บทที่ 6 ใคร ๆ ก็สนใจ
และพอพวกฉันเดินออกจากห้องน้ำมาที่โรงอาหารเพื่อผ่านไปตึกเรียน ก็มีคนหันมามองกันเต็มไปหมด
“แกเห็นไหม ว่าแกสวยแค่ไหน” หมวยหันมากระซิบบอกฉัน
“ไม่ใช่ว่าเราแปลกไปเหรอคนเลยมอง” ฉันถามขึ้นด้วยความรู้สึกแปลก ๆ จนทำตัวไม่ถูกไม่กล้ามองไปข้างหน้าเลยสักนิด
“โอ๊ย! มั่นใจในตัวเองหน่อยสิ ให้สมกับเพื่อนพวกฉันน่ะ” กัสจังว่าออกมาเรียกกำลังใจให้ฉัน แต่มันทำกันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากทำสักหน่อย
“ก็คนไม่เคยโดนมองพร้อมกันมากขนาดนี้นี่หน่า” ปกติฉันก็อยู่ของฉันเงียบ ๆ ทำตัวไม่โดดเด่นเหมือนเด็กเรียนอยู่ในกรอบตลอด ไม่ค่อยมีใครสนใจหรือเป็นจุดเด่นแบบนี้เลย
“น้ำมนต์ใช่ไหม” พอเดินมาถึงคณะก็มีรุ่นพี่คนหนึ่งเดินเข้ามาหาและพูดขึ้นเหมือนรู้จักกันฉันมาก่อน
“ค่ะ มีอะไรหรือเปล่าคะ” ฉันถามกลับไปด้วยความสงสัยว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า
“คือพี่อยากขอไลน์น้ำมนต์หน่อยได้ไหมครับ” แล้วคำพูดของพี่เขาก็ทำให้ฉันทำตัวไม่ถูกมากกว่าเดิม
“เอ่อ...” ฉันยังไม่ทันตอบ หมวยก็ตอบกลับไป
“ได้สิคะ nm1103 ค่ะ” เพื่อนให้ไปเองเสร็จสรรพทันที
“ขอบคุณครับ” แล้วรุ่นพี่คนนั้นก็เดินออกไปด้วยรอยยิ้ม
“แกไม่น่าให้พี่เค้าเลย” ฉันหันไปพูดกับน้ำมนต์ด้วยความลำบากใจ กลัวว่าเขาจะติดต่อมาจริง ๆ
“ไม่เห็นเสียหายนี่ แกไม่ชอบก็ไม่ต้องคุย” หมวยพูดขึ้นอย่างเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ไม่มีอะไรให้คิดมาก
แล้วพวกเราก็เดินไปห้องเรียนตัวเอง
“หมวย ๆ เราขอไลน์น้ำมนต์หน่อยสิ” ระหว่างที่นั่งอยู่ในห้องเรียนก็มีเพื่อนร่วมเซคชั่นที่นั่งข้างหมวยพูดออกมาอย่างไม่ดังนักเพราะอาจารย์กำลังสอน
“ฉันไม่ให้แกหรอก แกมันหน้าหม้อ!” แล้วหมวยก็ตอบเพื่อนคนนั้นไปอย่างไม่ยอมง่าย ๆ
“โห่! เราจริงจังนะ”
“แกก็จริงจังกับผู้หญิงสวย ๆ ทุกคนแหละ” หมวยยังคงไม่ยอมง่าย ๆ เหมือนเป็นตัวสแกนให้ฉันว่าใครควรให้ไม่ควรให้
“ให้เราหน่อยนะ เดี๋ยวเลี้ยงเหล้าเลย” คน ๆ นั้นยังตื้นไม่หยุด ฉันไม่ได้หันไปมองแต่ก็ได้ยินทุกประโยค
“ไม่ย่ะ! เพื่อนฉัน ฉันหวง!” แล้วหมวยก็เลิกสนใจเพื่อนคนนั้นไปก่อนจะหันมาเรียนต่อจนหมดคาบ
“น้ำมนต์ วันนี้ฉันมีธุระอ่ะ คงไม่ได้ไปส่งแก” พอหมดคาบกัสจังก็พูดออกมา
“ไม่เป็นไรเรากลับเองได้สบายมาก” ฉันตอบอย่างไม่เรื่องมาก เพราะถ้ากัสจังมีธุระฉันก็กลับเองเป็นประจำ
“เดี๋ยวฉันไปส่งก็ได้” หมวยเสนอตัวขึ้นอย่างไม่รอช้า เพื่อนฉันทั้งสองคนรักและมีน้ำใจกับฉันเสมอ
“ไม่เป็นไร คอนโดแกอยู่คนละทาง เรากลับเอง คอนโดก็ตรงนี้เอง” ฉันปฏิเสธออกไปอย่างเกรงใจและไม่ใช่เรื่องยากจะกลับเอง คอนโดที่ฉันอยู่นั่งรถเมย์ไปต่อเดียวก็ถึงแล้วไม่ได้มีปัญหาอะไร
“งั้นเดี๋ยวไปลงหน้ามหาลัยกับฉันเลย” กัสจังพูดขึ้นหลังตกลงกันได้
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจะเข้าห้องน้ำก่อนน่ะ พวกแกไปกันเลย” ฉันบอกเพื่อนที่คอยดูแลฉันอย่างดีจนเหมือนเด็กน้อยไปทุกวัน
“เอางั้นก็ได้ งั้นแยกกันตรงนี้เลยนะ” เมื่อได้ยินแบบนั้นกัสจังก็ไม่เซ้าซี้และแยกย้ายกันไป
“เค เจอกันพรุ่งนี้” หมวยโบกมือให้ก่อนจะแยกไปอีกคน
“อืม ขับรถดี ๆ ล่ะ” แล้วฉันก็แยกกับเพื่อนตัวเองแล้วไปเข้าห้องน้ำ ก่อนจะเดินไปที่หน้ามหาลัยเพื่อรอรถ
ครืด! ครืด! เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าสั่น ทำให้ฉันก้มไปล้วงหามันในกระเป๋าเผื่อใครมีธุระอะไร ตุบ!
“อ๊ะ!” ฉันหลับตาปี๋ทันทีที่ชนเข้ากับใครสักคนและรู้สึกว่าจะล้ม
“เป็นอะไรไหม” เสียงเข้มเอ่ยถามฉัน พอฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เจ็บก็เลยลืมตาขึ้นมา
“มะ...ไม่ค่ะ” ฉันตอบกลับไปเสียงสั่น เพราะตอนนี้ฉันอยู่ในอ้อมกอดของพี่อชิเพื่อนของคุณภีมที่ฉันจำได้
“ทีหลังเดินก็มองทาง อย่ามัวแต่ก้มหน้าแบบนี้” พี่อชิพูดออกมาด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“ขอโทษค่ะ แล้วก็ขอบคุณ” ฉันก้มหน้าตอบกลับไปอย่างรู้สึกผิดและทำตัวไม่ถูก
“ไม่ต้องร้องไห้ ฉันไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”
“น้ำมนต์ไม่ได้ร้องสักหน่อยค่ะ” ฉันรีบเงยหน้าไปบอกพี่อชิทันทีเพื่อไม่ให้เขาเข้าใจผิดและมองฉันเป็นคนเจ้าน้ำตาแบบนั้น ก็คนไม่ได้ร้องจริง ๆ นี่หน่า
“หึ! เด็กน้อย” พี่อชิว่าแล้วเอามือมายีหัวฉันเบา ๆ
“.....” ฉันได้แต่ยืนนิ่ง งงกับการกระทำของเค้า และก็ช็อกที่มีผู้ชายหน้าตาหล่อเหลามาทำแบบนี้
“แล้วจะไปไหน” พี่อชิถามขึ้นอีกครั้ง
“กะ...กลับคอนโดค่ะ” แนตอบกลับเสียงติดขัดเหมือนยังทำตัวไม่ถูกเท่าไหร่
“กลับยังไง”
“รถเมย์ค่ะ” ฉันตอบคำถามเขาออกไปตามตรงอย่างไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าทำไมถึงตอบไปง่าย ๆ แบบนี้
“งั้นเดี๋ยวฉันไปส่ง” ว่าจบพี่อชิก็ไม่ฟังคำตอบของฉัน ลากฉันเดินไปที่รถทันที
“เอ่อ พี่อชิคะ ไม่ต้องไปส่งน้ำมนต์ก็ได้ค่ะ น้ำมนต์กลับเองได้” เมื่อได้สติฉันก็รีบบอกเขาออกมา แม้แต่ห้องน้ำก็ลืมไปเข้าแล้วตอนนี้
“ฉันจะไปส่ง” พี่อชิตอบแต่ไม่ได้หันมามองและไม่ได้หยุดเดินเลยด้วยซ้ำ เหมือนตัดสินใจแล้วไม่ให้ฉันปฏิเสธ
“อ้าวไอ้นี่ หายไปไหนมาพวกกูหาตั้งนาน แล้ว...” พี่ซีนที่เห็นพี่อชิเดินมาก็ทักเพื่อนตัวเองขึ้น ก่อนจะหันมาเห็นฉันแล้วชี้อย่างสงสัย แต่ฉันก็ต้องรีบก้มหน้าลงแทบจะทันทีเพราะเจอกับสายตาของคุณภีมเข้าพอดี
“กูจะไปส่งน้ำมนต์ที่คอนโด” พี่อชิพูดบอกเพื่อนของเขาอย่างไม่ใส่ใจอะไร
“อะไรยังไงครับคุณอชิ” อันนี้เสียงพี่เดย์ดังขึ้นถามเหมือนสงสัยและกำลังหยอกล้อในตัว
“แล้วแต่จะคิดครับ” พี่อชิไม่อธิบายอะไร พูดจบก็เดินต่อฉันเลยต้องเดินตามเพราะมือพี่เค้ายังไม่ปล่อยจากมือฉัน
“แล้วคืนนี้จะเข้าผับไหมวะ!” เสียงพี่เดย์ตะโกนถามไล่หลัง
“ถ้าเจอก็แสดงว่าไป” พี่อชิตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ แล้วก็พาฉันเดินไป
จนกระทั่งถึงรถของเขา
“ทำไมวันนี้แต่งตัวไม่เหมือนเดิม” พอขึ้นมาบนรถ พี่อชิก็ถามฉัน คนอื่น ๆ ก็คงสงสัยแปลกใจไม่น้อยกับฉันลุคนี้
“พอดีมีเรื่องนิดหน่อยค่ะ เลยต้องเปลี่ยนชุด” ฉันไม่ได้ลงรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น
“ใส่แบบนี้ก็สวยไปอีกแบบ” พี่อชิพูดออกมาเหมือนกับที่เพื่อนฉันพูดเลย แต่ต่างกันก็แค่...
“.....” แล้วตอนนี้ฉันต้องรู้สึกยังไงล่ะ ที่มีผู้ชายหล่อ ๆ มาชมแบบนี้ มันรู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวไปหมดแล้ว
“อ้าว! เขินจนพูดไม่ออกเลยเหรอ” เหมือนเขาจะรู้ว่าฉันรู้สึกยังไงจึงหันมาพูดใส่ แต่ยังจะมาล้อฉันอีกเหรอ
“พี่อชิเล่นชมแบบนี้ ไม่เขินก็คงแปลกค่ะ” ฉันพูดขึ้นเสียงเบาอย่างทำตัวไม่ค่อยถูก แค่อยู่กับผู้ชายใกล้ ๆ สองต่อสองแบบนี้ก็แทบไม่เคยเลยนอกจากคุณภีม แล้วเขายังจะชมแบบนี้มันทำให้ฉันทำตัวไม่ถูกสักนิด
“หึ!” แล้วรถก็กลับมาเงียบอีกครั้งจนถึงคอนโดคุณภีมที่เขารู้จัก
“ขอบคุณนะคะที่มาส่ง” ฉันหันไปขอบคุณพี่อชิด้วยความเกรงใจไม่น้อย
“อืม ว่าแต่ฉันยืมโทรศัพท์หน่อยสิ” พี่อชิตอบรับก่อนจะยืมโทรศัพท์ของฉัน
“ค่ะ” แล้วฉันก็หยิบให้พี่อชิโดยไม่ได้ถามอะไร เพราะโทรศัพท์เค้าอาจจะมีปัญหาอะไรก็ได้ หยิบยืมแค่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่
Rrrrrrr พอพี่อชิเอาโทรศัพท์ฉันไปกดสักพักฉันก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์อีกเครื่องดังขึ้น และมันก็เป็นเครื่องของพี่อชินนั่นเอง
“อ่ะ คืน” แล้วไม่นานเขาก็ส่งคืนให้ฉันโดยที่ฉันยังไม่เห็นเขาคุยกับใคร
“คา...ค่ะ” ฉันรับมาอย่างงง ๆ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรกลับไป
“อยากอยู่กับฉันต่อเหรอ” พี่อชิถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม ซึ่งมันทำให้ฉันพึ่งรู้ตัว
“อ๋อ ปะ...เปล่าค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” ฉันตอบรับอย่างลนลานก่อนจะรีบลงจากรถหลังจากได้สติ แล้วเดินขึ้นห้องไปทันที
ฉันเอากระเป๋าไปเก็บในห้องแล้วเดินเข้าครัวมาพร้อมโทรศัพท์เพื่อหาเมนูทำอาหารไว้ เพราะนี่ก็ห้าโมงแล้วไม่รู้ว่าคุณภีมจะกลับมาตอนไหน
แกร็ก! ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงฉันก็ได้ยินเสียงเปิดและปิดประตู แสดงว่าคุณภีมกลับมาแล้ว อาหารก็เสร็จพอดีฉันเลยปิดแก๊สแล้วเดินออกจากครัวไปห้องนอน ส่วนอาหารไม่ใช่ว่าตั้งตามเวลานะ จะตั้งได้ก็ต่อเมื่อคุณภีมบอกว่าหิวแล้ว
“ไปอ่อยเพื่อนฉันท่าไหนล่ะ มันถึงได้มาส่งถึงห้อง” ฉันที่กำลังเดินผ่านด้านหลังคุณภีมไป เค้าก็พูดออกมาอย่างหาเรื่องกัน
“คุณภีมหมายถึงอะไรคะ” ฉันหันไปถามอย่างไม่เข้าใจ เพราะฉันไม่ได้ทำตามที่เขาพูดเลยไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร
“อย่ามาทำเป็นใสซื่อหน่อยเลย เพราะที่เธอทำอยู่มันก็ชัดเจนดีแล้ว” คุณภีมลุกขึ้นมาประจันหน้าฉันแล้วพูดออกมาเสียงเย็นชาสายตาน่ากลัว
“น้ำมนต์ขอตัวนะคะ” เมื่อเห็นสถานการณ์ไม่น่าไว้ใจและเขาดูน่ากลัวเสมอ ฉันก็ขอตัวเข้าห้องเพื่อหนีหน้าคุณภีมแทนการปะทะให้เรื่องรุนแรง
“กล้าเดินหนีฉันเหรอ” ยังไม่ทันได้ก้าวขาด้วยซ้ำ เสียงเข้มก็เอ่ยออกมาดักไว้ก่อนทำให้ขาชะงักอยู่กับที่
“ไม่ค่ะ น้ำมนต์ไม่กล้า” ฉันรีบตอบให้เขารู้ว่าฉันไม่เคยกล้าอะไรกับเขา ฉันแค่ขออนุญาตแล้วก็ทำ ไม่ใช่ขัดคำสั่งหรือลองดี
“แล้วที่ทำเมื่อกี้คืออะไร” คุณภีมยังคงถามออกมาไม่หยุด
“น้ำมนต์แค่ขอเข้าห้อง” ฉันอธิบายเหตุผลให้เขาฟังและเข้าใจ
“มองหน้าฉัน” คุณภีมสั่งฉันที่ก้มหน้าตอบเค้ากลับไป
“.....” แล้วใครจะกล้ามองล่ะ คุณภีมน่ากลัวจะตาย สายตาของเขามันทำให้ฉันทำตัวไม่ถูกเลยสักครั้ง
“ฉันสั่ง!” เมื่อฉันไม่ได้ทำตามเขาก็เสียงดุขึ้นจนน่ากลัวพร้อมเริ่มใช้กำลัง
“อ๊ะ!” คุณภีมบีบคางของฉันอย่างไม่เบาเท่าไหร่แล้วเชยขึ้นไปสบตาเค้า
“หึ! ถ้าคุณแม่รู้ว่าลูกรักแต่งตัวแบบนี้ท่านคงภูมิใจ” คุณภีมพูดพร้อมกับมองสำรวจฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า
“.....” ฉันเม้มปากแน่นไม่กล้าพูดอะไรออกไป ทั้งที่สาเหตุให้ฉันแต่งตัวแบบนี้ก็เพราะคนรักของเขา
“เงียบทำไม กับไอ้อชิระริกระรี้ แล้วกับฉันทำไมทำเหมือนจะตายล่ะ” เขาถามออกมาอย่างหาเรื่องออกแรงบีบคางของฉันแรงกว่าเดิม
“ปะ...เปล่าค่ะ” ฉันพูดออกไปเสียงสั่นเมื่อคุณภีมบีบคางฉันแน่นกว่าเดิม และไม่รู้ว่าฉันต้องพูดอะไรกับเขา
ฉันเคยกล้าพูดมากกับเขาเหรอ ฉันเคยพูดอะไรได้บ้างหรือไง ทำไมเขาทำเหมือนความเงียบของฉันมันผิดปกติ
“ฉันเตือนเธอไว้ก่อนเลยนะ ว่าอย่ายุ่งกับเพื่อนฉัน!” คุณภีมพูดเสียงแข็งออกมาเป็นการคาดโทษทั้งที่แนยังไม่ได้ทำอะไร
“.....” ฉันเม้มปากแล้วเบนสายตาไปทางอื่น เพราะไม่กล้าสบตากับเค้า
“ฉันบอกได้ยินไหม!” เสียงของเขาดังและดุตลอดจนทำให้ฉันเผลอสะดุ้งได้ง่าย ๆ
“ดะ...ได้ยินค่ะ” คุณภีมปล่อยมือจากคางของฉันแล้วพูดต่อ
“หึ! ดี...”
Rrrrrrr ยังไม่ทันที่คุณภีมจะพูดจบ เสียงโทรศัพท์ในมือฉันก็ดังขึ้น ทำให้ทั้งฉันและคุณภีมก้มไปมองพร้อมกัน
‘ที่รัก’
