บทที่ 2 ทวงแค้นสลักรักเมียเสือ"บทที่ 1"
๒๐ ปีต่อมา พุทธศักราช ๒๔๘๕
ภายในบ้านหลังใหญ่ทรงขนมปังผิง มีเสียงดนตรีจากวงออร์เคสตราดังคลอเบา ๆ เคล้ากับเสียงพูดคุยของแขกเหรื่อที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหรา ภายในห้องโถงถูกประดับตกแต่งอย่างหรูหราอู้ฟู่
วันนี้เป็นวันที่ทางบ้าน อนันต์อัครชัย จัดงานเลี้ยงต้อนรับลูกชายเพียงคนเดียวของผู้การดิเรก อย่าง ร้อยตำรวจเอก เหมราช อนันต์อัครชัย หรือผู้กองเหมราช ที่พึ่งย้ายมาประจำการที่บ้านเกิดหลังจากไปบรรจุที่จังหวัดทางภาคเหนือ
ชายหนุ่มใบหน้าคมคายเจ้าของงานยืนทักทายแขกเหรื่อที่ถูกเชิญมาในงาน ส่วนสูงกว่าร้อยแปดสิบเซนติเมตรรับกับใบหน้าหล่อเหลาของผู้กองเหมราชทำให้กลายเป็นหัวข้อสนทนาของสาว ๆ ที่มาเป็นแขกในงาน
แขกเหรื่อที่มาในงานล้วนเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม ทั้งนักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รวมถึงไฮโซ และคนพวกนี้ล้วนเป็นอัลฟ่ากันทุกคน ดูเหมือนว่าพ่อของเขาจะคัดแขกมาแล้ว
“ยินดีที่ได้ย้ายกลับมาที่บ้านเกิดนะหลานชาย”
ชายชราเดินเข้ามาทักทาย ผู้กองเหมยกมือไหว้ แม้จะไม่รู้จักอีกฝ่ายก็ตาม แต่ก็พอเดาได้ไม่ยากจากการทักทาย อีกฝ่ายคงเป็นคนสนิทของคุณพ่อ
“ขอบคุณครับคุณอา”
“แล้วกลับมาจะมีข่าวดีหรือเปล่า”
ชายชราคนนั้นพูดพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย ผู้กองเหมราชเกาแก้มแก้เก้อ ไม่รู้จะตอบยังไง
เพราะไม่ว่าชีวิตนี้คนที่จัดแจงทุกอย่างให้เหมราช ก็เป็นพ่อเขาอยู่แล้ว
“มีแน่นอน”
ผู้การดิเรกพูดขึ้นแทรกด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความภูมิใจ เหมราชรู้ดีว่าวันนี้พ่อของเขาจะทำอะไร งานที่จัดในวันนี้ไม่ใช่งานเลี้ยงต้อนรับ แท้จริงแล้วเป็นงานที่พ่อของเขาใช้ป่าวประกาศเรื่องที่จะแต่งงานกับลูกสาวนายพลต่างหาก
แม้เหมราชจะไม่ได้รู้จักว่าที่เจ้าสาวดีพอ แต่ก็เคยไปเที่ยวกับเธออยู่บ้างตามงานสังคม
“ผมก็ได้ยินมาบ้าง ยินดีด้วยนะหลานชาย ว่าที่เจ้าสาวสวยมาก” ชายชราคนนั้นผินหน้าไปมองยังว่าที่เจ้าสาวของเหมราชที่ยืนคุยกับกลุ่มเพื่อนที่มุมห้องโถง
หญิงงามที่อายุน้อยกว่าเหมราชสามปี สวมใส่ชุดราตรีสีแดงตัดกับผิวขาวนวล ผมดำขลับทำให้ฟ้าลดามีเสน่ห์ ยิ่งใบหน้าที่งดงามราวกับนางฟ้านั่นอีกทำให้เธอตกเป็นที่หมายปอง แต่ทว่าเธอกลับหมั้นหมายกับเหมราชเสียแล้ว
“ขอบคุณครับ”
“ผมขอตัวก่อนนะครับ” เมื่อเห็นว่าพ่อกำลังพูดคุยกับแขกคนนั้น เหมราชก็ขอตัวเดินออกมา เพราะทนไม่ไหวกับกลิ่นฟีโรโมนที่อัลฟ่าปล่อยออกมา
คนพวกนี้มักจะแสดงอำนาจออกมาทางกลิ่นฟีโรโมน
เหมราชเดินหลบออกมายังโถงทางเดินที่ปลอดคน มือเรียวหยิบยาระงับในตลับยาขึ้นมากินเพื่อกดและปิดบังเพศรองของตัวเอง
เหมราชเป็นโอเมก้า แม้ในกรมตำรวจหรือทหารจะไม่รับคนที่เป็น
โอเมก้าแต่ด้วยเส้นสายทำให้เหมราชกลายเป็นข้อยกเว้น แลกกับการที่ต้องกินยากดไว้ตามคำสั่งของผู้เป็นพ่อ
เหมราชไม่ต่างจากมนุษย์หุ่นยนต์ที่ถูกพ่อบงการ เพราะเขาไม่เคยได้เลือกทางเดินในชีวิตตัวเองเลยสักครั้ง
“ยินดีด้วยนะครับที่ได้ย้ายกลับมา”
เสียงทุ้มคมคายดังขึ้นจากทางด้านหลัง เหมราชหันมายังต้นเสียง
เบื้องหน้าคือชายหนุ่มที่เหมราชไม่รู้จัก ทว่าใบหน้าและการแต่งกายของอีกฝ่ายกลับดึงดูดเขาไม่น้อย หนุ่มคนนี้สวมใส่ชุดสูทสีขาว สวมหมวกสีน้ำตาล ใบหน้าคมคาย ดูหล่อเหลา ดูรวม ๆ คนคนนี้ดูโก้ไม่น้อย
“ขอบคุณครับ คุณ...” กล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้ม
“ผมทองคำครับ” ชายหนุ่มแนะนำตัวด้วยรอยยิ้มแสนเสน่ห์
“ผมเหมราชครับ”
“ผมดีใจนะครับที่ได้เจอผู้กอง” มือหนาถือแก้วไวน์สีสวยสองแก้ว ยื่นให้เหมราชหนึ่งแก้ว
“ขอบคุณครับ…ว่าแต่ ดีใจเรื่องอะไรเหรอครับ?”
เหมราชรับแก้วไวน์ที่อีกฝ่ายยื่นให้ ปลายนิ้วยังคงแตะอยู่กับก้านแก้วเนิ่นนานราวกับจงใจ ก่อนจะยกขึ้นจิบอย่างแผ่วเบา ดวงตาคมลอบมองชายหนุ่มแปลกหน้าผ่านขอบแก้ว การกระทำของเหมราชแฝงไปด้วยเสน่ห์จนยากที่จะละสายตา
“ก็เพราะผมรอคุณมา--”
ไม่ทันที่ทองคำจะพูดจบ เสียงจากพิธีกรบนฟลอร์ก็เอ่ยเรียกผู้เป็นเจ้าของงานอย่างเหมราชให้ขึ้นไปกล่าวขอบคุณ
“เรียนเชิญคุณเหมราชค่ะ”
เหมราชยิ้มน้อย ๆ ให้ทองคำ ก่อนจะโค้งตัวน้อย ๆ และเดินขึ้นบนเวทีไป
ทองคำยกยิ้มเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน สายตาคมจับจ้องไปยังร่างโปร่งที่อยู่บนเวทีด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งเกลียด โกรธแค้น และสนใจในเวลาเดียวกัน
สายตาคมประสานสบตากับคนอยู่บนฟลอร์อย่างลึกซึ้ง ทองคำไม่ได้สนใจคำกล่าวขอบคุณของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย เพราะมัวแต่จ้องหน้าและสบตาเหมราช
“มีเสน่ห์เหลือเกินนะผู้กอง” ชายหนุ่มพึมพำพลางยกยิ้มมุมปาก
ไม่ปฏิเสธว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ หากเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ศัตรู เขาคงขออีกฝ่ายควงไปแล้ว
จนกระทั่งที่ผู้การดิเรกขึ้นมาบนฟลอร์ ความรู้สึกของทองคำก็เปลี่ยนไป
ทองคำกำหมัดตัวเองแน่น แววตาฉายแววเคียดแค้น ภาพอีกฝ่ายฆ่าพ่อเขา ทองคำยังจำมันได้ดี เพียงแค่เห็นหน้าดิเรกเขาก็อยากฆ่าให้ตาย
“ขอบคุณทุกท่านมากนะครับที่เป็นเกียรติมาเป็นแขกในงานวันนี้ ผม
ผู้การดิเรกจึงอยากจะป่าวประกาศและรับเชิญพวกท่านอีกครั้งนะครับ ในเร็ว ๆ นี้ลูกชายของผมจะเข้าพิธีสมรสกับหนูฟ้าลดา ลูกสาวของท่านนายพล หวังว่าจะได้รับเกียรติอีกครั้งจากทุกท่านนะครับ”
เมื่อเสียงประกาศข่าวดีจบลง แขกเหรื่อต่างโห่ร้องด้วยความยินดี เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วห้อง มีเพียงเหมราชเท่านั้นที่ยังคงนิ่งเฉย ไร้ซึ่งความยินดีแม้แต่น้อย
มันอาจเป็นข่าวดีสำหรับใครหลายคน แต่สำหรับทองคำ...เขาจะทำให้มันกลายเป็นข่าวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา
“ดีใจกันไปเถอะ เดี๋ยวพวกมึงจะดีใจกันไม่ออก”
มือหนาวางแก้วไวน์ลงบนถาดที่บริกรเดินผ่านไป สายตาคมจับจ้องไปยังชายหนุ่มที่ตนเองสนใจ เหมราชกำลังยืนอยู่กับว่าที่เจ้าสาวที่มุมโถง
ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของทองคำ
ไม่ว่าจะดูยังไงว่าที่เจ้าบ่าวก็ดูไม่ได้รักกับว่าที่เจ้าสาวแม้แต่น้อย กลับกันดูยังไงผู้หญิงคนนั้นก็เป็นฝ่ายเข้าหาเหมราชเสียมากกว่า
“แชมเปญครับ”
ขณะที่ทองคำกำลังให้ความสนใจกับว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาว เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น
“ขอบคุณครับ”
ทองคำรับแชมเปญจากเสือนิลขึ้นมาจิบ สายตาคมเพ่งมองริมฝีปากของ
ผู้เป็นพี่ชายที่จงใจพูดไม่ออกเสียง
“ทุกอย่างพร้อมแล้ว”
เมื่อพูดจบเสือนิลก็แฝงตัวไปกับกลุ่มพนักงานบริการที่ทำงาน ทองคำหันไปสนใจเหมราชต่อ เป็นจังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายมองมาที่เขาพร้อมกับยกแก้วไวน์ให้
อีกฝ่ายยังคงถือไวน์แก้วเดิมที่ทองคำให้ไว้ ต่างจากทองคำที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ดื่มไปกี่อย่างแล้ว
ทันทีที่ถึงเวลาเต้นรำเสียงดนตรีบรรเลงกังวานก้องไปทั่วห้องโถง ท่วงทำนองอ่อนหวานของไวโอลินสอดประสานกับเสียงเครื่องดนตรีประเภทอื่น ทำให้ดนตรีดูอ่อนหวานยิ่งกว่าเดิม
แขกเหรื่อในงานต่างพากันเชิญคู่ของตัวเองขึ้นมาเต้นรำ ทองคำเลือกเชิญผู้หญิงที่เป็นแขกในงานที่ให้ความสนใจเขา ไม่ได้สนใจว่าจะต้องเต้นรำกับใคร ขอให้ได้เข้าถึงตัวเหมราชก็เพียงพอ
สายตาคมไม่ได้จับจ้องไปยังคู่เต้นรำของตนเอง แต่กลับจับจ้องไปยังชายหนุ่มอย่างเหมราชแทน
“สนใจฉันหน่อยสิคะ”
จนคู่เต้นรำมองค้อนและบ่นออกมาอย่างน้อยใจ ทองคำยิ้มมุมปากก่อนจะค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน มันมีเสน่ห์จนหญิงสาวคนนั้นน้อยใจไม่ลง
“ขอโทษครับคุณผู้หญิง”
ปลายรองเท้าหนังขยับตามจังหวะดนตรีอย่างแผ่วเบา มือหนาจับมือคู่เต้นรำให้หมุนไปตามจังหวะเพลงก่อนที่เสียงของไวโอลินจะเร่งจังหวะขึ้นว่าถึงเวลาเปลี่ยนคู่เต้นรำแล้ว
ทองคำจงใจเข้าไปอยู่ใกล้คู่ของเหมราช เขาจงใจสลับคู่เต้นรำของตัวเองเป็นเหมราช นายตำรวจหนุ่มที่โดนเปลี่ยนคู่ก็มึนงงเล็กน้อย
ปกติมันควรจะต้องเปลี่ยนตัวผู้หญิงไม่ใช่หรือไง
สองมือประสานเข้าหากัน สองคู่เท้าขยับไปตามจังหวะเพลงแผ่วเบา ทองคำจงใจโอบเอวของเหมราชพลางทำสีหน้ามึนงงก่อนจะยิ้มออกมาอย่าง
เจ้าเล่ห์
“บังเอิญจังเลยนะครับ สลับคู่ผิดแบบนี้”
“นั่นสิครับ” เหมราชเอ่ยตอบ เสียงทุ้มเจือรอยยิ้มบาง ๆ
“ผู้กองครับ”
“ครับ?”
“ถ้าผมอยากรู้จักผู้กองให้มากกว่านี้ ผมควรทำยังไงดีครับ?”
เหมราชเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะในลำคอ
“หื้ม ยากหน่อยนะครับ ตอนนี้ผมมีเจ้าของแล้ว”
ทองคำยิ้มมุมปาก โน้มตัวเข้าใกล้เหมราชจนใบหน้าห่างกันแค่คืบ
“ผู้กองยังไม่ได้แต่งงานนี่ครับ ตราบใดที่ยังไม่มีแหวนอยู่บนนิ้ว…” หยุดเว้นจังหวะก่อนกระซิบเสียงแผ่วที่ข้างหู
“ผมก็ยังมีสิทธิ์… ไม่ใช่เหรอครับ?”
หึ
เหมราชหัวเราะในลำคอ เป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงบรรเลงดนตรีเต้นรำจบลง ทองคำโค้งตัวให้ชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะยิ้มออกมาราวกับรอฟังคำตอบ
อยากจะรู้นักว่าเหมราชจะตอบเขายังไง
แต่กลับผิดคาด เพราะเหมราชเพียงแค่ยิ้มมุมปากและเดินจากไป ไม่วายที่จะหันกลับมายิ้มให้เขาอีกครั้ง
เขายกแขนที่สวมใส่นาฬิกาหรูขึ้นมามองเวลา ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวถอยหลังกลับไปยืดชิดกำแพงห่างไกลจากฟลอร์เต้นรำ
หนึ่ง สอง สาม
กรี๊ดดดดดด
เมื่อสิ้นเสียงดนตรีเต้นรำ เสียงกรีดร้องของแขกในงานก็ดังขึ้นด้วยความตกใจและหวาดกลัว
ศพผู้ชายในสภาพใบหน้าเละเทะถูกแขวนลงมาจากบันไดที่อยู่เหนือฟลอร์ ร่างนั้นห้อยโตงเตงเลือดและน้ำเหลืองไหลลงมาเป็นหยด ๆ แขกเหรื่อที่อยู่บริเวณนั้นต่างพาแตกกระเจิง บ้างก็หน้าขมำลงกับพื้น บ้างก็ร้องไห้ด้วยความกลัว บ้างก็อ้วกออกมาเพราะเกินจะรับไหว
ผู้การดิเรกยืนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ เหมราชเองก็ตกใจไม่แพ้กัน ชายหนุ่มมีสติ ยกมือสั่งการให้ลูกน้องปลดศพนั่นลง
ศพนี้เป็นศพนายตำรวจหนึ่งในลูกน้องของผู้การดิเรก แม้ใบหน้าจะเละเทะแต่ก็เดาได้อย่างไม่ยากว่าเป็นใคร
ที่น่าโกรธคือบนศพนั้นมีผ้าใบผืนใหญ่เขียนด้วยเลือด บนผ้าระบุข้อความว่า “พวกมึงทุกคนต้องชดใช้” เนื้อหาข้อความทำให้เจ้าของงานเลือดขึ้นหน้าเพราะไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร
ทันทีที่ปลดศพออกมาได้ ผู้การดิเรกก็ประกาศกล่าวทันที
“จับแขกในงานทุกคนครั้งหมด อย่าให้ใครออกไปได้”
ภายใต้ความโกรธแค้นของผู้การใหญ่ กลับมีชายหนุ่มสองคนยืนยิ้มอยู่ในเงามืดด้วยความสะใจ
“ทำดีวะ”
ทองคำเอ่ยชมฝีมือของพี่ชายคนกลาง เสือนิลในชุดบริกรยืนกอดอกมองผลงานของตัวเองก็รู้สึกสนุกไปกับมัน
วันนี้พวกเขาไม่ได้จะมาหาเรื่อง แค่มาหาอะไรสนุก ๆ เล่นก็เท่านั้น ของจริงมันยังไม่ถึงเวลา แต่อีกไม่นานอีกฝ่ายก็คงจะได้ลิ้มรสความเจ็บปวดแบบที่พวกเขาเจอ
“ไปกันเถอะไอ้เสือ ปล่อยให้หมามันดิ้นตายกันตรงนี้แหละ”
