บทที่ 12 ข้ากับเอ็งมีเรื่องที่ต้องเคลียร์
ตอนที่ 12. ข้ากับเอ็งมีเรื่องที่ต้องเคลียร์
ลานจอดรถหน้าคฤหาสน์เงียบผิดปกติแดดเช้าสาดลงบนฝากระโปรงรถสีดำเงาวับ ปรเมศยืนพิงรถ
มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกมือถือโทรศัพท์ แต่สายตาไม่ได้มองหน้าจอเลยสักนิด เขามองไปทางตัวบ้าน
รอ...ทั้งที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่ารออะไรประตูรั้วบ้านเปิดออก
หินเดินเร็ว ๆ มาทางเขา
“คุณเมศครับ” ปรเมศเลิกคิ้วนิดเดียวเป็นเชิงถาม
“คุณท่านเรียกผมไปจัดการเอกสารเมื่อกี้ครับ”
“เรื่องอะไร” เสียงเรียบ เย็น เหมือนถามเรื่อง ดินฟ้า อากาศ หินลังเลนิดหนึ่งก่อนตอบ
“เรื่องหนี้ของคุณใบบัวครับ” ปลายนิ้วที่ล้วงกระเป๋าอยู่…ชะงักไปเสี้ยววินาทีแต่สีหน้าเขาไม่เปลี่ยน
“หนี้?”
“ครับ คุณท่านให้ผมจัดการตามสัญญา แล้วก็ให้คุณใบบัวอยู่ต่อเพื่อเซ็นเอกสารเพิ่มเติม เลยอาจช้าหน่อยครับ”
เงียบ เงียบจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านต้นไม้
“อืม” มีแค่นั้น คำสั้น ๆ เหมือนไม่สนใจอะไรเลยปรเมศเปิดประตูรถ นั่งเบาะหลังตามเดิม หินรีบอ้อมไปนั่งคนขับ และถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ ที่เจ้านายหนุ่มไม่ถามอะไรเพิ่มเติมมากกว่านั้น
ทันทีที่เครื่องยนต์สตาร์ท รถเคลื่อนตัวออกจากคฤหาสน์ช้า ๆ แต่บรรยากาศในรถหนักอึ้งจนเหมือนอากาศหายไปครึ่งหนึ่ง
“หนี้งั้นเหรอ…” เสียงในหัวเขาดังซ้ำไปมา งั้นที่เธอแต่งงานกับเขา ไม่ใช่เพราะอยากแต่ง แต่เพราะถูกบังคับ
เพราะเงิน เพราะสัญญา เหมือนสินค้า เหมือนของแลกเปลี่ยน ริมฝีปากเขาเม้มแน่น ความรู้สึกบางอย่างจุกอยู่ตรงอก
น่ารำคาญชะมัด ควรจะดีสิแบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอไม่มีความรัก ไม่มีความคาดหวัง ไม่มีใครต้องมาทรยศ แค่ข้อตกลงทางธุรกิจ จบ ๆ ไป…แบบที่เขาต้องการ
แต่ทำไมภาพเมื่อคืนถึงลอยขึ้นมาผู้หญิงตัวเล็ก ๆ นอนขดอยู่บนโซฟา ไม่มีผ้าห่ม ไม่มีเสียงบ่น ไม่มีแม้แต่คำขอร้องเหมือนหมาจรจัดที่โดนไล่แล้วยังยอมอยู่
“โง่” เขาพึมพำเบา ๆ ไม่รู้ว่าด่าเธอ หรือด่าตัวเองหินมองกระจกหลัง เห็นเจ้านายเงียบผิดปกติ เลยไม่กล้าพูดอะไรต่อ ทั้งรถเหลือแค่เสียงเครื่องยนต์ ปรเมศเอนหัวพิงเบาะ หลับตา พยายามไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป
ก็แค่ลูกหนี้ ก็แค่เมียขัดดอก ไม่มีค่าอะไรต้องใส่ใจ
…ใช่ไหมวะ แต่ยิ่งคิดหัวใจกลับยิ่งหนักขึ้นเรื่อย ๆเหมือนมีอะไรบางอย่างเริ่มร้าว ช้า ๆ โดยที่เจ้าของยังไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ
ทางด้านเจ้าสัวผู้เป็นพ่อและใบบัวก็มาที่โรงพยาที่พ่อของใบบัวทำการรักษาอยู่นั่นเอง กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจางๆ ลอยคลุ้งในอากาศ ทางเดินโรงพยาบาลเงียบ จนแทบได้ยินเสียงฝีเท้าตัวเอง
ใบบัวเดินตามหลังเจ้าสัวอย่างเก้ ๆ กัง ๆมือบีบสายกระเป๋าแน่นจนปลายนิ้วซีดเธอไม่เคยมาที่นี่มาก่อน โรงพยาบาลที่หรูหราดูแพงขนาดนี้ โรงพยาบาลเอกชนระดับพรีเมียม พื้นหินอ่อนขาวสะท้อนแสงพยาบาลเดินผ่านพร้อมรอยยิ้มสุภาพ ทุกอย่างดู “แพง” เกินชีวิตเธอไปหลายเท่า
“คุณท่านคะ… เรามาที่นี่ทำไมเหรอคะ” เสียงเธอเบาเหมือนกลัวรบกวนใคร
เจ้าสัวไม่ได้หันมา “หือ ทำไมเรียกคุณท่าน ก่อนหน้านี้ยังเรียกว่าพ่ออยู่เลย ? ”
“คือว่าในสัญญา...” ใบบัวไม่กล้าพูดต่อ
“ในสัญญาให้เรียกว่าพ่อ แต่นอกสัญญาไม่ได้บอกอะไรไว้นี่ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็เรียกพ่อนั่นแหละ ไม่ต้องเรียกคุณท่านหรอก เรียกสลับไปสลับมาเดี๋ยวก็เผลอหลุด”
“ค่ะ ๆ ว่าแต่เราจะไปไหนกันเหรอคะ” ใบบัวยังคงถามต่อด้วยความอยากรู้
“เดี๋ยวก็รู้” คำตอบสั้น ๆ เจ้าสัวเดินนำไปหยุดหน้าห้องพักฟื้นห้องหนึ่ง ก่อนที่คนเฝ้าหน้าห้องจะเปิดประตูให้
“เชิญครับ” ใบบัวก้าวเข้าไป แล้วทั้งโลกเหมือนหยุดหมุน ร่างผอมซีดที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เครื่องช่วยหายใจ เครื่องวัดชีพจรครบครันผ้าห่มสะอาดใหม่เอี่ยม
ไม่ใช่ห้องรวมแออัดแบบเดิม ไม่ใช่เตียงเก่า ๆ ที่ม่านขาดนี่มัน…ห้องเดี่ยว VIP
“พ่อ…” เสียงเธอสั่นทันที
“พ่อ…!” ใบบัววิ่งเข้าไปจับมือคนบนเตียง น้ำตาไหลออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว มือพ่ออุ่นขึ้นไม่เย็นเฉียบเหมือนก่อน แก้มตอบ ๆ ดูมีสีเลือดกว่าเดิม
“พ่อ… หนูมาแล้วนะพ่อ” เธอก้มหน้าร้องไห้สะอื้นเหมือนเด็ก เหมือนทุกความอดทนที่เก็บไว้หลายเดือนพังลงในวินาทีนั้น เจ้าสัวยืนมองเงียบ ๆ ไม่ได้พูดอะไรแต่สายตาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ผ่านไปไม่นานเปลือกตาของชายชราขยับช้า ๆ
“กอ...ไม่สิบัว…” เสียงแหบพร่าแต่ชัดพอให้ได้ยิน
ใบบัวเงยหน้าทันที
“พ่อ! พ่อฟื้นแล้วเหรอ!”
รอยยิ้มกว้างทั้งน้ำตา เธอกุมมือพ่อแน่นเหมือนกลัวจะหายไปอีก
“ที่นี่ที่ไหนลูก…”
“โรงพยาบาลค่ะพ่อ ห้องดีมากเลย เดี๋ยวพ่อก็หายแล้วนะ” น้ำเสียงพยายามสดใส แต่ยังสะอื้นไม่หยุดเจ้าสัวกระแอมเบา ๆ
“หมอบอกว่าถ้าพักรักษาที่นี่ อาการจะดีขึ้นเร็ว”
ใบบัวหันมามองเขา สายตาเต็มไปด้วยความตกใจ
“คุณ..ท่าน..เอ่อคือ คุณพ่อ” เธอรู้ทันทีไม่มีใครทำแบบนี้ให้เธอได้ นอกจากท่านเจ้าสัวคนนี้ หัวใจเหมือนโดนบีบ บุญคุณก้อนโตจนแทบหายใจไม่ออกเจ้าสัวพูดเรียบ ๆ เหมือนมันเป็นเรื่องเล็กน้อย
“ไปซื้อโจ๊กหรืออะไรมาง่าย ๆ ให้พ่อกินหน่อยสิ คนป่วยต้องมีแรง” ใบบัวพยักหน้ารัว ๆ
“ค่ะ! หนูไปเดี๋ยวนี้ค่ะ!” เธอยกมือไหว้เขาลึกมาก
ลึกจนแทบจะก้มถึงพื้น
“ขอบคุณนะคะ… ขอบคุณจริง ๆ” เสียงสั่นจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง ก่อนจะรีบวิ่งออกจากห้องไปประตูปิดลงเบา ๆ เหลือแค่เจ้าสัวกับชายชราบนเตียงเจ้าสัวมองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ นั้น แล้วพึมพำกับตัวเอง
“เด็กคนนี้…ดื้อเงียบเหมือนกันแฮะ” ก่อนหันไปมองพ่อของเธอ
“ลูกสาวแกน่ะ กตัญญูมากนะ ข้าเลยยืมตัวมาใช้หน่อย” น้ำเสียงเหมือนล้อเล่นแต่แววตาจริงจังกว่าที่พูดมาก
“ฝากดูแลลูกสาวข้าด้วยก็แล้วกัน และข้าต้องขอโทษกับทุกอย่างที่ผ่านมา”
“เอาเป็นว่าเอ็งต้องรีบหายและมาใช้หนี้ข้า !!”
