บทที่ 2 บทลงโทษ

ภีม

“วันนี้ภีมไม่ให้โบว์ไปนอนด้วยจริงเหรอคะ” เสียงโบว์ถามผมออกมาเมื่อมาถึงคอนโดของเธอ

“ไม่ ลงไปได้แล้ว ฉันจะกลับ” ผมตอบกลับไปนิ่ง ๆ อย่างไม่ค่อยชอบคนพูดไม่รู้เรื่องเท่าไหร่

“ก็ได้ค่ะ” ฟอด!! แล้วเธอก็ลงจากรถผมไป ผมเลยขับรถกลับคอนโดตัวเองทันที

ผมภีม ตอนนี้เรียนปี4 มหาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง นิสัยผมก็จะเลวหน่อย ๆ แหละ แต่ผมจะเป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ทางใบหน้าเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ถึงกับนิ่งไปเลย

ผมเป็นลูกชายคนเดียว แต่วันหนึ่งพ่อกับแม่ผมก็เกิดสงสารลูกคนใช้ที่บ้านที่ต้องกำพร้าเลยรับเลี้ยงดูอย่างดี จนกลายเป็นว่าสิ่งที่ผมเคยได้เคยมีทั้งหมด ต้องแบ่งให้กับยัยนั่นรวมถึงเวลาและความรักของพ่อกับแม่ด้วย มันเลยทำให้ผมเกลียดยัยนั่นเข้ากระดูกดำ

ส่วนผู้หญิงที่ชื่อโบว์เธอไม่ได้เป็นแฟนผมหรอก ก็แค่คู่นอนที่คุยกันรู้เรื่องที่สุด เลยได้อยู่นานกว่าใคร อีกอย่างเธอก็ร้ายระดับหนึ่ง ผมเลยชอบพาเธอมาคอนโดเพื่อแกล้งยัยนั่นเล่น ๆ

แกร็ก! เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้น ซึ่งผมไม่ต้องหันไปดูก็รู้ว่าใคร เพราะคอนโดผมมีแค่ผมกับยัยเด็กคนใช้นั่นแหละที่มีกุญแจ ผู้หญิงคนอื่น ๆ ไม่เคยมีใครมาคอนโดผมตามใจได้ถ้าผมไม่พามา

“ว่างมากใช่ไหม ที่เลิกเรียนแล้วมีเวลาไปเที่ยวเล่น” เมื่อร่างบางปิดประตูห้องเสร็จ ผมก็เอ่ยถามออกไปอย่างหมั่นไส้ทันที

“เปล่าค่ะ น้ำมนต์แค่เห็นว่ามันยังบ่ายอยู่ก็เลยไปแป๊บเดียว” คำแก้ตัวอย่างเกรงกลัวที่ผมคุ้นชินดังขึ้น

“แป๊บเดียว? แต่กลับห้องหลังฉันเหรอ” กฎของผมที่ให้เธออยู่ที่นี่ได้ก็คือต้องทำงานบ้านทุกอย่าง ห้ามวุ่นวายกับเรื่องของผมและคนของผม ที่สำคัญต้องกลับห้องมาก่อนผมทุกวัน ยกเว้นกิจกรรมของมหาลัยหรือวันที่เธอเลิกเรียนหลังผม(ซึ่งผมรู้เวลาเรียน-เลิกเรียนของเธอทุกวัน)

“น้ำมนต์ขอโทษค่ะ น้ำมนต์จะไม่ทำอีก” ความสำนึกผิดแสดงออกมาให้เห็นอย่างง่ายดาย

“ใช่เธอไม่มีสิทธิ์ทำมันอีก แต่คนทำผิดมันก็ต้องถูกลงโทษ” และทุกครั้งที่ยัยนี่ทำอะไรให้ผมรู้สึกไม่พอใจ ผมก็ต้องลงโทษเธอทันทีเพื่อเป็นการสั่งสอน แต่จะเรียกลงโทษไม่ถูกเท่าไหร่หรอก เพราะตั้งแต่เด็กผมก็ทำทุกอย่างให้ยัยนี่ร้องไห้และไม่มีความสุขอยู่แล้ว แต่ยิ่งเวลาเธอทำให้ผมไม่พอใจอันนั้นมันก็ต้องคูณสองไปเลย

“คุณภีม น้ำมนต์ขอโทษ น้ำมนต์จะไม่ทำอีกแล้วนะคะ คุณภีมอย่าลงโทษน้ำมนต์เลยนะ” เธอขอร้องผมออกมาพร้อมกับสีนห้าหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด

ยัยนี่กลัวผมอย่างกับอะไรดี ยิ่งเรื่องทำโทษด้วยนะอย่าให้พูด แทบจะร้องไห้ตั้งแต่ยังไม่ได้ทำอะไรด้วยซ้ำ

“คงไม่ได้ว่ะ คนทำผิดก็ต้องถูกทำโทษ ไม่งั้นมันก็จะทำอีก” ผมพูดด้วยรอยยิ้มร้ายกาจออกไป เพราะผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้ลงโทษยัยนี่และเห็นสีหน้าแบบนี้ของเธอ

“ไม่ค่ะคุณภีม น้ำมนต์จะไม่ทำอีกแล้ว จริง ๆ นะคะ” เธอยังคงพยายามต่อรองออกมาไม่หยุด แต่ผมไม่ใช่คนขี้สงสารหรอก ยิ่งกับคนอย่างเธอน่ะ

“ฉันต้องเชื่อคนอย่างเธอเหรอวะ” ผมย้อนถามกลับไปแม้จะรู้ดีว่าเธอไม่ใช่คนชอบโกหกก็ตาม

“น้ำมนต์จะไม่ทำจริง ๆ นะคะ คุณภีมเชื่อน้ำมนต์เถอะนะคะ” เธอรับปากอออกมาอย่างหนักแน่นจริงจัง ซึ่งผมรู้ว่าถ้าผมไม่ชอบและเธอสัญญา เธอจะทำให้ได้

แต่แล้วยังไงล่ะ

“ไม่” ผมปฏิเสธออกมาอย่างไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ ต้องทำให้เธอจำให้ขึ้นใจจะได้ไม่หลงลืมเหมือนกันวันนี้

“ฮึก! คุณภีม น้ำมนต์ขอโทษ” ยัยนั่นยกมือไหว้ขอโทษผมทั้งน้ำตาอย่างที่คิดไว้ แต่ถามว่าสงสารไหม บอกเลยว่าไม่ น้ำตาเธอผมเห็นมาตั้งแต่เด็กจนเบื่อแล้ว เห็นจนไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด

“เก็บคำขอโทษและเสียงของเธอไว้ดีกว่า ฉันไม่อยากได้ยิน และต่อให้เธอร้องให้ตายฉันก็ไม่สนใจ”

“คุณภีม ครั้งนี้น้ำมนต์ผิดไปแล้วจริง ๆ น้ำมนต์ไม่รู้ว่าคุณภีมจะกลับเร็วนี่คะ” เหมือนการให้เหตุผล แต่ฟังดีๆ เหมือนคำแก้ตัวและโทษผมซะอย่างนั้น

“แล้วยังไง เธอก็เลยถือโอกาสนี้หนีเที่ยวเหรอ” ปกติผมกลับห้องไม่ต่ำกว่าหกโมงเย็น แต่วันนี้ที่ผมเห็นเธออยู่ที่ร้านตอนที่ผมกำลังจะออกจากร้านพอดี ผมก็เลยคิดอะไรดี ๆ ออก

เพราะจริง ๆ วันนี้ผมตั้งใจว่าจะพาโบว์กลับมาที่ห้องเพราะรู้สึกเบื่อ ๆ ถ้ามีคนคอยเอาใจและสนองความต้องการได้ก็จะรู้สึกดีขึ้น แต่ก็อย่างว่าแหละ ที่ผมเห็นยัยนั่นอยู่ที่ร้าน ผมก็เลยเปลี่ยนใจไปส่งโบว์และรีบกลับห้องมาเพื่อให้ถึงห้องก่อนเธอแบบนี้ไง

“ไม่ค่ะ น้ำมนต์แค่คิดว่าไปกับเพื่อนแป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับ เพราะที่ผ่านมาน้ำมนต์ไม่เคยได้ไปไหนกับเพื่อน ครั้งนี้น้ำมนต์ก็เลยเกรงใจ” ก็อย่างที่บอกว่าผมรู้เวลาเลิกเรียนของเธอตลอด ทำให้เธอไม่กล้าไปไหนต้องรีบกลับห้อง เพราะเธอไม่รู้ว่าผมจะกลับมาตอนไหนไง

“แล้วฉันกับเพื่อนเธอ เธอกลัวใครมากกว่ากัน ใครมันเป็นคนให้ที่อยู่เธอ ใครมันเป็นให้เงินเธอเรียน” ผมย้อนถามออกมาเมื่อเธอรู้สึกเกรงใจเพื่อนก็เลยทำผิดกฎของผม

“น้ำมนต์รู้ น้ำมนต์ขอโทษ น้ำมนต์สำนึกผิดแล้วนะคะ” เธอตอบรับอย่างว่าง่ายเจียมตัว

“ถ้าสำนึกผิดก็ต้องรับโทษของตัวเอง”

“คุณภีม...”

“เข้าไปอยู่ในห้องเก็บของ” ผมตัดบทและเปลี่ยนเป็นออกคำสั่งด้วยสีหน้าเรียบนิ่งทันที

“ฮึก! คุณภีมค๋า น้ำมนต์ขอโทษ อย่าลงโทษน้ำมนต์เลยนะคะ” ยัยนั่นร้องไห้หนักกว่าเดิมเมื่อได้ยินคำสั่ง 

แต่ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ก็ยัยนี่กลัวความมืดสุด ๆ เลยไงเลยทำให้เธอพยายามขอร้องอ้อนวอนไม่ให้ผมลงโทษ

“จะไปดี ๆ หรือให้ฉันพาไป” ผมถามคนที่ยังยืนปล่อยน้ำตาไม่ยอมไปตามที่ผมสั่ง

“คุณภีม น้ำมนต์ขอร้อง น้ำมนต์สัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก นะคะ” แต่เธอก็ไม่ละความพยายามของตัวเองทั้งที่รู้ว่ามันไร้ค่า

“หึ! มานี่!” เมื่อพูดดี ๆ ไม่ฟังผมเลยต้องเป็นฝ่ายลุกไปหาเธอเอง เข้าไปกระชากแขนยัยนั่นเดินตรงไปที่ห้องเก็บของทันที

“คุณภีมค๋า ปล่อยน้ำมนต์ไปเถอะนะคะ น้ำมนต์กลัวแล้ว” เธอพยายามยื้อตัวเองสู้กับไม่ให้เดินตามแรงผม แต่ก็นะ แรงเธอมันจะสู้แรงผมได้ยังไง

“อยู่ในนี้จนกว่าฉันจะพอใจ แล้วห้ามให้ได้ยินเสียงเธอร้องไห้” ปัง! แกร็ก! ผมชี้หน้าสั่งก่อนจะปิดประตูพร้อมกับล๊อกจากด้านนอกไว้ทั้งที่รู้ดีว่าเธอต่อให้เธอกลัวแค่ไหนก็ไม่กล้าเปิดออกมาเอง

ส่วนห้องเก็บของมันไม่มีหน้าต่างหรอก เป็นห้องเล็ก ๆ แคบ ๆ มีแค่ประตูบานเดียวกับหลอดไฟ แต่ไม่ต้องห่วงไป เพราะผมเอาหลอดไฟออกตั้งแต่ที่แม่ผมให้เธอเข้ามาอยู่กับผมที่นี่แล้ว เพราะผมรู้ว่ายังไงผมก็ต้องได้ใช้ห้องนี้เป็นที่ลงโทษเธออยู่ดี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป