพุดพิชชาแกะเอาฮาร์ดดิสก์ออกไปด้วย อีกทั้งข้อมูลการซื้อขาย รายการสั่งสินค้าที่จำเป็นทั้งหมดก็อยู่ในนั้น
“แล้วลองโทร. ถามหรือยัง”
“ถ้าโทร. ได้ผกาจะมารบกวนคุณเหรอคะ อีกอย่างผกาว่าหนูพุดของคุณคงจะหนีไปแล้วแน่ๆเพราะผกาให้หนูลิลลี่ไปดูในห้องเหมือนเธอจะขนเสื้อผ้าออกไปจากบ้านแล้ว”
“อะไรนะ”
ปรีชาตกใจที่ได้ยินอย่างนั้น แม้เธอกับลูกสาวจะไม่สนิทสนมกันมาก แต่เขาก็ยังเป็นห่วงว่าเธอจะไปอยู่ที่ไหน
“ผกาว่าไม่ยังไม่ต้องตามหรอกค่ะเดี๋ยวพอไปไม่รอดก็คงกลับมาเองลูกสาวคุณน่ะ วันๆ อยู่แต่ร้านกาแฟกับทำขนมคงหนีไปไหนได้ไม่ไกลหรอกค่ะอย่ากังวลเลย เดี๋ยวผกาจะให้พรรคพวกที่เป็นตำรวจช่วยตามหาอีกทีนะคะ”
“ขอบใจมากนะ ผมฝากเรื่องนี้ด้วย ผมเองก็งานยุ่งเหลือเกิน”
“ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ผกาจะช่วยตามเองค่ะ”
บรรยากาศยามเช้าที่บ้านของปราณติญาทำให้พุดพิชชาตื่นนอนแต่เช้าก่อนเจ้าของบ้าน เธออาบน้ำแต่งตัว จากนั้นก็ไปยังห้องครัวเล็กที่อยู่หลังบ้าน
หญิงสาวต้มน้ำร้อนเพื่อเตรียมชงกาแฟสำหรับเพื่อนและของตัวเอง
“ฉันกินกาแฟที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าแกชงเลยนะพุด นี่ใช่กาแฟที่บ้านฉันหรือเปล่า”
เจ้าของบ้านถามอย่างไม่แน่ใจเพราะจำได้ว่าเมื่อวานเธอทั้งสองคนไม่ได้ซื้อกาแฟเลยสักคน
“ก็กาแฟที่มีอยู่นั่นแหละ แต่จะชงให้อร่อยก็ต้องพิถีพิถันนิดหน่อย ไม่ใช่ว่าแค่เทกาแฟใส่แก้วแล้วกดน้ำร้อนตามอย่างที่คนอื่นชอบทำกันมันต้องทำแก้วให้อุ่นก่อนแล้วค่อยเทกาแฟกับน้ำร้อนตามลงไป
“อือ” หอมดีเนาะ ปราณติญาสูดกลิ่นกาแฟดำ ก่อนจะค่อยๆ จิบอย่างใจเย็น
“ป่าน แน่ใจแล้วใช่ไหมที่จะให้ฉันมาอยู่ด้วย”
พุดพิชชาถามเพื่อนเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง เธอต้องการความชัดเจนสำหรับการวางแผนในการดำเนินชีวิต
“แน่ใจสิพุด แกเองก็รู้ว่าฉันก็ไม่ใคร มีแกมาอยู่ด้วย ฉันก็ดีใจ”
“แกไม่มีเพื่อนที่นี่เลยเหรอ”
“ไม่มีเลย นอกจากเพื่อนๆ ครูที่โรงเรียน เพื่อนส่วนใหญ่ก็อยู่กรุงเทพฯ กันหมด
ฉันโตและเรียนที่นั่น ไม่คิดเหมือนกันว่าจะต้องมาอยู่ที่นี่คนเดียว”
ปราณติญาโตและเรียนที่กรุงเทพฯ พอเรียนจบก็สอบเข้าทำงานและได้มาบรรจุเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งไม่ไกลจากตัวเมืองนัก เธอคิดว่าจะสอนอยู่ที่นี่จนครบกำหนดที่จะย้ายได้ก็จะขอย้ายเข้าไปสอนที่กรุงเทพฯ เพราะครอบครัวอยู่ที่นั่นแต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดคิดเมื่อพ่อแม่และน้องชายประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตพร้อมกัน ปราณติญาจึงตัดสินใจขายบ้านที่กรุงเทพฯ และมาซื้อบ้านอยู่ที่นี่ ครั้งนั้นพุดพิชชาก็คอยให้กำลังใจเพื่อนและมาอยู่กับเธอที่นี่เกือบหนึ่งเดือนเต็ม
“เหงาใช่ไหม” คำถามสั้นๆ แต่คนฟังนั้นน้ำตาซึม ปราณติญาเดินเข้ามากอดคนถามแล้วร้องไห้ จนคนถามทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่คิดว่าจะทำให้เพื่อนร้องไห้ กว่าหญิงสาวเจ้าของบ้านจะหยุดร้องเสื้อของพุดพิชชาก็ชุ่มไปด้วยน้ำตา
“พุด แกมาอยู่ที่นี่ตลอดไปเลยได้ไหม” เสียงสะอื้นถามมา
“ฉันเองก็ไม่เหลือใครแล้วเหมือนกัน ฉันถึงมาหาแกที่นี่” แล้วเธอก็ร้องไห้ตามเพื่อนไปอีกคน
ความรักความผูกพันของทั้งสองคนนั้นเริ่มตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง ทั้งสองเจอกันที่ห้องสมุดด้วยความเป็นคนช่างพูดพอได้เริ่มคุยกันครั้งหนึ่งก็ทำให้ครั้งต่อมาทั้งสองคบหาเป็นเพื่อนกันมาจนถึงทุกวันนี้ แม้จะเรียนต่างคณะกันและแยกย้ายกันไปตั้งแต่เรียนจบแต่ก็ยังติดต่อกันเสมอ นับเวลาถึงตอนนี้ทั้งสองก็รู้จักกันมาเกือบ 7 ปีแล้ว
ปราณติญารับอาสาเป็นคนขับรถในวันนี้เพราะเธอชำนาญเส้นทางมากกว่าและอยากให้เพื่อนได้ศึกษาเส้นทางรวมถึงสำรวจสองข้างทางได้อย่างเต็มที่ ก่อนที่จะพากันมานั่งทานก๋วยเตี๋ยวที่ร้านแห่งหนึ่ง
“ร้านกาแฟที่นี่เยอะมาก”
พุดพิชชาพูดก่อนที่จะใช้ตะเกียบคีบลูกชิ้นเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
“ฉันก็ไม่เคยสังเกตมาก่อนว่ามันเยอะขนาดนี้แล้วแกคิดว่าจะเอายังไง ลุยต่อไหม”
“ฉันว่าจะลองวนดูรอบๆ อีกสักวันสองวันเพราะวันนี้วันอาทิตย์คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะออกจากบ้านกัน คงต้องลองมาดูช่วงเที่ยงๆ ของวันทำงานว่ามีคนเข้าร้านกาแฟเยอะไหม บางทีฉันต้องลองไปนั่งหลายๆ ร้านหน่อย”
