บทที่ 3 นี่มันบ้านจริง ๆ หรือเนี่ย (1/2)
บทที่ 2 นี่มันบ้านจริง ๆ หรือเนี่ย
หลังจากผ่านความเป็นความตายหลินเสี่ยวเฉินก็ยังต้องนอนรักษาตัวราวสิบกว่าวัน สำหรับเขาอาจเป็นแค่ช่วงเวลาพักฟื้นแต่สำหรับคนในบ้านมันคือช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความหวังผสมปนเปกัน ทุกเช้ามารดาของเขาจะคอยต้มยาสมุนไพร กลิ่นขมอ่อน ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในกระท่อม ส่วนหลินอวี้หลานก็ออกไปเก็บผักป่ากลับมาพร้อมของกินเล็กน้อยที่แทบไม่พอแบ่งกันสี่คน
“กินอีกหน่อยเถิด เสี่ยวเฉิน” ท่านแม่เอ่ยพลางยื่นชามข้าวต้มมาให้ “เจ้าผอมจนเหลือแต่กระดูกแล้ว”
หลินเสี่ยวเฉินรับมาอย่างว่าง่าย แม้รสชาติจะจืดชืดจนแทบกลืนไม่ลง แต่เขาก็ฝืนกินจนหมดทุกครั้ง เขารู้ดีว่าร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป หากไม่ฟื้นฟูให้ดีต่อให้มีความคิดมากแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์
“ข้าไม่เป็นไรแล้วท่านแม่” เขาพูดเบา ๆ พยามทำน้ำเสียงให้เข้มแข็งเพื่อไม่ให้ทุกคนเป็นห่วง “อีกไม่กี่วันก็ลุกเดินได้”
จางเว่ยเยียนมองหน้าลูกชายอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มทั้งน้ำตา “ขอแค่เจ้าหายดีแม่ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”
คำพูดนั้นเรียบง่ายแต่กลับอบอุ่นจนหลินเสี่ยวเฉินนิ่งไป เขาไม่เคยมีครอบครัวแบบนี้ในชีวิตก่อน ความรู้สึกบางอย่างจึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบงัน
หลายวันต่อมาร่างกายของเขาก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด จากที่เคยลุกไม่ขึ้น ตอนนี้เขาสามารถนั่ง เดิน และออกแรงได้มากขึ้น แม้จะยังไม่เต็มที่แต่ก็เพียงพอให้เขาออกจากกระท่อมได้ในวันที่สิบ
เมื่อก้าวออกมายืนกลางลานดินหน้าบ้าน ลมเย็นยามเช้าพัดผ่านใบหน้า แสงแดดส่องลงมาบนทุ่งที่แห้งแล้ง หลินเสี่ยวเฉินยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะสูดลมหายใจลึกเหมือนต้องการต้อนรับชีวิตใหม่ของตนเอง
“ในที่สุดก็ออกมาได้” เขาพึมพำ
แต่ทันทีที่สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ความรู้สึกดีนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว กระท่อมที่เขาเรียกว่า “บ้าน” อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่เกินกว่าจะมองข้ามได้ หลังคามีรูรั่ว ผนังไม้ผุพัง เสาบ้านเอียงเหมือนจะล้มลงมาได้ทุกเมื่อ
“บ้านแบบนี้อยู่ไปได้ยังไงกัน” เขาพูดกับตัวเองเบา ๆ
“เสี่ยวเฉิน...เจ้าออกมาทำอะไรตรงนี้” เสียงหลินอวี้หลานดังขึ้นจากด้านหลัง
หลินเสี่ยวเฉินหันกลับไปมอง พี่สาวของเขาถือถังน้ำอยู่ในมือ สีหน้าแฝงความเป็นห่วงอย่างชัดเจน
“ข้าแค่ออกมาดูเฉย ๆ” เขาตอบ ก่อนจะชี้ไปที่กระท่อม “พี่หญิงคิดว่าบ้านหลังนี้เป็นอย่างไร”
หลินอวี้หลานชะงักไปเล็กน้อย นางมองไปรอบ ๆ แล้วตอบอย่างลังเล “มันก็พอจะอยู่ได้นะ”
“อยู่ได้?” หลินเสี่ยวเฉินเลิกคิ้วเล็กน้อย “ถ้าฝนตกหนักอีกครั้งหลังคานั้นจะไม่พังลงมาหรือ”
ผู้เป็นพี่สาวเงียบไป นางก้มหน้าลงก่อนจะพูดเบา ๆ “แล้วเราจะทำอย่างไรได้ เราไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าว”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงทันที หลินเสี่ยวเฉินไม่ได้ตอบ เขาเพียงมองบ้านหลังนั้นอีกครั้ง ความคิดเริ่มหมุนเร็วขึ้นในหัวราวกับกำลังคำนวณอะไรบางอย่าง
