บทที่ 9 เป็นเพราะเจ้าเมืองหน้าเลือด ข้าจะให้มันชดใช้ (1/2)
บทที่ 5 เป็นเพราะเจ้าเมืองหน้าเลือด ข้าจะให้มันชดใช้ (1/2)
คืนนั้นหลังจากต้มยาให้หลินกวงกินเรียบร้อยแล้วทุกคนก็แยกย้ายไปทำเรื่องส่วนตัว เหลือแต่เพียงจางเว่ยเยียนเท่านั้นที่นั่งเฝ้าสามี นางเฝ้าอยู่ข้างเตียงสามีจนดึกส่วนหลินกวงก็หลับไปอย่างอ่อนแรง ทิ้งไว้เพียงเสียงหายใจที่ยังคงติดขัดเล็กน้อย
หลินเสี่ยวเฉินนั่งอยู่มุมหนึ่งของห้อง สายตาเหม่อมองเปลวไฟนิ่ง ๆ ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอย่างเคร่งเครียด
“เสี่ยวเฉิน…” เสียงเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านข้าง
เขาหันไปมองก็เห็นหลินอวี้หลานนั่งลงข้าง ๆ นางดึงเข่าเข้าหาตัว ใบหน้าดูเคร่งเครียดกว่าปกติ
“พี่หญิง” เขาเรียกเบา ๆ
ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดหลินเสี่ยวเฉินจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน “พี่หญิง…ข้ามีเรื่องอยากถาม”
“เจ้าถามมาเถิด” หลินอวี้หลานพยักหน้า
เด็กชายสูดหายใจลึกเล็กน้อยก่อนจะถามออกไปตรง ๆ “ตอนนี้บ้านเราติดหนี้อยู่เท่าไร”
คำถามนั้นทำให้หลินอวี้หลานชะงักไปทันที นางยังไม่ตอบแต่ก้มหน้าลงเล็กน้อย มือกำชายเสื้อแน่น แววตาเต็มไปด้วยความลังเล หลินเสี่ยวเฉินมองท่าทางของพี่สาวก็เข้าใจได้ทันที
“ก่อนหน้านี้พวกท่านไม่เคยบอกข้าเลย” เขาพูดเสียงเบา “เป็นเพราะข้ายังเด็กหนำซ้ำยังป่วยอยู่ พวกท่านคงไม่อยากให้ข้าคิดมาก”
หลินอวี้หลานเงยหน้าขึ้นมามองเขาแล้วถอนหายใจยาว
“ใช่…” นางตอบช้า ๆ “พวกเราไม่เคยเล่าให้เจ้าฟังเพราะไม่อยากให้เจ้าเป็นกังวล แต่ตอนนี้เจ้าก็เห็นแล้วว่าบ้านเราเป็นอย่างไร ข้าคงปิดบังเจ้าไม่ได้อีก”
“ข้าอยากรู้ความจริงทั้งหมด” เขามองหน้าพี่สาวอย่างจริงจัง
เสียงลมพัดผ่านซอกไม้ฝาบ้านที่ผุพังดังแผ่วเบา บรรยากาศยิ่งดูเงียบงันขึ้นไปอีก หลินอวี้หลานหลับตาลงเล็กน้อยแล้วเริ่มเล่า “เมื่อก่อนบ้านหลินของพวกเราไม่ได้เป็นแบบนี้”
คำพูดแรกทำให้หลินเสี่ยวเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย
“พวกเรามีที่นาถึงสามสิบหมู่” หลินอวี้หลานพูดต่อ
“สามสิบหมู่?” เด็กชายทวนอย่างตกใจ แม้จะยังไม่คุ้นกับหน่วยวัดนี้นักแต่จากความทรงจำของร่างเดิม เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่น้อย
“ใช่” ผู้เป็นพี่สาวพยักหน้า “สมัยนั้นพวกเราถือว่าอยู่ดีกินดี ไม่ถึงกับร่ำรวยแต่ก็ไม่เคยขาดแคลน”
ภาพในความทรงจำบางส่วนผุดขึ้นในหัวของหลินเสี่ยวเฉิน ทุ่งนาสีเขียว ลมพัดผ่านรวงข้าว เด็กชายตัวเล็กวิ่งเล่นอย่างมีความสุข แต่ภาพนั้นอยู่ได้ไม่นานก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความแห้งแล้งและดินแตกระแหง
“แล้วเกิดอะไรขึ้น” เขาถามเสียงต่ำ
หลินอวี้หลานกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่เจือความสิ้นหวังเล็กน้อย “ภัยแล้ง…มันไม่ได้เกิดแค่ปีเดียวแต่ยาวนานถึงสามปีติดกัน”
นางหยุดครู่หนึ่งแล้วจึงเล่าต่อ“ฝนตกน้อย น้ำในคลองแห้ง พืชผลปลูกไปก็ไม่งอกงาม ต่อให้พยายามเพียงใดก็ได้ผลผลิตน้อยมาก ไม่ใช่แค่บ้านเราทว่าชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็เป็นเหมือนกัน ตอนแรกทุกคนยังพอมีข้าวเก็บไว้ แต่พอผ่านไปนานวันเข้ามันก็หมด บางคนต้องขายของ บางคนต้องเอาที่นาไปจำนอง”
“บ้านเราก็เหมือนกัน” คราวนี้เป็นหลินเสี่ยวเฉินที่พูด
“เจ้าเข้าใจถูกต้อง” เด็กสาวพยักหน้ารับ
