บทที่ 9 หลอกตัวเอง

ตอนที่ 9. หลอกตัวเอง

กลางดึก ความเงียบปกคลุมทั้งห้อง มีแค่เสียงเครื่องปรับอากาศกับเสียงลมหายใจแผ่วเบา

ปรเมศลืมตา

 อีกแล้ว คืนนี้เขานอนไม่หลับอีกแล้ว เขาพลิกตัวครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ผ้าห่มพันขาไปหมด น่ารำคาญชะมัดสายตาเหลือบไปทางโซฟาโดยอัตโนมัติ ร่างเล็กยังขดตัวอยู่เหมือนเดิม ผ้าห่มบาง ๆ ที่เธอปูไว้ตกไปกองกับพื้นครึ่งหนึ่ง ไหล่เล็ก ๆ โผล่พ้นออกมา ห้องเปิดแอร์ค่อนข้างแรง

…หนาวแน่ เขาขมวดคิ้วทันที ก่อนจะชะงักเดี๋ยว....

แล้วเกี่ยวอะไรกับเขาเขาหันหน้าหนี หลับตานับหนึ่งถึงสิบ

แต่ภาพเดิมยังติดตา

ไหล่บาง ๆ ที่สั่นนิด ๆ เสียงไอเบา ๆ แทรกเข้ามาเป็นระยะ

แกร๊ก

สุดท้ายเขาก็ลุกขึ้นอย่างหงุดหงิด

“ยุ่งชะมัด…” เสียงบ่นต่ำ ๆ เหมือนด่าตัวเอง

เขาเดินไปปลายเตียง หยิบผ้าห่มอีกผืนก้าวไปหยุดหน้าโซฟา ใบบัวหลับลึก ใบหน้าซีดกว่าเดิมคิ้วขมวดเล็กน้อยเหมือนฝันไม่ดี

ดูแล้ว…ไม่น่าอายุยี่สิบต้น ๆ เลย เหมือนเด็กที่โดนใช้งานหนักเกินไป เขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ก่อนจะค่อย ๆ ก้มตัว คลุมผ้าห่มให้เธอเบาที่สุดเบาจนแทบไม่แตะตัวมือใหญ่เผลอแตะหน้าผากเธอ ร้อนนิด ๆ เขาชะงัก

“ยังมีไข้เหรอวะ…” เสียงพึมพำเบาหวิวปลายนิ้วเลื่อนมาแตะข้างแก้ม ไล่มาถึงลำคอผิวเธออุ่นกว่าปกติหัวใจเขากระตุกแรงแบบไร้เหตุผลถ้าเธอไม่สบายหนักขึ้น

ถ้าเข้าโรงพยาบาลอีก

ถ้า....“ช่างเถอะ” เขารีบดึงมือกลับเหมือนโดนไฟลวกก่อนจะพึมพำกับตัวเองเสียงแข็ง

“ไม่ได้ห่วงอะไรทั้งนั้น…แค่ไม่อยากให้มาตายในห้อง” เขาได้แต่คิดอยู่อย่างนั้นก่อนจะพยักหน้าให้กับตัวเอง

คำแก้ตัวโคตรแย่ เขารู้ แต่ก็ยังพูด

“ถ้าเป็นอะไรขึ้นมา เดี๋ยวพ่อผมจะมาวุ่นวายอีก”

ใช่ ต้องเป็นแบบนั้นแหละ เหตุผลแค่นั้นไม่ใช่อย่างอื่น

ไม่ใช่เพราะเห็นเธอร้องไห้แล้วมันจุกอก ไม่ใช่เพราะเห็นเธอเป็นลมแล้วใจหาย ไม่ใช่เพราะตอนอุ้มเธอ…เขากลัวเธอจะหายไปจริง ๆ ไม่มีทาง เขาไม่มีทางรู้สึกอะไรกับเมียขัดดอก เด็ดขาด

แต่ขาทั้งสองข้างกลับไม่ยอมขยับเขายืนมองเธออยู่อย่างนั้น

           มองลมหายใจที่ขึ้นลงช้า ๆ เส้นผมที่ตกมาปิดแก้มแล้วโดยไม่รู้ตัวมือใหญ่ก็เอื้อมไปเกลี่ยผมให้เธอเบา ๆสายตาที่เคยเย็นชา อ่อนลงจนแทบจำไม่ได้

“…อย่าป่วยอีกล่ะ” เสียงเบาจนเหมือนกระซิบ

ทั้งที่เธอไม่มีวันได้ยินสุดท้ายเขาถอนหายใจดึงมือกลับหันหลังเดินกลับเตียงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่คืนนั้นเขากลับหลับได้สนิทครั้งแรก

ส่วนใบบัว ในความฝันเลือนรางเธอรู้สึกเหมือนมีใครบางคนห่มผ้าให้ อุ่นกว่าทุกคืนที่ผ่านมา โดยที่ไม่รู้เลยว่า

คนที่บอกว่า “ไม่ได้ห่วง”คือคนที่เฝ้ามองเธอนานที่สุดในห้อง

           แสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านสีครีม กลิ่นกาแฟอ่อน ๆ ลอยคลุ้งทั่วห้องอาหาร

ใบบัวนั่งหลังตรงอยู่ปลาโต๊ะ มือจับช้อนเบา ๆ

ยาเม็ดสองสามเม็ดวางข้างจาน ป้าเดือนยืนคุมเหมือนผู้คุมเรือนจำ

“ต้องกินให้หมดนะคะคุณใบบัว คุณปรเมศกำชับไว้”

           “…ค่ะป้า” เธอยิ้มจาง ๆ อย่างเกรงใจ

ฝั่งหัวโต๊ะ ปรเมศกำลังเปิดไอแพดอ่านข่าวหุ้นสีหน้าราบเรียบเหมือนทุกวัน ทั้งโต๊ะมีแต่เสียงช้อนกระทบชามเบา ๆ เหมือนคนแปลกหน้าสองคนมานั่งกินข้าวร่วมโต๊ะ

ใบบัวแอบมองเขาแวบหนึ่ง เมื่อคืนเขาไล่เธอลงจากเตียงแต่เช้ามาผ้าห่มดันเพิ่มอีกผืน เธอยังงงไม่หาย…คงคิดไปเองมั้ง เขาจะมาห่มผ้าให้เธอทำไม เป็นไปไม่ได้หรอก

แกร๊ก เสียงประตูหน้าบ้านเปิด

“โอ้โห บ้านเงียบเหมือนเดิมเลยนะ” เสียงทุ้มติดขำดังขึ้น

           ทั้งสองคนเงยหน้าพร้อมกันชายวัยห้าสิบปลาย ๆ ในสูทเรียบหรู เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ดวงตาคมกริบแบบเดียวกับปรเมศ แต่เต็มไปด้วยความขี้เล่น

“คุณพ่อ…” ปรเมศขมวดคิ้ว “กลับมาเมื่อไหร่ครับ”

           “ไฟลต์เช้ามืด เพิ่งถึง”

พ่อของเขาทิ้งตัวนั่งลงหัวเราะเบา ๆ ก่อนหันมาทางใบบัว

           “นี่เหรอ ลูกสะใภ้พ่อ”

ใบบัวรีบลุกไหว้ทันที “สวัสดีค่ะคุณพ่อ”

           “โอ๊ย ๆ ไม่ต้องเกร็งลูก นั่ง ๆ”

ท่านยิ้มกริ่มเหมือนเห็นอะไรสนุกสายตาสลับมองสองคนไปมาเหมือนกำลังดูละครหลังข่าวก่อนจะพูดขึ้นลอย ๆ

           “เป็นไงบ้างล่ะเมศ”

           “ครับ?”

           “ไวน์ขวดนั้นน่ะ” ช้อนในมือปรเมศหยุดกึก

           “…ไวน์อะไร” พ่อเลิกคิ้ว

           “อ้าว ก็ไวน์ที่พ่อให้หินเอาไปไว้ให้คืนนั้นไง”

           “….”

           “ขวดพิเศษเชียวนะ พ่ออุตส่าห์เลือกตัวที่ช่วยให้บรรยากาศดี ๆ หน่อย”

ใบบัวชะงัก ไวน์…คืนนั้น? คืนแต่งงาน? ส่วนปรเมศเงยหน้าช้า ๆ

           “พ่อเป็นคนสั่ง?”

           “ก็ใช่น่ะสิ” คนเป็นพ่อยิ้มเจ้าเล่ห์กว่าเดิม

           “แต่งงานทั้งที จะให้นั่งจ้องหน้ากันเหมือนประชุมบอร์ดเหรอ พ่อก็แค่อยากช่วยลูกชายหน่อย”

เงียบ

เงียบมาก ใบหน้าปรเมศตึงขึ้นทันทีงั้นที่เขาดื่มจนหัวร้อน

จนสติแกว่ง ทั้งหมดไม่ใช่อุบัติเหตุแต่เป็นฝีมือพ่อเขา

“พ่อไม่ต้องยุ่งเรื่องผมหรอกครับ” น้ำเสียงเขาแข็ง

           “เอ้า ก็พ่อหวังดี”

           “ผมจัดการเองได้” พ่อหัวเราะหึ

           “จัดการเอง? นี่เหรอที่เรียกว่าจัดการ” สายตาเหลือบมองใบบัวที่นั่งเงียบ ๆ

           “เมียตัวเองป่วยยังปล่อยให้ทำงานจนเป็นลม ถ้าไม่บอกว่าลูกพ่อ พ่อนึกว่าเป็นเจ้านายใจร้ายที่ไหน”

คำพูดแทงตรง ๆ ใบบัวรีบก้มหน้า ส่วนปรเมศกรามเกร็ง

“….”

“เมศ” น้ำเสียงพ่ออ่อนลงเล็กน้อย

“เมียมีไว้ดูแล ไม่ใช่มีไว้ใช้หนี้แทนเราอย่างเดียว”

ประโยคนั้นเหมือนอะไรบางอย่างตกใส่โต๊ะดังปัง

ปรเมศไม่ตอบ แต่ปลายนิ้วที่จับช้อนแน่นจนข้อขาสายตาเผลอเหลือบไปทางใบบัวโดยไม่รู้ตัว

เธอกำลังกินยาเงียบ ๆ เชื่อฟังทุกอย่างไม่เคยเรียกร้องอะไร เหมือนตัวเล็กเกินไปสำหรับโลกของเขาจู่ ๆ ในอกก็แน่นขึ้นมาอีกครั้ง น่ารำคาญชะมัด

พ่อหัวเราะเบา ๆ ก่อนลุกขึ้น

“เอาเถอะ พ่อไม่ยุ่งแล้ว แต่ถ้าทำลูกสะใภ้พ่อร้องไห้อีก เดี๋ยวโดนดี”

แล้วเดินจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทิ้งไว้แค่ความเงียบหนักอึ้ง ใบบัวก้มหน้ากินต่อ ส่วนปรเมศ…นั่งนิ่ง

คำว่า “เมียมีไว้ดูแล” มันดังซ้ำ ๆ ในหัว

ดังจนน่ารำคาญ ดังจน…ปฏิเสธไม่ลง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป