บทที่ 1 ตอนที่ 1 วันครบรอบที่ไม่มีความหมาย
ตอนที่ 1
วันครบรอบที่ไม่มีความหมาย
เสียงฝนเม็ดเล็กกระทบกระจกบานสูงของห้องนอนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท้องฟ้าในยามเช้าถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีเทาหม่น ทำให้แสงที่ลอดผ่านม่านผืนบางดูอ่อนจางกว่าทุกวัน
ญาณิดาลืมตาขึ้นก่อนนาฬิกาปลุกจะดังเพียงไม่กี่นาที เธอนอนนิ่งอยู่บนเตียงกว้าง มองความว่างเปล่าทางด้านข้างซึ่งไม่มีร่องรอยของคนนอนอยู่มานานแล้ว ผ้าปูที่นอนอีกฝั่งเรียบตึง ไม่ต่างจากเมื่อคืนและหลายร้อยคืนที่ผ่านมา
ปกรณัมย้ายไปนอนห้องทำงานชั้นล่างตั้งแต่สองปีก่อน โดยให้เหตุผลว่าตารางงานของเขาไม่แน่นอน บางคืนต้องประชุมกับต่างประเทศจนเกือบเช้า หากเข้าออกห้องนอนกลางดึกจะรบกวนการพักผ่อนของเธอเหตุผลนั้นฟังดูมีน้ำใจอยู่ไม่น้อย หากไม่คิดถึงความจริงที่ว่าตลอดสองปี ปกรณัมไม่เคยถามเลยว่าญาณิดาต้องการนอนหลับอย่างสงบ หรืออยากตื่นขึ้นมาแล้วพบสามีอยู่ข้างกายกันแน่
หญิงสาวเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะข้างเตียง หน้าจอแสดงวันที่ซึ่งเธอจดจำได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดปฏิทิน วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานปีที่ห้าของเธอกับปกรณัม
ห้าปีก่อน ในวันเดียวกันนี้ ญาณิดาเคยยืนอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติหลายร้อยคน เธอจำได้ว่าตนเองตื่นเต้นจนมือเย็นเฉียบ แต่เมื่อปกรณัมยื่นมือมารับ เขากลับกระชับมือเธอแน่นพอให้คลายความกังวล
ตอนนั้นญาณิดาเคยคิดว่า แม้การแต่งงานจะเริ่มต้นจากความต้องการของผู้ใหญ่ แต่เวลาคงทำให้คนสองคนค่อย ๆ เรียนรู้กันได้ เธอไม่รู้เลยว่าเวลาห้าปีอาจทำให้คนหนึ่งรักมากขึ้น ขณะที่อีกคนกลับห่างออกไปเรื่อย ๆ จนแทบไม่เหลือแม้แต่ความเป็นสามีภรรยา
เสียงประตูห้องแต่งตัวเปิดออกทำให้ญาณิดาหลุดจากความคิด ปกรณัมเดินออกมาในชุดสูทสีเข้มพอดีตัว เนกไทเส้นเรียบถูกผูกไว้อย่างสมบูรณ์แบบจนแทบไม่มีสิ่งใดให้ติ ชายหนุ่มอยู่ในวัยสามสิบห้าปี แต่รูปลักษณ์สุขุมและความสำเร็จในหน้าที่การงานทำให้เขาดูโดดเด่นเกินกว่าคนทั่วไป
ปกรณัมเป็นผู้ชายที่ไม่ว่าเดินเข้าไปในสถานที่ใด ผู้คนมักหันมามอง เขามีทั้งใบหน้าคมคาย รูปร่างสูงสง่า การศึกษาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง และอำนาจตัดสินใจในอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่
เขามีทุกอย่างพร้อมจนไม่เคยต้องเรียนรู้ว่าการสูญเสียสิ่งสำคัญไปนั้นรู้สึกอย่างไร
ญาณิดาค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง ใช้มือจัดเส้นผมที่ยุ่งเล็กน้อย ก่อนส่งยิ้มให้สามี
“เช้านี้คุณมีประชุมตั้งแต่กี่โมงคะ ฉันเห็นเลขาส่งเอกสารมาให้ตั้งแต่เมื่อคืนหลายชุด คุณได้นอนบ้างหรือเปล่า”
ปกรณัมหยิบข้อมือขึ้นดูนาฬิกา เขาไม่ได้มองเธอทันที แต่เดินไปหยิบแฟ้มบนโต๊ะปลายเตียงแล้วเปิดตรวจความเรียบร้อย
“ผมนอนได้ประมาณสามชั่วโมง เพียงพอสำหรับวันนี้ ส่วนการประชุมเริ่มแปดโมงครึ่ง แต่ก่อนหน้านั้นผมต้องเข้าไปคุยกับฝ่ายกฎหมายเรื่องสัญญาควบรวมกิจการ ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกำหนด ช่วงบ่ายอาจมีนัดกับนักลงทุนเพิ่มอีกหนึ่งราย”
น้ำเสียงของเขาเป็นปกติ เรียบเฉย และเต็มไปด้วยรายละเอียดเกี่ยวกับงาน เหมือนทุกเช้าที่ทั้งคู่พูดคุยกัน
ญาณิดาเงียบไปชั่วครู่ก่อนถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“แล้วเย็นนี้ล่ะคะ คุณพอจะกลับมากินอาหารที่บ้านได้ไหม ฉันอยากให้เรากลับมานั่งกินข้าวด้วยกันสักมื้อ ไม่ต้องออกไปที่ไหนก็ได้ แค่อยู่บ้านเงียบ ๆ เท่านั้น”
มือที่กำลังพลิกหน้ากระดาษของปกรณัมหยุดลงเล็กน้อย เขาเงยหน้ามองภรรยา คล้ายกำลังประเมินว่าคำขอนั้นมีความสำคัญมากพอให้เปลี่ยนตารางหรือไม่
“วันนี้ผมยังตอบไม่ได้ เพราะมีงานเปิดตัวโครงการกับพิมพ์พา ถ้านักลงทุนต้องการคุยต่อหลังงานเลิก ผมคงปฏิเสธไม่ได้ คุณไม่จำเป็นต้องรอ ถ้าหิวก็กินไปก่อน”
ญาณิดารู้สึกเหมือนความหวังเล็ก ๆ ถูกลมเย็นพัดดับ เธอพยายามประคองรอยยิ้มไว้ไม่ให้ดูน่าสงสารเกินไป
“ฉันไม่ได้กลัวว่าจะต้องกินข้าวช้าหรอกค่ะ เพียงแต่วันนี้เป็นวันที่เราควรอยู่ด้วยกันบ้าง คุณจำได้ใช่ไหมคะว่าวันนี้เป็นวันอะไร”
ปกรณัมนิ่งไปเพียงอึดใจ ดวงตาคมกวาดมองปฏิทินบนหน้าจอโทรศัพท์ ก่อนตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ผมจำได้ว่าเป็นวันครบรอบแต่งงาน แต่คุณไม่ควรคาดหวังว่าผมจะยกเลิกงานสำคัญเพราะวันที่ในปฏิทิน วันครบรอบสามารถกินอาหารย้อนหลังได้ ไม่ได้มีผลอะไรต่อชีวิตจริง”
ญาณิดาก้มมองมือของตนเอง นิ้วเรียวกำผ้าห่มแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว แม้จะเตรียมใจไว้แล้วว่าปกรณัมอาจจำไม่ได้ แต่การที่เขาจำได้และยังเลือกมองข้ามกลับทำให้เจ็บปวดกว่าเดิม
“สำหรับคุณอาจเป็นแค่วันที่ในปฏิทิน แต่สำหรับฉันมันเป็นวันที่เราเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยกัน ฉันไม่ได้ขอให้คุณหยุดทำงานทั้งวัน เพียงอยากให้คุณกลับมากินอาหารด้วยกันสักหนึ่งชั่วโมง เพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เราแทบไม่ได้พูดกันเกินวันละสิบประโยคด้วยซ้ำ”
ญาณิดาพูดออกไปอย่างใจเย็น เธอไม่ต้องการให้บทสนทนากลายเป็นการทะเลาะ เพราะทุกครั้งที่อารมณ์ของเธอเริ่มสั่นไหว ปกรณัมมักสรุปว่าเธอกำลังใช้อารมณ์กับเรื่องที่ไม่มีเหตุผล
ชายหนุ่มปิดแฟ้มลงแล้วมองเธอเต็มตา สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงความรำคาญชัดเจน แต่แววตาเย็นชานั้นทำให้ญาณิดารู้ว่าเขากำลังมองคำร้องขอของเธอเป็นภาระอีกอย่างหนึ่ง
“ญาณิดา ผมอยากให้คุณเข้าใจว่าชีวิตของผมไม่ได้มีเพียงเรื่องในบ้าน พนักงานหลายพันคนกำลังรอการตัดสินใจจากผม การควบรวมครั้งนี้มีมูลค่ามากพอจะเปลี่ยนทิศทางบริษัทไปอีกหลายปี ผมไม่สามารถบอกทุกคนว่าขอตัวกลับบ้านเพราะภรรยาอยากฉลองวันครบรอบได้”
“ฉันไม่ได้ขอให้คุณทอดทิ้งหน้าที่ค่ะ ฉันแค่อยากรู้ว่าระหว่างงานทั้งหมด คุณยังเห็นว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณอยู่หรือเปล่า”คำถามนั้นทำให้ห้องนอนเงียบลง
ญาณิดาเงยหน้าสบตาสามี เธอไม่ได้ร้องไห้ แต่แววตาสั่นไหวอย่างคนที่ต้องใช้ความกล้ามากเพียงใดจึงจะถามออกไปได้
ปกรณัมมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ เบา ๆ
“คุณเป็นภรรยาของผม มีบ้านอยู่ มีคนดูแล มีเงินใช้โดยไม่ต้องกังวล ผมไม่เคยทำให้คุณขาดอะไร และไม่เคยสร้างเรื่องเสียหายให้คุณต้องอับอาย ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคุณจึงต้องตั้งคำถามเหมือนผมไม่เคยรับผิดชอบชีวิตคุณ”คำตอบของเขาเหมือนกำแพงหนาที่ตั้งขวางระหว่างคนสองคน
เขาพูดถึงบ้าน เงิน ความสะดวกสบาย และหน้าที่ของสามีในแบบที่ตนเองเข้าใจ แต่ไม่เคยพูดถึงความรัก ไม่เคยพูดถึงความห่วงใย และไม่เคยถามว่าญาณิดาต้องการสิ่งเหล่านั้นจริงหรือไม่
หญิงสาวกลืนความขมขื่นลงคอ ก่อนเอ่ยด้วยเสียงเบากว่าเดิม
“ฉันรู้ว่าคุณให้ฉันหลายอย่าง และฉันไม่เคยคิดว่าเป็นสิ่งที่คุณต้องทำโดยไม่มีค่า แต่บางครั้งฉันก็อยากได้เวลาของคุณบ้าง อยากให้คุณกลับมาถามว่าฉันเป็นอย่างไร หรืออย่างน้อยรับฟังเวลาฉันมีเรื่องอยากพูด ไม่ใช่เพียงจัดการทุกอย่างด้วยเงินแล้วคิดว่าปัญหาจบลง”
ปกรณัมขมวดคิ้วเล็กน้อย“คุณมีปัญหาอะไรอีกหรือ”
ญาณิดาเงียบไป เมื่อคืนประจำเดือนของเธอขาดเป็นสัปดาห์ที่สาม อาการคลื่นไส้และเวียนศีรษะเกิดขึ้นบ่อยจนเริ่มมั่นใจว่าอาจมีอีกหนึ่งชีวิตกำลังก่อกำเนิดขึ้นภายในร่างกาย เธอซื้อชุดตรวจการตั้งครรภ์มาแล้ว แต่ยังไม่กล้าใช้ เพราะอยากรอให้เช้านี้ได้พูดคุยกับปกรณัมเสียก่อน หากผลตรวจเป็นจริง เธออยากบอกข่าวนั้นกับเขาด้วยรอยยิ้ม ไม่ใช่พูดแทรกระหว่างที่เขากำลังดูนาฬิกาและรอเดินออกจากบ้าน
“ฉันมีเรื่องสำคัญอยากบอกค่ะ แต่ถ้าคุณรีบ เราค่อยพูดกันเย็นนี้ก็ได้”
ญาณิดายังไม่ทันพูดจบ เสียงโทรศัพท์ของปกรณัมก็ดังขึ้น ชื่อพิมพ์พาปรากฏบนหน้าจอ เขารับสายแทบจะทันที
“ว่าอย่างไร”น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ถึงกับอ่อนโยน แต่มีความตั้งใจฟังมากกว่าตอนพูดกับเธอ
