บทที่ 2 คืนแต่งงานที่ไม่มีคำว่ารัก
ตอนที่ 2. คืนแต่งงานที่ไม่มีคำว่ารัก
วันงานแต่งงานที่ไม่ได้เหมือนงานแต่งงานเลยสักนิด ไม่มีการจัดงาน ไม่มีแขก ไม่มีอะไรเลย บรรยากาศเงียบกริบ มีเพียงใบบัวที่สวมชุดเจ้าสาว และปรเมศที่ดูเหมือนจะยังเป็นชุดทำงานของเขาด้วยซ้ำ มีเพียงแค่คุณท่านวรนนท์ ท่านเจ้าสัวของบ้านที่พาเธอมาแนะนำให้ทุกคนในบ้านรู้จักในฐานภรรยาของปรเมศลูกชายคนเดียวของท่าน
“ในเมื่อจดทะเบียนเรียบร้อยตามใจคุณพ่อแล้วผมขอตัวไปพักก่อนนะครับ ผมเหนื่อย” เขาพูดก่อนจะเดินออกไปแต่ยังไม่ทันที่จะก้าวขาพ้นห้องรับแขก ท่านเจ้าสัวก็พูดขึ้นเสียก่อน
“ทำไมไม่พาเมียลูกไปด้วยล่ะ เธอไม่รู้หรอกว่าห้องลูกอยู่ที่ไหน ปรเมศอย่าสร้างปัญหา” เขาหยุดกึก ก่อนจะหันมามองผู้เป็นพ่อด้วยสายตาที่เจ็บปวด
“ถ้าไม่อยากมีปัญหาทำไมไม่แต่งเองให้มันจบ ๆ ไปครับ”
“นี่แก !!” ท่านเจ้าสัวผู้เป็นพ่อถึงกับร้องออกมาด้วยความโมโหเป็นอย่างมาก ก่อนที่ปรเมศจะหันมาหาใบบัวหญิงสาวที่ยืนนิ่งถือกระเป๋าอยู่ด้านหลัง
“ตามมาสิ ยืนบื้ออยู่ทำไม” เขาพาเธอมาที่หน้าห้อง
“แต่งงานแล้วยังไง จำไว้เลยว่าที่นี่ไม่ใช่สวรรค์ แต่จะเป็นนรกบนดินสำหรับผู้หญิงหน้าเงินอย่างเธอ”
ปรเมศพูดขึ้นลอย ๆ แต่ก็ทำให้ใบบัวได้ยินอย่างชัดเจน
“เข้าไปสิ” เขาพยักหน้า ก่อนจะเดินห่างออกไปสองสามก้าวและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออกหาใครสักคน
ทันทีที่เข้ามาในห้องนอน ภายในห้องกว้างขวาง เงียบสนิท มีเพียงแสงไฟสีอุ่นจากโคมข้างเตียงที่ส่องสะท้อนชุดแต่งงานสีขาวของใบบัว
เธอนั่งอยู่ริมเตียง มือประสานกันแน่นบนตัก
ชุดเจ้าสาวที่ควรจะเป็นสัญลักษณ์ของความสุข
กลับหนักอึ้งราวกับโซ่ตรวน
เสียงเปิดประตูดังขึ้นเบา ๆ ใบบัวเงยหน้าขึ้นทันทีปรเมศก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย เนกไทถูกดึงคลายอย่างลวก ๆ
สายตาของเขามองผ่านเธอไป เหมือนเธอเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในห้อง
“เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็นอนพักได้” เสียงเขาราบเรียบ ไม่มีอารมณ์ใดแฝงอยู่ ใบบัวชะงัก
“คุณไม่ต้องการคุยอะไรกับฉันเลยเหรอคะ”
ปรเมศหยุดฝีเท้า หันกลับมามองเธอช้า ๆ สายตาคมกริบเหมือนจะตัดทุกความคาดหวังของเธอให้ขาด
“คุยอะไร เราตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่หรือ”
หัวใจเธอเหมือนถูกบีบแน่น
“นี่ไม่ใช่งานแต่งงาน มันคือข้อตกลง”
เขาเดินเข้ามาใกล้ จนใบบัวต้องเงยหน้าขึ้นมอง
ระยะห่างใกล้พอจะได้ยินลมหายใจของกันและกัน
“อย่าคิดว่าคืนนี้จะมีอะไรพิเศษ ผมไม่แตะต้องผู้หญิงที่ผมไม่ได้รัก อีกอย่างผู้หญิงอย่างคุณมันน่าขยะแขยง !! ”
คำพูดนั้น…เจ็บยิ่งกว่าการถูกผลักไส ใบบัวเม้มปากแน่น พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล
“ค่ะ…ฉันเข้าใจ”
เธอลุกขึ้นยืน หมุนตัวจะเดินไปทางห้องน้ำ แต่เสียงของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ใบบัว”
เธอหยุดกึก หัวใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว
“จำไว้ให้ดี สถานะของคุณในบ้านหลังนี้…คือภรรยาตามกฎหมายเท่านั้น อย่าล้ำเส้น และอย่าคาดหวัง”
พูดจบ เขาก็เดินไปอีกฝั่งของห้อง เปิดประตูระเบียงออก แล้วจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบอย่างไร้อารมณ์
ทิ้งให้ใบบัวยืนอยู่กลางห้อง ในชุดเจ้าสาวกับความจริงที่โหดร้ายที่สุดในชีวิต
คืนนี้…เธอไม่ใช่เจ้าสาว แต่เป็นแค่ผู้หญิงที่ขายอนาคตของตัวเองเพื่อแลกกับลมหายใจของคนเป็นพ่อ
น้ำตาหยดแรกไหลลงมาช้า ๆ โดยที่ไม่มีใครเห็น
ไม่มีใครปลอบ และไม่มีสิทธิ์ร้องไห้ออกมาเสียงดังด้วยซ้ำ
แต่สิ่งที่ใบบัวไม่รู้คือ…ชายที่ยืนอยู่ตรงระเบียงกำมือแน่นจนเส้นเลือดขึ้นหัวใจเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นกลางความเงียบ
ก๊อก ๆ
ใบบัวสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะลุกจากเตียงอย่างลังเล หัวใจยังไม่ทันสงบจากคำพูดเย็นชาของคนที่ยืนอยู่บนระเบียงเมื่อครู่ เธอเดินไปเปิดประตูช้า ๆ
ชายหนุ่มในชุดสูทสีเทายืนอยู่หน้าห้อง สีหน้าสุภาพ แต่ท่าทางรีบร้อน
“เอ่อ…ขอโทษนะครับ” เขารีบพูด “ผมชื่อหิน เป็นเลขาของคุณปรเมศครับ”
ใบบัวชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะพยักหน้ารับโดยอัตโนมัติ
“พอดีคุณปรเมศให้ผมเอาไวน์มาให้ครับ”
เขายื่นขวดไวน์ราคาแพงที่อยู่ในถึงน้ำแข็งให้เธอด้วยสองมือ
“ฝากให้คุณปรเมศด้วยนะครับ”
น้ำเสียงของเขาสุภาพ แต่แววตากลับแฝงความอึดอัดบางอย่าง ราวกับรู้ดีว่าไม่ควรมาอยู่ตรงนี้นาน ใบบัวยื่นมือไปรับ ทำให้หินรีบตอบกลับ
“ขอบคุณครับ…ไม่รบกวนแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ”
ยังไม่ทันที่ใบบัวจะตอบอะไร ประตูก็ปิดลงเรียบร้อย
เธอยืนถือถังไวน์อยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับเข้าห้อง
ภายในยังเงียบเหมือนเดิม เสียงฝนด้านนอกยังคงตกไม่หยุด และร่างสูงของปรเมศยังยืนอยู่ที่ระเบียง ในท่าทางเดิมราวกับรูปปั้น
ใบบัวเดินไปวางไวน์บนโต๊ะอย่างแผ่วเบา เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะพูดขึ้น
“เลขาคุณเอาไวน์มาให้ค่ะ…”
ไม่มีเสียงตอบ
ใบบัวยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเขาแสงไฟจากด้านในสะท้อนใบหน้าคมคายที่เย็นเฉียบจนเธอไม่อาจอ่านความรู้สึกได้
“คุณจะดื่มไหมคะ” เธอถามเบา ๆ
ปรเมศหันกลับมาช้า ๆ สายตาคมกริบมองผ่านขวดไวน์ไปที่เธอ
“ไม่จำเป็น”
คำตอบสั้น ๆ ทำเอาอากาศรอบตัวเย็นวาบ
“ผมไม่ได้อยากดื่ม และผมก็ไม่ได้อยากฉลองอะไรทั้งนั้น มันไม่ได้มีความสุขอะไรขนาดนั้นกับการถูกบังคับ หรือคุณมี ? ”
พูดจบเขาเดินกลับเข้ามาในห้อง ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างใกล้พอจะทำให้ใบบัวรู้สึกอึดอัด
“คืนนี้…คุณนอนฝั่งนั้น” เขาชี้ไปที่โซฟาอีกฝั่งของห้อง
“เตียงนี้เป็นของผม” คำพูดนั้นเรียบเฉย เหมือนกำลังจัดวางสิ่งของ ไม่ใช่คน ใบบัวเม้มปากแน่น ก่อนจะพยักหน้า
“ค่ะ…”
เธอไม่ถาม เพราะเธอรู้ดี…ว่าไม่มีสิทธิ์ เธอเดินไปหยิบผ้าห่มบาง ๆ วางลงบนโซฟา แล้วนั่งลงอย่างเงียบงัน หันหลังให้เขาเหมือนกำแพงที่กั้นคนแปลกหน้าสองคนไว้คนละฝั่งของห้อง
