บทที่ 3 ทวงแค้นสลักรักเมียเสือ "บทที่ 2"
หนึ่งเดือนก่อนหน้า...
ต้นไม้ใหญ่กว่าร้อยปียืนต้นใหญ่ให้ร่มเงาอยู่บริเวณท้ายวัด สายลมเย็นพัดผ่านเบา ๆ ให้ความรู้สึกเย็นสบายและร่มรื่น แม้จะเป็นช่วงเวลากลางคืนแต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกหวาดกลัว เพราะมีแสงจันทร์ช่วยนำทาง
หลุมศพนับไม่ถ้วนถูกฝั่งอยู่บริเวณท้ายวัด ใต้ต้นไม้ใหญ่เป็นหลุมฝังศพของเสือบุญนากและภรรยาที่ล่วงลับ
ชายหนุ่มรูปร่างกำยำทั้งสามคนที่ใบหน้าถอดแบบกันออกมาเหมือนกัน ยืนอยู่หน้าหลุมฝังศพผู้เป็นพ่อและแม่ ที่พวกเขาต้องเลือกมาไหว้หลุมศพพ่อและแม่ในช่วงเวลากลางคืนเพราะต้องการความเป็นส่วนตัว
เสือเหล็ก เสือนิล เสือทองคำ
สามเสือร้ายภาคกลาง โดยมีเสือเหล็กเป็นพี่ชายคนโต แฝดผู้พี่ แฝดคนกลางคือเสือนิล และแฝดคนสุดท้องเสือทองคำ
แม้ทั้งสามจะเป็นฝาแฝด แต่บุคลิกนิสัยกลับต่างกันสุดขั้ว
เสือเหล็ก มีนิสัยใจคอโหดร้าย ดุดัน มุทะลุ แต่ก็เป็นพี่พึ่งพิงให้น้องชายและลูกน้องได้เป็นอย่างดี
เสือนิล แม้จะเป็นแฝดคนกลางแต่ก็มีฝีมือทางการแพทย์ เป็นคนพูดน้อย มีเหตุผล เป็นคนพูดคำไหนคำนั้น หากได้โกรธแล้วก็น่ากลัวยิ่งกว่าเสือเหล็ก
คนสุดท้อง เสือทองคำ มีนิสัยขี้เล่นตามประสาน้องชายคนเล็ก แต่กลับเป็นคนที่เจ้าเล่ห์ที่สุด
ทั้งสามพี่น้องเป็นหัวหน้าและรองหัวหน้าชุมเสือกระสุนดำ มีลูกน้องใน
ชุมเสือมากกว่าร้อยคน ชุมเสือกระสุนได้ชื่อว่าเป็นโจรมีศีลธรรม ปล้นคนเลว ช่วยคนจน
“ไม่รู้ตอนนี้พ่อกับแม่ไปเกิดแล้วหรือยัง”
เสือทองคำถามขึ้น นัยน์ตาวูบไหว ความคิดถึงพ่อและแม่กัดกินหัวใจ
แม้ว่าพวกเขาจะเป็นโจรร้ายก็ใช่ว่าจะไร้ความรู้สึก เรื่องที่ทำให้พวกเขาอ่อนไหวได้ก็มีแต่เรื่องของพ่อและแม่เท่านั้น
“กูว่าท่านยังไม่ไปไหน” เสือนิลพูดอย่างใจคิด
“อืม ก็ไม่ได้ตายดี คงจะเป็นห่วง” เสือเหล็กหันกลับไปพูดคุยกับน้องชายทั้งสอง ก่อนจะหันหน้ามามองหลุมศพพ่อและแม่
“ผมสัญญา ผมจะล้างแค้นให้พ่อให้ได้” มือหนาเทเหล้าราดหลุมศพ ถ้าล้างแค้นลากคอคนทำผิดได้เมื่อไหร่ จะกลับมาเลี้ยงเหล้าฉลองให้ผู้เป็นพ่ออีกครั้ง
“มันกับเราต้องตายกันไปข้าง” เสือนิลพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ เดิมทีเสือนิลเป็นคนสดใส จนกระทั่งเหตุการณ์ที่พ่อและแม่ตายไปต่อหน้าต่อตา นับตั้งแต่วันนั้นเขาก็เปลี่ยนไป
“ไม่ใช่ มีแต่มันเท่านั้นที่จะตาย”
เสือเหล็กพูดเสริม มีแต่พวกมันเท่านั้นที่ต้องตาย ที่ชีวิตของพวกเขาต้องมาเป็นแบบนี้ก็เพราะพวกมัน
ขณะที่สามพี่น้องกำลังไหว้หลุมศพพ่อและแม่ ลูกน้องในชุมเสือก็วิ่งมาด้วยอาการเหนื่อยหอบ
“พี่เหล็ก พี่นิล พี่ทองคำพี่”
“อืม มีอะไร” เสือนิลหันมาถามด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง
“ได้เรื่องแล้วพี่”
“เรื่องที่ให้ไปสืบ ได้ข่าวมาว่าไง” เสือทองคำถามแทรกขึ้น ในใจร้อนรนอยากจะรู้ให้ได้
“เดือนหน้าไอ้ดิเรกมันจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับลูกชายที่ย้ายมาประจำการที่นี่พี่”
ได้ยินแบบนั้นเสือร้ายทั้งสามก็ยิ้มขึ้นมาอย่างเจ้าเล่ห์ ในที่สุดเวลาที่รอคอยก็มาถึงสักที
“หึ ดี กูจะได้เจอมันสักที”
พวกเขารอเวลานี้มานานกว่ายี่สิบปี ทั้งสั่งสมฝึกปรือฝีมือจนถึงวันที่ทุกอย่างพร้อม และตอนนี้ผู้การดิเรกก็เกษียณอายุแล้ว กำลังพลก็มีน้อยลงไป เวลานี้จึงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการแก้แค้น
เสือทองคำยิ้มร้าย มือหนาควงปืนคู่ใจเล่นราวกับเป็นของเล่น
“ฆ่ามันเลยไหมพี่”
“ถ้ามันตายเร็วก็ไม่สมกับที่พวกเรารอมากว่ายี่สิบปี” เสือนิลแย้ง ใบหน้าเฉยชาที่ดูไร้ความรู้สึก เวลานี้กลับมีรอยย่นที่คิ้ว เพราะอารมณ์ที่เริ่มคุกรุ่น
เสือเหล็กนั่งฟังอยู่นานก็ผุดคิดอะไรดี ๆ ออก
“กูว่าเราเล่นสนุกกับมันหน่อยดีกว่า” เสือเหล็กยิ้มเจ้าเล่ห์ มือหนาคว้าซิการ์ขึ้นมาสูบอย่างไม่ทุกข์ร้อน ราวกับเรื่องที่พวกเขาจะทำเป็นเรื่องสนุกหลอกเด็ก
คนที่รักศักดิ์ศรีและในอำนาจอย่างสองพ่อลูกนั่นถ้าทำให้ขายขี้หน้าได้แล้วค่อยเชือดทีหลังอาจสะใจกว่าการที่ฆ่าล้างแค้นมันในคราเดียว ถึงอย่างไรพวกเขาก็รอมายี่สิบปีแล้ว จะรอหน่อยก็คงไม่เป็นไร
“ส่งของขวัญให้มันหน่อยดีไหม” เสือเหล็กจุดชนวนความคิด ยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ถ้ามันรักในหน้าตาในสังคมนัก ส่งของขวัญไปให้มันหน่อยก็คงไม่เป็นไร
“หึ ก็ดีนะ” เสือทองคำพยักหน้าเห็นด้วย เรื่องสนุกขอให้บอก เขาพร้อมสนองทุกเมื่อเมื่อมีโอกาส
“แล้วจะส่งอะไรไปให้มัน?”
เสือนิลเอ่ยถาม ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนขี้เล่น ออกจะเป็นคนจริงจังกับชีวิต เรื่องทำนองนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจนัก
สองพี่น้องฝาแฝดรอฟังคำตอบจากพี่ชายด้วยความอยากรู้ เสือเหล็กที่เห็นน้องชายให้ความสนใจก็ยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์
“ร่างไร้วิญญาณของลูกน้องมันสักคน”
“จับตาดูแขกทุกคนในงาน ห้ามให้ใครออกไปได้!”
เสียงประกาศิตของผู้การดิเรกดังขึ้น ก้องกังวานจนลูกน้องที่อยู่ในงานรีบกระจายตัว ล้อมแขกเหรื่อเอาไว้ทันที
แขกในงานตื่นตระหนกเพราะทำอะไรไม่ถูกรวมทั้งหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีศพลอยอยู่เหนือหัว ใครบ้างจะไม่กลัว และไม่อาจล่วงรู้เลยว่าจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายอะไรอีกไหม
“ไปปลดศพมันลงมา”
“ตามตัวคนร้ายให้เจอ” เหมราชหันไปสั่งลูกน้องที่อยู่ใต้บังคับบัญชาการ เหตุการณ์ในวันนี้เกิดจากผู้ไม่หวังดี ต้องการทำให้เสียชื่อเสียง ถ้าเรื่องนี้หลุดถึงหูคนนอก เหมราชและพ่อคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
“ครับท่าน”
สายตาคมมองสำรวจไปทั่วบริเวณห้องโถง แขกส่วนใหญ่ถูกกันออกไปอีกห้องแล้ว ในห้องโถงนี้มีเพียงลูกน้องของเขาเท่านั้น เหมราชตั้งใจมองหาทองคำ แต่ก็ไม่พบ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไปไหนแล้ว หรือจะออกไปพร้อมกับแขกคนอื่น ๆ ที่ จนตอนนี้ก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าแท้จริงแล้วอีกฝ่ายเป็นใคร เหมราชถูกใจในตัวทองคำ
ไม่น้อย
ทางฝั่งของทองคำ ชายหนุ่มถือวิสาสะในช่วงชุลมุนหนีออกมาจากงานทางประตูด้านหลัง
ไม่ไกลจากบ้านของผู้การดิเรก มีรถเก๋งคันหรูจอดเทียบท่ารออยู่ในที่ลับตา
เสือทองคำเปิดประตูขึ้นไปนั่งอยู่เบาะข้างคนขับ ข้างกายมีเสือเหล็ก ผู้เป็นพี่ชายเป็นคนขับรถ ไม่ใช่ว่าเสือเหล็กเป็นสารถี แต่อีกฝ่ายรักและหวงรถคันนี้มากจนไม่ยอมให้ใครขับ แม้แต่น้องชายฝาแฝด
เสือนิลนั่งอยู่เบาะหลัง นั่งไขว่ห้าง ท่าทีสบายใจเฉิบ ชายหนุ่มสวมใส่เสื้อเชิ้ตขาว ถอดชุดบริกรชายทิ้งไปตั้งแต่ตอนออกจากงาน
“เป็นไงบ้าง เรียบร้อยดีไหม” เสือเหล็กถามน้องชายถึงแผนการที่พวกเขาป่วนงานในครั้งนี้
“หึ แตกกันทั้งงาน” เสือทองคำพูดติดตลก ใบหน้าคมคายผินมองไปยังบ้านหรูที่ตอนนี้มีตำรวจนับสิบนาย กำลังเดินถือปืนวนไปวนมา ราวกับกำลังคุ้มกันคนสำคัญ ทั้ง ๆ ที่คนบ้านนั้นเป็นแค่สวะแท้ ๆ
“สนุกไหมล่ะมึง”
เสือนิลที่นั่งเงียบอยู่ตั้งนานหัวเราะในลำคอด้วยความสะใจ วันนี้พวกเขาแค่ป่วน แต่ครั้งหน้าเอาจริงแน่
ศพที่ถูกแขวนในงานนั้นแท้จริงแล้วเป็นลูกน้องหนึ่งในคนสนิทของผู้การดิเรก แถมยังเป็นคนที่ร่วมมือกันฆ่าพ่อเขา
เสือเหล็ก เสือนิล เสือทองคำส่งลูกน้องไปฆ่านายตำรวจคนนั้น และจัดการแขวนประจานเพื่อประกาศเปิดศึก
เหมราชคุมตัวลูกน้องสอบปากคำแขกในงาน จนตอนนี้สอบปากคำไปกว่าสามสิบคนแล้วก็ไม่ได้อะไร เพราะทุกคนล้วนตอบตรงกันว่าเห็นศพนั้นพร้อมกันตอนที่ร่างนั้นถูกแขวนและตกลงมา ไม่มีใครเห็นตัวคนร้ายเลยสักคน
หากวันนี้หาตัวคนร้ายไม่ได้ ชื่อเสียงตระกูลอนันต์อัครชัยที่เก่าแก่และสืบทอดการรับราชการตำรวจมารุ่นต่อรุ่นคงดับสูญแน่
ขณะที่เหมราชกำลังไล่สอบปากคำแขกในงาน เสียงทุ้มต่ำที่ไม่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง สุรเสียงฟังมีอำนาจ เหมือนที่พ่อของเขาใช้พูดกับเขาเป็นประจำ
“ผู้กองเชิญทางนี้หน่อย” เหมราชหันไปมองยังต้นเสียง เป็นชายมีอายุคนหนึ่งที่สวมใส่ชุดสูทสีน้ำตาล ในมือถือไม้ตะพด ริมฝีปากคาบซิการ์ พลางมองมาที่เขาด้วยสายตาเรียบนิ่ง
ท่านนายพล
นี่นับเป็นครั้งที่สองที่เหมราชเจอว่าที่พ่อตา เขาไม่ยักรู้ว่าอีกฝ่ายก็มางานนี้ด้วย คงจะมาถึงตอนเกิดเรื่องกระมัง
นับว่าข่าวเร็วยิ่งนัก
“ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”
“ครับ”
เหมราชเดินตามอีกฝ่ายขึ้นไปยังห้องทำงานส่วนตัวของผู้เป็นพ่อที่อยู่บริเวณชั้นสองของบ้าน ทันทีที่เข้าไปในห้องก็เห็นร่างที่คุ้นเคยของผู้เป็นพ่อรออยู่ ข้างพ่อของเขามี ย้ง เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวและพ่วงตำแหน่งลูกชายของท่านนายพล สายตาคมเลื่อนหาว่าที่เจ้าสาวของตัวเองแต่ก็ไม่พบ
เหมราชนึกคิดในใจ การที่ท่านนายพลเป็นคนไปตามเข้าด้วยตัวเองคงมีเรื่องใหญ่ที่จะพูด และคงไม่พ้นเรื่องการแต่งงานของเขาและฟ้าลดา แต่ที่มันพิเศษหน่อยอาจเป็นเรื่องที่มีคนไม่หวังดีมาป่วนงานในวันนี้
เหมราชนั่งลงข้างกายผู้เป็นพ่อ ตรงข้ามกับท่านนายพล ว่าที่พ่อตา บรรยากาศในห้องอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจเท่านั้นที่ดังเป็นระลอก
“เข้าเรื่องเลยละกัน” นายพลทรงกลดพูดขึ้นท่ามกลางความเงียบและกดดัน ผู้การดิเรกพยักหน้าตกลง ไม่มีปากเสียงเพราะเกรงกลัวอำนาจอีกฝ่าย
“เรื่องงานแต่งที่จะถึงนี้”
“ผมก็จะพูดเรื่องนี้เหมือนกันครับ” เหมราชพูดขัดขึ้น
“พูดมา” นายพลทรงกลดปรายตามองเหมราชที่พูดแทรก แต่ก็ยอมให้ เพราะเห็นว่าอีกไม่นานก็ได้ดองกันจึงไม่ถือสา
“ผมขอให้เลื่อนงานแต่งออกไปก่อนจนกว่าจะหาตัวคน---”
“จะไม่มีการยกเลิกงานแต่งในครั้งนี้” ผู้การดิเรกที่เห็นว่าลูกชายตัวเองจะพูดอะไรก็รีบพูดดักไว้ กลัวว่าลูกชายจะทำเสียเรื่อง
คงจะหาเรื่องเลื่อนงานแต่ง คนที่กระหายอำนาจอย่างเขาคงไม่มีทางยอม
“...”
“หรือว่านายกลัว” นายพลทรงกลดถามเสียงเรียบ
“เปล่าครับ”
“งั้นก็ดี”
ตึง!
ชายชรากระแทกไม้ตะพดลงกับพื้นด้วยความไม่พอใจ
“ในงานมีคนของกูอยู่เต็มไปหมด ถ้ามีคนกล้ามาป่วนงานแต่งก็ลองดู”
เหมราชถอนหายใจยาวอย่างหมดหวัง เดิมทีเขาหวังใช้เหตุการณ์ในวันนี้เป็นข้ออ้างเพื่อเลื่อนงานแต่งออกไปก่อน แต่กลับไม่เป็นผล ทั้งพ่อของเขาและท่านนายพลล้วนไม่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น
สำหรับ ผู้เป็นพ่อ เหมราชเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายกระหายอำนาจ และย่อมไม่มีวันยอมยกเลิกงานแต่งที่วางแผนไว้ นั่นเป็นสิ่งที่เขาคาดเดาได้อยู่แล้ว แต่กับท่านนายพลเล่า? ครอบครัวของเขาไม่มีผลประโยชน์ใด ๆ ต่ออีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ เหตุใดจึงไม่ยอมให้เลื่อนงานแต่ง? เหมราชไม่อาจเข้าใจได้เลย
“ฟ้าลดาก็ไม่ได้มีท่าทีที่อยากยกเลิกงานแต่งเพียงเพราะมีข่าวเสียหายในวันนี้” จู่ ๆ ย้ง ก็พูดขึ้น
“ถ้าพวกนายคิดจะยกเลิกหรือเทงานแต่ง พวกนายได้เจอดีแน่ เพราะฉันไม่มีวันปล่อยให้ลูกสาวฉันเป็นหมายขันหมากแน่”
“ครับ” เหมราชขานรับอย่างขัดไม่ได้
พ่อของเขาพูดคุยหารือกับอีกฝ่ายต่อ เหมราชไม่ได้สนใจมันแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้เขาทั้งโมโหและอึดอัดไปหมด เพราะไม่อยากแต่งงาน
“ผมขอตัวออกไปดูลูกน้องข้างล่างก่อนนะครับ”
เหมราชพูดขึ้นก่อนจะเดินออกมา โดยไม่รอฟังว่าทางผู้ใหญ่จะพูดหรือค้านอะไร
ชายหนุ่มเดินมาหยุดที่ระเบียงห้องข้าง ๆ มือเรียวคว้านเอาซิการ์ที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อขึ้นมาจุดสูบ ริมฝีปากถอดถอนควันสีขาวขุ่น สายตาคมเหม่อมองท้องฟ้า
“น่าเบื่อฉิบหาย”
เหมราชหงุดหงิดไม่น้อยกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไหนจะเรื่องประวิงเวลาแต่งงานออกไปไม่ได้อีก พูดตรง ๆ เขาไม่ได้อยากแต่งงานกับฟ้าลดาแม้แต่น้อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ เรื่องของอำนาจย่อมสำคัญกว่าชีวิตส่วนตัว เหมราชรู้ดีว่าต้องแต่งงานกับฟ้าลดาในสักวัน หากแต่เขาอยากจะประวิงเวลาไปก่อน อยากจะใช้ชีวิตตามสไตล์หนุ่มโสดไปอีกสักนิด
“ไหนบอกว่าไปดูลูกน้องไงวะ” เสียงทุ้มฟังดูมีเสน่ห์เอ่ยเรียกขึ้นจากทางด้านหลัง เหมราชเขี่ยปลายซิการ์ในมือทิ้ง ก่อนจะหันมาเผชิญกับเจ้าของเสียง
“ไอ้ย้ง”
“หึ กูเอง”
ย้งเดินไปยืนเคียงข้างเพื่อนสนิท มือหนายันค้ำกับขอบระเบียง ก่อนจะหันกายพิงกับระเบียง
“เครียดเหรอวะ”
“เปล่า แค่หงุดหงิด”
“เออน่า”
ย้งรู้ดีว่าเพื่อนตัวเองคงเครียดเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่กลับไม่เคยล่วงรู้ว่าเพื่อนสนิทไม่อยากแต่งงานกับน้องสาวของตน
คิดว่าเพื่อนตัวดีนั้นชอบพอกับน้องสาวของตนเอง เพราะทุกครั้งที่เหมราชขึ้นมาที่พระนครก็มารับน้องสาวของเขาไปเที่ยว จึงคิดว่าทั้งคู่มีใจให้กัน
มือหนาตบบ่าเพื่อนสนิทเพื่อให้กำลังใจ ก่อนจะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่คนอื่นเถอะว่ะ มึงเป็นเจ้าบ่าวควรดีใจที่จะได้แต่งงานไม่ใช่มาอมทุกข์แบบนี้”
“อืม” เหมราชตอบรับ ก่อนจะดับซิการ์ในมือ หันหลังเอนกายพิงกับขอบระเบียงตามเพื่อนตัวเอง
ย้งที่เห็นเพื่อนตัวเองเครียดก็ยกยิ้มมุมปาก ผู้ชายอย่างพวกเขามีที่ให้คลายเครียดไม่กี่ที่ สงสัยคงต้องพามันไปปลดปล่อยเสียหน่อยกระมัง ก่อนที่มันจะแต่งงานและไม่ได้เที่ยว
“ปล่อยให้คนอื่นจัดการไปเถอะ เราไปเที่ยวกันให้สุดตามประสาหนุ่มโสดดีกว่า”
