บทที่ 2 ดื้อ
ตอนที่ 2 ดื้อ
[Part] Indy
ผมเหมือนคนง่อยเปลี้ยเสียขา หมดเรี่ยวสิ้นแรงแค่จะขยับถอนตัวเองให้ห่างออกมาจากอัลฟ่าแก่ๆ ก็ยังทำไม่ได้
“ร้อนแรงดีจริงๆ อย่างนี้สิฉันชอบ” เสียงทุ้มๆ แหบพร่าผสมมวลความบ้ากามดังแทรกเข้ามาสั่นประสาทผมให้ตื่นตัว
“ห้ามทำน้องนะ” ผมไม่มีแรงดิ้นรนขัดขืนเพราะยังอยู่ในช่วงเวลาที่ร่างกายอ่อนแออย่างที่สุด ผมอ้าปากแล้วออกแรงบีบกัดขากรรไกรตัวเองให้มันเจาะลึกเข้าไปบนเนื้อหนังของคนที่อุ้มผมไว้บนตัก
“โอ้ย เจ็บ” อัลฟ่าหนังเหนียวร้องพร้อมกับสะดุ้งแรงๆ แล้วกระชากผมให้ห่างออกไปจากตัว
“ห้ามทำน้อง ไม่งั้นจะฟ้องแม่” ผมยกนิ้วชี้หน้าพ่ออัลฟ่าแก่กว่าที่กำลังนั่งถลึงตาใส่ผม
“เธอห้ามฉันได้หรือไง เมื่อกี้ฉันยังทำให้เธอเลย ต่อไปก็ตาเธอที่จะต้องทำให้ฉันมีความสุขบ้าง”
อีตาลุงอัลฟ่าทำหน้าหื่นใส่ผมอย่างน่ากลัว กลิ่นหอมรุนแรงแผ่กระจายรายล้อมเหมือนพายุงวงช้างดูดผมให้ปลิวหายเข้าไปในก้อนเมฆสีเทา ร่างหนาคลานขยับใกล้เข้ามาเหมือนต้องการจะสานต่อกิจกรรมการสืบพันธุ์อันฉาบฉวย
“ไม่!”
ผมรวบรวมเรี่ยวแรงที่มียกขาขึ้นมาแล้วสะบัดปลายเท้าถีบเปรี้ยงออกไปแบบส่งๆ แต่ไม่คิดว่าอัลฟ่าบ้ากามจะหื่นจนลืมระวังตัวเอง เพราะฝ่าเท้าเล็กๆ ของผมยันโครมเข้าไปอัดใส่อัลฟ่าเลือดบริสุทธิ์จนเต็มตีน สองวินาทีหลังจากผมดึงเท้าตัวเองกลับ รังสีอำมหิตพุ่งมากระแทกจนผมหน้าหงาย
ความกลัวตายแล่นเข้ามาแทนที่ความกล้าบ้าบิ่นของผมทันที จะหนีไปไหนก็ไม่มีปัญญาขาก็ไม่มีแรง ผมพลิกตัวหนีฝ่ามือที่กำลังจะคว้าคอผมจนกลิ้งตกเตียงเสียงดังอั้กใหญ่ ทั้งเจ็บทั้งจุกแต่ก็ต้องกัดฟันทนดีกว่านั่งบื้อเป็นสากกะเบือให้ถูกบีบคอตาย
ผมคลานศอกเอาตัวเองมุดหนีไปนอนขดอยู่ใต้เตียงหลังใหญ่อันคับแคบ และใช้ประโยชน์จากพื้นที่อันจำกัดนี้ปกป้องคุ้มภัยผมให้พ้นเงื้อมมืออัลฟ่าใจร้าย
“อินดี้ ออกมานี่นะ”
ผมประหลาดใจนิดหน่อยเมื่อได้ยินอีกฝ่ายร้องเรียกชื่อผมได้อย่างถูกต้อง แต่ก็ไม่แปลกหรอกเพราะเมื่อวานนี้เขาคงเห็นป้ายชื่อของผมจากผ้ากันเปื้อนที่ร้านขายไอศกรีมซึ่งติดชื่อของผมเอาไว้
“ไม่ออก” ผมคลานถอยหลังไปจนชิดเตียงนอนอีกด้านหนึ่งลึกเข้าไปอีก
“เธอจะมุดเข้าไปในนั้นทำไม ออกมาเดี๋ยวนี้”
“ไม่ออก” ผมพยายามทำตัวลีบเล็กเพื่อจะได้แทรกตัวร่นเข้าไปในหลืบเล็กนี้ให้ได้มากที่สุดเพราะแขนยาวๆ ของเจ้าของห้องกำลังเอื้อมควานเข้ามาเหมือนอยากจะดึงลากผมออกไป
“อย่าทำให้ฉันโมโหได้มั้ย”
“ลุงเป็นอัลฟ่านะ ไม่ควรจะรังแกเด็กไม่มีทางสู้อย่างน้อง” ผมร้องตอบออกไปแล้วฟาดมือตีท่อนแขนที่ใหญ่เกือบเท่าขาผมแรงๆ หลายครั้ง
ใบหน้าหล่อเข้มแบบชายชาวตะวันตกก้มลงมาชิดจนแก้มสากๆ แทบจะติดพื้นพรมสีเข้ม แต่เพราะอัลฟ่ารูปหล่อมีรูปร่างที่ค่อนข้างหนาจึงทำได้แค่นอนราบแล้วร้องเรียกให้ผมออกไปจากใต้เตียงแคบๆ นี้
“เอาล่ะๆ ออกมาก่อน” ตาลุงคนนั้นตบมือลงไปบนพรมเรียกให้ผมออกไป แต่ใครเชื่อก็บ้าแล้วผมยังไม่อยากตายเพราะฉะนั้นขอหลบอยู่ใต้เตียงแบบนี้ไปก่อนก็แล้วกัน
“น้องไม่เชื่อหรอก”
ผมนอนเอียงคอมองคนที่พยายามยื้อแขนมาคว้าส่วนหนึ่งส่วนใดจากร่างกายผม แต่โชคดีที่ผมเกิดมาตัวเล็กเท่าหมากระเป๋าเลยทำให้แขนยาวๆ นั้นเอื้อมมาไม่ถึง
เสียงเคาะประตูห้องดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ ดึงให้คนที่นอนตะเกียกตะกายอยู่ข้างนอกนั้นลุกขึ้นไปแล้วเอ่ยปากอนุญาตให้คนด้านนอกเข้ามาได้
“คุณโรแลนจะให้ตั้งโต๊ะมื้อเช้าที่ไหนครับ”
เสียงทุ้มห้าวของผู้ชายเจ้าของรองเท้าหนังสีดำ กับขากางเกงผ้าเนื้อดียืนห่างจากปลายเตียงไปไม่มาก พอได้ฟังคำว่าอาหารเช้าท้องผมก็ร้องโครกครากอย่างไม่มีมารยาทขึ้นมาทันที
“ยกเข้ามาในห้อง ขี้เกียจออกไป”
“ครับ แล้วววววว.......” เสียงผู้ชายคนนั้นลากเสียงยาว และผมเดาว่าไอ้คำว่าแล้วหางยาวนั้นคงหมายถึงผม
“อยู่ใต้เตียง เตรียมมื้อเช้ามาเผื่อด้วยก็แล้วกัน”
“ใต้เตียง!”
เจ้าของรองเท้าหนังสีดำทรุดตัวลงมานั่งกับพื้นห้องแล้วก้มลงมาส่งสายตาตื่นๆ จ้องมาทางผม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปหาตาลุงคนนั้นอีกครั้ง
“คุณโรแลนนี่มัน...”
“เจสัน ถ้าพูดมากฉันจะไล่นายออก”
อย่างน้อยตอนนี้ผมก็รู้แล้วว่าตาลุงอัลฟ่าคนนี้ชื่อโรแลน ชื่ออย่างกับน้ำยาเปลี่ยนสีผม ส่วนตาฝรั่งอีกคนที่เพิ่งเดินออกไปชื่อเจสันสินะ
“อินดี้ ออกมากินข้าวได้แล้ว”
“ไม่ออก น้องไม่ออกไป”
“ถ้าไม่ออกมาแล้วเธอจะกินข้าวได้ยังไง ออกมานี่ฉันไม่ทำอะไรเธอแล้ว”
ประตูห้องถูกดึงให้เปิดออกพร้อมกับขาคนหลายคนเดินเรียงแถวเข้ามา หนึ่งในขาหลายคู่เป็นของคนชื่อเจสันผมจำได้
“อาหารเช้าครับ แล้วก็เสื้อผ้าของคุณอินดี้ซักรีดมาเรียบร้อยแล้วครับ”
ผมนอนฟังพวกนั้นคุยกันอยู่สักพักก่อนที่ทุกคนจะยกขบวนเดินเรียงแถวออกไป แล้วเจ้าของห้องชะโงกหน้าลงมาส่งสายตาดุๆ มาให้ผม
“ออกมา”
“ก็น้องบอกแล้วว่าไม่ออกไปไง” ผมนอนเอาคางเกยไว้บนหลังมือซึ่งวางซ้อนทับกันอยู่ข้างหน้า
“อินดี้อย่าดื้อออกมาเดี๋ยวนี้ ฉันต้องรีบออกไปทำงานนะ ไม่หิวหรือไงออกมากินข้าวก่อน”
“น้องไม่ได้ดื้อนะ ก็ลุงใจร้ายเอง”
“ฉันใจร้ายกับเธอตรงไหน”
“ก็ลุงจะตีน้องนี่”
“ฉันไม่ได้จะตีเธอ ออกมาเร็วๆ จะได้กินข้าว ฉันต้องเตรียมตัวไปทำงานแล้วนะ”
“น้องจะกินตรงนี้ น้องไม่ออกไปหรอก”
ผมได้ยินเสียงถอนหายใจมาจากคนบนเตียง จานใบเล็กซึ่งด้านบนวางขนมปังเอาไว้หลายชิ้นพร้อมกับไส้กรอกชิ้นอวบอ้วนเบคอนทอดกรอบๆ แฮมชิ้นใหญ่ ถูกวางแล้วเลื่อนผลักส่งมาให้ผมด้วยมือหนาคู่เดิม นมอุ่นๆ แก้วโตถูกวางเอาไว้คู่กันจากนั้นเท้าเปลือยเปล่ากับชายกางเกงนอนก็เดินหายลับเข้าไปหลังบานประตูไม้หรูหราบานหนึ่ง
ผมขยับเอื้อมมือลากเอาจานอาหารเช้าแสนหรูเข้ามาใกล้แล้วลงมือยัดทุกอย่างในจานใส่ปากอย่างรวดเร็วก่อนจะดื่มนมหวานมันแก้วนั้นเติมเข้าไปจนเต็มท้องแล้วคลานเอาจานเปล่าไปวางคืนไว้ที่เดิม
ประตูไม้บานเดิมถูกเปิดออกในเวลาไม่นานกลิ่นหอมฟุ้งของน้ำหอมราคาแพงแผ่ลอยมาจนถึงใต้เตียงนอนแคบๆ กลบกลิ่นฟีโรโมนของอัลฟ่าให้จางลงไปจนแทบแยกกลิ่นไม่ออก
“เธอจะอยู่อย่างนั้นทั้งวันหรือยังไง”
“น้องอยากกลับบ้าน”
“ถ้าอย่างนั้นก็ออกมา” เสียงทุ้มจากเจ้าของขาคู่นั้นเรียกผมอีกครั้ง
“ลุงจะให้น้องกลับบ้านใช่มั้ย”
“เลิกเรียกว่าลุงสักทีได้หรือเปล่า ฟังแล้วมันปวดใจ ฉันไม่ได้แก่ขนาดนั้นสักหน่อย ถ้าอยากกลับบ้านเธอก็ต้องออกมาจากใต้เตียงของฉันก่อน”
“น้องจะกลับบ้าน ลุงออกไปรอนอกห้องสิ”
“อินดี้ นี่มันบ้านฉันนะ!”
ผมนอนเถียงเจ้าของบ้าน เจ้าของเตียงอยู่นานจนคนแก่คงความดันขึ้นเลยล่าถอยยอมออกจากห้องไป เมื่อประตูห้องถูกปิดสนิทผมจึงได้ค่อยๆ คลานกลับออกมาแล้วหยิบเอาเสื้อผ้าของผมซึ่งมันถูกซักรีดอย่างสะอาดเรียบร้อยเดินเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำแสนหรูหรา ของอัลฟ่าหนุ่มใหญ่เจ้าของบ้าน
ผมเปิดประตูออกมาแล้วแทบช้อคเพราะหลังประตูบานนี้คือจักรวาลใหม่ที่ผมทะลุมิติมาจากโลกของผม คฤหาสน์หรูหราจนบ้าบอกับคนยืนเรียงกันเป็นตับอยู่ด้านล่างสุดปลายบันไดวนเหมือนอย่างในละครทีวี อัลฟ่าสายเลือดบริสุทธิ์นั่งไขว่ห้างกอดอกมองตรงมาทางผม สายตาดุเข้มนั้นทำให้ผมหวาดกลัวและไม่ชอบจริงๆ
“เร็วๆ เข้าฉันกำลังจะไปสาย”
“แต่น้องอยากกลับบ้าน”
ผมแหงนคอขึ้นไปคุยกับยักษ์ตัวใหญ่ที่ยืนก้มหน้าลงมามองผม อารมณ์เหมือนจับหมาชิสุไปยืนคู่กับหมาป่า ผมสูงแค่ร้อยหกสิบเซนติเมตรตัวเท่าลูกหมาแต่อัลฟ่าร่างยักษ์นี่ตอนเป็นเด็กไม่รู้ที่บ้านให้กินตอม่อสะพานแขวนเป็นอาหารเช้าหรือยังไงถึงได้ตัวใหญ่นัก
ผมวิ่งตามหลังผู้ชายขายาวมาขึ้นรถยนต์คันหรูซึ่งมีผู้ชายใส่สูทผูกไทอย่าเท่ยืนเอามือกุมไข่ ก้มหน้างุดๆ รอเปิดประตูให้ผมกับตาลุงนี่ ส่วนผู้ชายที่ชื่อเจสันเดินตามตาลุงยาย้อมผมต้อยๆ ไม่ห่างเลย
“เสร็จธุระแล้วฉันจะไปส่ง แต่ตอนนี้เธอต้องไปกับฉันก่อน” ตาลุงโรแลนนั่งไขว่ห้างเหยียดหลังตรงหยิบไอแพดมาจิ้มๆ เขี่ยๆ อยู่ไม่ได้เงยหน้ามาสนใจว่าตอนนี้ผมทำหน้าหงิกยิ่งกว่าขนหน้าแข้งลุงซะอีก
“ไม่เอา น้องจะกลับบ้าน”
“อย่าดื้อได้มั้ย ฉันต้องรีบไป”
“คุณปล่อยน้องลงตรงป้ายรถเมล์ได้นะ น้องนั่งรถเมล์กลับบ้านเองได้”
“ไม่มีทาง ฉันเป็นคนพาเธอมาฉันต้องเป็นคนพาเธอกลับไปส่ง”
“แต่น้องไม่ได้เต็มใจมา เพราะฉะนั้นน้องไม่เต็มใจให้ลุงไปส่ง จอดๆ ตรงนั้นป้ายรถเมล์นั้น น้องจะลง”
ผมยื่นมือไปสะกิดไหล่ผู้ชายหน้านิ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นคนขับรถที่แต่งตัวดูดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา แต่ผู้ชายคนนั้นไม่ได้จอดรถตามที่ผมบอก รถยนต์ยังขับต่อไปบนถนนเรื่อยๆ
“ลุง น้องจะกลับบ้าน” ผมยื่นมือออกไปกางบังหน้าจอไอแพดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจให้คนตัวโตกว่าหันมาสนใจคำเรียกร้องจากผม
“ถ้ายังดื้ออยู่ฉันจะลงโทษนะ”
นิ้วชี้ปล้องใหญ่ซึ่งเมื่อเช้ามันทำหน้าที่มอบความสุขสุดยอดให้กับผม แต่เวลานี้มันถูกยกขึ้นมาชี้หน้าผมพร้อมกับดวงตาสีเข้มซึ่งจ้องมองผมเหมือนผู้ใหญ่กำลังดุเด็กน้อยตัวเล็กๆ
ผมอ้าปากงับใส่ปลายนิ้วมือเรียวนั้นก่อนจะออกแรงกดกรามลงไปจนหน้าสั่น เสียงร้องโอ้ยของเจ้าของนิ้วมือกับอาการพยายามดึงนิ้วมือออกจากปากผมทำให้คนหน้านิ่งสองคนข้างหน้าหันมามองด้วยความตกใจ
“อินดี้ปล่อย”
“อื้อออออ”
ผมขยี้ฟันหน้าบดใส่นิ้วแท่งโตจนปวดกรามไปหมด แต่ผมก็ทานแรงของอัลฟ่าหนุ่มทรงพลังไม่ไหวเพราะแรงกดอากาศผสมอำนาจมืดพุ่งอัดกระแทกใส่ผมจนต้องล่าถอย เรี่ยวแรงที่มีเมื่อครู่เหมือนถูกสูบทิ้งไปในชั่วเวลาพริบตาเดียว
ผมทิ้งตัวนอนหอบหายใจรวยรินเหมือนคนสิ้นแรง ไม่มีแม้กระทั่งแรงพยุงให้ตัวเองนั่งตรงๆ เอวบางถูกเจ้าของฝ่ามือจับยกอุ้มแล้วเหวี่ยงให้ผมขึ้นมานั่งคร่อมลงบนตักหนา แล้วดึงใบหน้าผมลงมาบดจูบจนปากผมเจ่อบวมลิ้นชาจนแทบอ้าปากพูดไม่ได้ ผมต้องนั่งซบไหล่กว้างกลัวจนตัวสั่นอยู่บนตักอัลฟ่าบ้ากามจนรถยนต์แล่นมาจอดสนิทหน้าตึกสูงขนาดใหญ่
ผมเดินห่อไหล่หนาวสั่นจนสะท้านก้าวขาแทบไม่ออก คนขายาวเดินจ้ำอ้าวทิ้งห่างผมไป โดยปล่อยให้ผมยืนขาสั่นเพราะเพิ่งก้าวพ้นตัวรถยนต์มาได้แค่สองสามก้าวเท่านั้น
“อินดี้ ฉันสายแล้ว” เสียงดุเข้มหันหลังตะโกนกลับมา
“น้องไม่ไป น้องจะกลับบ้าน” ผมยืนกอดอกแล้วหันหลังให้คนหน้าดุทันที
“......................”
“อ้ากกกก...” ตาลุงชื่อเหมือนยาย้อมผม แบกผมขึ้นไปพาดบ่าแล้วพาเดินอวดสายตาประชาชนตรงไปขึ้นลิฟต์ซึ่งคนชื่อเจสันกดเปิดประตูค้างรอเอาไว้ให้หน้าตาเฉย
ผมถูกแบกมาโยนโครมลงกับชุดโซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มราคาแพงหลังใหญ่ภายในห้องทำงานสุดหรูหรา สายตาแข็งๆ กับน้ำเสียงดุเข้มของอัลฟ่าแผ่รังสีมากับแรงกดที่ทำให้ผมหนีไปไหนไม่ได้
“รอฉันอยู่ที่นี่ อย่าดื้อไม่อย่างนั้นเราได้เห็นดีกันแน่”
คนหน้าดุพูดเสร็จก็ไม่อยู่รอฟังว่าผมจะตกลงหรือปฏิเสธ เพราะดูเหมือนสิ่งที่ตาลุงนี่บอกว่ากำลังรีบคงเป็นจริงเพราะคนชื่อเจสันวิ่งหอบแฟ้มเอกสารสีดำวิ่งตามหลังตาลุงนั้นหายออกไปจากห้องทันที
ผมถูกอัลฟ่าทิ้งให้นั่งเล่น นอนเล่นอยู่ภายในห้องทำงานนี่นานเป็นชั่วโมง นาฬิกาบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่มันเดินติ้กๆ ไปจนใกล้เที่ยงเต็มที ผมเปิดกระเป๋าเป้สะพายหลังแล้วหยิบยากันฮีทออกมายัดใส่ปาก แล้วตัดสินใจเปิดประตูห้องออกไปชะโงกหน้าดู ผู้ชายสองคนใส่สูทแบบเดียวกับเจสันหันขวับกลับมามองผมในทันที
“คุณจะไปไหนครับ” ผู้ชายคนหนึ่งเอ่ยปากถามผม
“น้องจะกลับบ้าน”
“ไม่ได้ครับ คุณโรแลนสั่งห้ามเอาไว้ ห้ามคุณอินดี้ออกจากห้อง”
“ตาลุงไปไหน” ผมยืนเอียงคอแหงนขึ้นไปถามพ่อเสาไฟทั้งสองต้นซึ่งก้มลงมามองผม
“คุณโรแลนมีประชุมสำคัญครับ อีกสักพักคงจะกลับมา”
“ถ้าอย่างนั้นน้องจะไปหาตาลุงโรแลน”
“ไม่ได้ครับ” ผู้ชายคนเดิมตอบกลับมาในทันที
“ตาลุง อยู่ในนั้นใช่มั้ย”
ผมชี้นิ้วไปทางห้องประชุมขนาดใหญ่ซึ่งมีผู้ชายใส่สูทนั่งเรียงกันเป็นตับรอบโต๊ะตัวยาวขนาดใหญ่ กระจกขุ่นมัวๆ มีลายพอให้มองเห็นแวบๆ ว่าบรรยากาศข้างในนั้นดูจะไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่เพราะแต่ละคนมีสีหน้าเคร่งขรึมอึมครึมอย่างเห็นได้ชัด ตรงหัวโต๊ะด้านหนึ่งคือตาลุงอัลฟ่าซึ่งกำลังแผ่รังสีอำมหิตจนผมซึ่งยืนอยู่ตรงนี้สัมผัสได้
“น้องจะเข้าไปในนั้น”
ผมวิ่งตรงไปทางประตูห้องประชุมซึ่งมีผู้ชายสองสามคนยืนเฝ้าอยู่ ผมแกล้งอาละวาดตะโกนเสียงดังจนลั่นเพื่อทำให้ทุกอย่างมันวุ่นวายที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วก็ได้ผลเพราะเพียงไม่นานเจสันเดินผูกโบที่คิ้วออกมายังหน้าประตูทันที
“เสียงเอะอะโวยวายอะไรกัน ข้างในกำลังประชุมนะ” เจสันเอ่ยเสียงดุก้มหน้าลงมามองผมตาเขียว
"สำคัญมากเหรอ" ผมยืนยิ้มยิงฟันขาว
“สำคัญครับ....เพราะ”
ผมไม่ได้รอฟังว่าเจสันบ่นอะไรต่อ เพราะผมรีบทิ้งตัวลงไปนั่งยองกับพื้นแล้วคลานรอดใต้หว่างขาของพ่อคนตัวสูงผ่านช่องบานประตูซึ่งถูกแง้มเอาไว้แล้วเดินเข้าไปยืนส่งยิ้มให้กับคนสิบกว่าคนที่หันคอมามองผมนิ่ง
คนหน้าดุซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะด้านในสุดของห้องมองตรงมาทางผมพร้อมกับกลิ่นฟีโรโมนหอมหวานเรียกให้ผมเข้าไปหา ผมเดินฝ่าสายตานับสิบคู่แล้วไปยืนทำหน้าเชื่องอยู่ต่อหน้าอัลฟ่าซึ่งตีหน้ายักษ์ใส่ผม ขัดกับกลิ่นหอมซึ่งลอยฟุ้งเตะจมูกจนผมแทบจะคลานเข่าไปหา
“น้องหิวข้าว......” ผมใช้โทนเสียงที่พี่สาวทั้งสามคนเคยบอกว่าอย่าไปพูดแบบนี้กับใครที่ไหนเพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อตูดผมได้
ผมแทรกเอาตัวเองไปอยู่ข้างหน้าเก้าอี้หนังตัวใหญ่ซึ่งมีผู้ชายหน้าฝรั่งตัวโต คิ้วเข้มตาดุ ผมยาวประบ่าจ้องผมอยู่ ความเงียบแผ่ปกคลุมไปทั่วห้องประชุมซึ่งมีหัวขาวๆ ดำๆ นั่งกันอยู่สลอนแต่ไม่มีเสียงใครพูดอะไรออกมาเลย เสียงเครื่องปรับอากาศตัวใหญ่ทำงานครางหือๆ มาตามช่องลมสลับกับเสียงหน้ากระดาษแผ่นบางถูกลมเป่าพลิกขยับดังแกรกๆ อยู่ใกล้ๆ
ผมยกขาแล้วพาตัวเองปีนขึ้นไปนั่งขดตัวอยู่บนตักกว้าง เอียงซบหน้าลงไปกับอกอุ่นๆ กลิ่นหอมฟีโรโมนทำให้ผมเคลิบเคลิ้มหลงใหลผ่อนคลาย ผมยกมือขึ้นมาปลดกระดุมเสื้อสูทราคาแพงให้เปิดออกก่อนจะโอบแขนเล็กๆ ของตัวเองสอดเข้าไปด้านในแล้วกอดเอวหนานั้นไว้ นอนนิ่งแช่อยู่อย่างนั้นไม่ยอมขยับ
"อินดี้"
