บทที่ 10 ความลับที่อยากรู้

ตอนที่ 10. ความลับที่อยากรู้

หลังอาหารเช้าจบลง เสียงช้อนกระทบจานหยุดพร้อมกัน ใบบัวรีบเก็บถ้วยของตัวเองเหมือนทุกวันทั้งที่จริง ๆ แม่บ้านทำให้ก็ได้ แต่ความจริงแล้วนั้นเธอไม่อยากเป็นภาระใคร โดยเฉพาะในบ้านหลังนี้

“หนูช่วย”

“วางเถอะลูก เดี๋ยวป้าจัดการเอง” ป้าเดือนรีบรับไป ใบบัวยิ้มเก้อ ๆ ยังไม่ทันจะก้าวพ้นห้องอาหาร เสียงทุ้มของผู้เป็นพ่อก็ดังขึ้น

“ใบบัว” เธอชะงัก หันกลับมา “คะคุณพ่อ”

“ว่างไหมลูก มาคุยกับพ่อหน่อยสิ” น้ำเสียงอบอุ่นจนเธอเผลอใจอ่อน

“ได้ค่ะ”

ปรเมศที่กำลังหยิบกุญแจรถเงยหน้าทันทีคิ้วขมวดเล็กน้อย

“พ่อจะคุยอะไรครับ”

“คุยกับลูกสะใภ้ พ่อยังต้องรายงานแกด้วยเหรอ หรือว่าแกสนใจเมียแกแล้ว ”

“….”

โดนสวนกลับหน้าตายเขาเงียบไปทันที พ่อหัวเราะหึ ก่อนเดินนำใบบัวไปทางห้องทำงาน ประตูไม้บานใหญ่ปิดลง

แกร๊ก เสียงล็อกเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านใน

หน้าห้อง ปรเมศยืนกอดอกตอนแรกตั้งใจจะรอเฉย ๆ

แต่ผ่านไปสองนาทีก็เริ่มหงุดหงิด

ห้านาที...คิ้วขมวดหนักกว่าเดิม

สิบนาที...เขาเหลือบมองประตูอีกครั้ง

ทำไมต้องคุยนานขนาดนั้น มีอะไรต้องคุย หรือพ่อจะถามเรื่องแต่งงาน หรือใบบัวจะ... ความคิดมากมากผุดเข้ามาในสมองแต่เขาก็ไม่กล้าฟันธงว่าผู้เป็นพ่อจะพูดอะไรกันเธอ !!

“…”

เขาสบถในใจ จะไปสนใจทำไมมันก็แค่เรื่องของเธอกับพ่อไม่เกี่ยวกับเขาสักหน่อย แต่ขาทั้งสองข้างกลับไม่ยอมขยับไปไหนยังคงยืนอยู่หน้าประตูเหมือนหมาเฝ้าบ้าน น่ารำคาญชะมัด

ภายในห้องทำงาน

บรรยากาศเงียบสงบ พ่อของปรเมศนั่งลงบนโซฟาส่งยิ้มใจดีให้เธอ

“นั่งสิลูก อย่าเกร็ง” ใบบัวนั่งตัวตรง มือประสานบนตักเรียบร้อย เหมือนนักเรียนโดนครูเรียกพบ

“ไม่ต้องกลัว พ่อไม่ดุหรอก” ท่านหัวเราะเบา ๆ

“…ค่ะ”

“เรื่องพ่อของหนู” พ่อของปรเมศเอ่ยขึ้น และเว้นจังหวะมองหน้าใบบัว ใบบัวชะงักปลายนิ้วบีบกันแน่น

“หินเล่าให้ฟังนิดหน่อย ว่าท่านยังรักษาตัวอยู่ใช่ไหม”

เธอพยักหน้า “ค่ะ อาการดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ยังต้องทำกายภาพต่อเนื่อง”

เสียงเธอเบา แต่สุภาพไม่มีการขอความเห็นใจเลยสักนิด

ยิ่งฟัง…ยิ่งน่าเอ็นดูผู้เป็นพ่อถอนหายใจเบา ๆ

“พ่อรู้ว่าการที่พ่อบีบหนูให้มาแต่งงานกับ ปรเมศนั้น มันเป็นเรื่องที่ลำบาก ลูกชายของพ่อมันไม่ใจดีกับหนูเลยใช่ไหม ? ”

ใบบัวรีบส่ายหน้า “ไม่ใช่ค่ะไม่ใช่การบีบบังคับ แต่หนูเต็มใจเอง หนูแค่อยากได้เงินมาช่วยพ่อ และมาใช้หนี้จริง ๆ ค่ะ ”

“อืม ขอบใจนะที่เข้าใจ ที่ทำงานเป็นยังไงบ้าง ? ” พ่อของปรเมศยังคงถามด้วยความเอ็นดู เพราะท่านรู้ว่าปรเมศพาใบบัวไปทำงาน แต่ท่านไม่รู้ว่าไปทำงานในฐานะอะไรก็แค่นั้น

“ดีค่ะ หนูกำลังปรับตัว”

“อือถ้าดีก็ดีแล้ว” ท่านพยักหน้ารับรู้ แต่ยังไม่ทันที่ท่านจะพูดอะไรต่อเสียงเคาะประตูหน้าห้องก็ดังขึ้น ทั้งสองหันไปมองพร้อมกัน

“หึ... รอแป๊บ” คนเป็นพ่อลุกขึ้นก่อนจะเดินไปหน้าประตู และเปิดประตู

“ไม่มีมารยาท ทำไมเสียงดังอย่างนี้ ? ”

“พ่อคุยอะไรกับเธอ พวกเราต้องไปทำงาน”

“ทำงาน ปกติเห็นคนที่บ้านบอกว่า ไม่เคยไปทำงานพร้อมกันไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมวันนี้เกิดอยากไปทำงานพร้อมกัน ? ”

“เอ่อคือว่า...” ปรเมศอึกอัก พูดไม่ออกบอกไม่ถูก

“เอาเป็นว่าพ่อยังคุยธุระไม่จบ วันนี้ให้หนูใบบัวลาหนึ่งวันก็แล้วกัน”

“ไม่ได้ เธอจะต้องไปเรียนรู้งาน” เขายังหาข้ออ้าง

“งั้นรอก่อนเพราะตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาทำงาน อีกนานส่วนลูกถ้ารีบก็ไปก่อน คุยเสร็จพ่อจะให้เธอตามไปที่ทำงานเอง” พูดจบคนเป็นพ่อก็ปิดประตูในทันที ทำเอาลูกชายยืนเหวอ....

“อะไรกันนี่พ่อปิดประตูใส่เราเหรอ ?  เพราะเธออย่างนั้นเหรอ ? คุยอะไรกันว๊ะ !! ”

ไม่นานท่านเจ้าสัวก็เดินกลับมา และนั่งลงตรงหน้าของใบบัวเหมือนเดิม

“เด็กดีแล้วหนูไม่มีอะไรอยากจะถาม หรือบอกพ่อเหรอว่าชีวิตหลังแต่งงานเป็นยังไงบ้าง ? ”

คำพูดนั้นอ่อนโยนมาก จนใบบัวเผลอก้มหน้าน้ำตาเกือบไหล เพราะถ้าเป็นพ่อสามีจริง ๆ สามีที่รักกันและแต่งงานกันด้วยความเต็มใจ เธอคงจะดีใจไม่ใช่น้อย

“ขอบคุณที่ดูแลลูกชายพ่อนะ”

เธอสะดุ้ง “คะ…?”

“เมศมันดูแข็ง ๆ แต่จริง ๆ โง่เรื่องความรู้สึกจะตาย”

ใบบัวเผลอยิ้มบาง ๆ ใช่เขาโง่มาก โง่จนเธอเจ็บทุกวัน

“ถ้ามันทำให้หนูลำบากใจ บอกพ่อได้เสมอ เข้าใจไหม”

น้ำเสียงนั้นไม่ใช่คำสั่ง แต่มันเหมือน…ครอบครัวคำว่า “ลูก” ที่ท่านเรียกเธอมันอุ่นกว่าที่คิดใบบัวโค้งหัวเล็กน้อย

“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ แต่ว่าคุณพ่อคะเรื่องพ่อของหนู เอ่อคือว่าหนูอยากให้เก็บเป็นความลับได้ไหมคะ หนูไม่อยากให้คุณ...เอ่อพี่ปรเมศรู้ค่ะ” ใบบัวก้มหน้าก้มตาพูด

“ทำไมล่ะ ? ”

“เอ่อคือหนูไม่อยากให้เขารู้จริง ๆ ค่ะ”

“ได้เดี๋ยวพ่อจะบอกเจ้าหินให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ หนูไม่ต้องเป็นห่วง”

“ค่ะ ขอบคุณนะคะ อีกเรื่องคือ....”

“มีอะไรก็พูดมาเถอะลูก”

“ถ้าวันหนึ่งคนรักของพี่ปรเมศกลับมา ถึงตอนนั้นหนูก็จากไปได้ใช่ไหมคะ ? ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป