บทที่ 10 เป็นเพราะเจ้าเมืองหน้าเลือด ข้าจะให้มันชดใช้ (2/2)
บทที่ 5 เป็นเพราะเจ้าเมืองหน้าเลือด ข้าจะให้มันชดใช้ (2/2)
หลินเสี่ยวเฉินรู้สึกเหมือนมีความร้อนแล่นขึ้นมาจากในอก “จำนองกับผู้ใด”
“ท่านเจ้าเมือง” หลินอวี้หลานตอบ
ชื่อเรียกนั้นทำให้ดวงตาของเด็กชายหรี่ลงเล็กน้อย เขาใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจนึกถึงควาทรงจำของเจ้าของร่างทว่าก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับเจ้าเมืองมากนัก รู้เพียงแต่ว่าท่านเจ้าเมืองมีชื่อว่า “หวงจิ่งผู”
“ตอนนั้นพวกเราจำเป็นต้องเอาที่นาไปจำนอง เพื่อแลกกับเงินมาซื้อข้าวกิน ได้เงินมาห้าตำลึง” หลินอวี้หลานเล่าต่อ นางนึกย้อนกลับไปถึงวันที่บิดาเอาโฉนดที่ดินไปยื่นให้ท่านเจ้าเมืองได้เป็นอย่างดี วันนั้นเป็นวันที่หลินกวงเจ็บปวดหัวใจจนแทบจะร้องไห้
“พวกเราคิดว่าแค่ผ่านช่วงลำบากไปได้ก็คงหาเงินมาไถ่คืนได้” นางยิ้มขมขื่น “แต่พวกเราไม่รู้เลยว่าในสัญญามันเขียนอะไรไว้ พวกเราไม่มีใครอ่านออกเขียนได้”
ประโยคนั้นทำให้หลินเสี่ยวเฉินชะงักไปเล็กน้อย
“ดอกเบี้ย มันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพิ่มมากเสียจนพวกเราเองก็ไม่ไหว” แววตาของหลินอวี้หลานฉายแววเศร้าออกมาอย่างรู้สึกผิด เพราะหากว่าครอบครัวไม่ตัดสินใจเอาที่นาจำนองในตอนนั้นชีวิตของพวกเขาอาจจะไม่เป็นอย่างเช่นนี้ตอนนี้ก็เป็นได้
“เพิ่มขึ้นเท่าไร” เด็กชายถามเสียงนิ่ง สีหน้าเคร่งเครียด
หลินอวี้หลานเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “ดอกเบี้ยทบต้นรวมแล้วเป็นห้าสิบตำลึง”
“อะไรนะ?” หลินเสี่ยวเฉินหลุดเสียงออกมาทันที ดวงตาเบิกกว้าง จากห้าตำลึงกลายเป็นห้าสิบตำลึง เพิ่มขึ้นมาเป็นสิบเท่า นี่มันไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยธรรมดาแล้ว มันคือการขูดรีดชัด ๆ
“เจ้าก็คิดเหมือนข้าใช่ไหม” หลินอวี้หลานยิ้มขม “แต่พวกเราทำอะไรไม่ได้ พอถึงเวลาชำระหนี้พวกเราหาเงินไม่ได้ที่นาก็ถูกยึดไป”
คำพูดนั้นเหมือนค้อนหนักทุบลงในใจ หลินเสี่ยวเฉินนั่งนิ่ง สายตาเริ่มสงบลง
“แล้วตอนนี้พวกเราปลูกข้าวเกาเหลียงบนที่ดินของใคร” เขาถามต่อ
“ตอนนี้พวกเราต้องเช่าที่นาของตัวเอง ค่าเช่าตกปีละสามตำลึง” ผู้เป็นพี่ตอบเสียงเบา เป็นเพราะว่านางเองก็ไม่มั่นใจว่าปีนี้จะหาค่าเช่ามาจ่ายให้ท่านเจ้าเมืองได้หรือไม่
หลินเสี่ยวเฉินหัวเราะในลำคอเบา ๆ แต่ไม่มีความขบขันเลยแม้แต่น้อย “ของของตัวเองแต่ต้องเช่าคืน ช่างน่าอนาถใจยิ่งนัก เงินสามตำลึงใช่ว่าจะหากันได้ง่าย ๆ ต่อให้ข้าทำงานครึ่งปีก็ยังไม่รู้ว่าจะหามาได้ครบสามตำลึงหรือไม่ หวงจิ่งผูผู้นี้ช่างโลภมากและเห็นแก่ตัวยิ่งนัก”
เด็กชายกำหมัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ เล็บจิกลงในฝ่ามือจนแทบเลือดซึม ความโกรธค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบงัน จากห้าตำลึงกลายเป็นห้าสิบตำลึงยังไม่พอ ยังยึดที่นาแล้วยังเก็บค่าเช่าปีละสามตำลึงอีก
“ขูดรีด” เขาพึมพำเสียงเย็น “นี่มันขูดเลือดขูดเนื้อชัด ๆ”
ตอนนี้ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความคิดมากมาย ในชีวิตก่อนเขาเคยเรียนรู้เรื่องระบบการเงิน เรื่องดอกเบี้ย เขารู้ดีว่าตัวเลขมันเพิ่มขึ้นได้อย่างไร แต่ต่อให้คิดอย่างไรจากห้าไปห้าสิบในเวลาเพียงสามปีมันไม่มีทางเป็นดอกเบี้ยปกติ นี่คือสัญญาที่เอาเปรียบตั้งแต่ต้นและเหยื่อก็คือชาวบ้านที่ไม่รู้หนังสือ
หลินเสี่ยวเฉินเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แววตาของเขาเปลี่ยนไป “เจ้าเมืองคนนี้ต้องไม่ใช่คนดีแน่ ทำกับชาวบ้านจนหมดหนทาง สักวันหนึ่งข้าจะต้องให้เขาชดใช้” เขาพูดพร้อมกำหมัดแน่น
ผู้เป็นพี่สาวมองดูน้องชายด้วยสายตาตกตะลึง ที่ผ่านมานางไม่เคยเห็นเขาเป็นเช่นนี้มาก่อน แต่ตั้งแต่ที่เขาฟื้นขึ้นมานี้ดูเปลี่ยนไปมาก ดูกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มุ่งมั่น มีความคิดเป็นผู้ใหญ่ และความรู้สึกแปลกบางอย่างก็คือดูเหมือนว่าจะเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่น้องชายของตัวเอง
