บทที่ 11 ตอนที่11 ฝืนกิน
ตอนที่11
ฝืนกิน
ตลอดช่วงบ่าย ญาณิดายังคงทำงานต่อ แม้อาการเวียนศีรษะจะเกิดขึ้นเป็นระยะ เธอพยายามกินแครกเกอร์กับน้ำอุ่นเพื่อบรรเทาอาการ แต่แทบไม่มีอะไรช่วยได้
เวลาบ่ายสามโมง เลขาของปกรณัมโทรมาแจ้งว่าช่างแต่งหน้าเดินทางถึงบ้านแล้ว และรถจะมารับเธอในเวลาหกโมงตรง
ญาณิดาปิดแฟ้มงานด้วยความหนักใจ ก่อนนำสำเนาเอกสารสำคัญใส่กระเป๋าไปด้วย เธอยังไม่ไว้ใจให้ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในระบบของมูลนิธิเพียงแห่งเดียว
เมื่อกลับถึงบ้าน ห้องแต่งตัวถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อย ช่างแต่งหน้ากับผู้ช่วยนำชุดราตรีหลายชุดมาให้เลือกตามคำสั่งของเลขา
ชุดส่วนใหญ่เป็นสีอ่อนและรูปทรงสุภาพ ไม่มีชุดใดโดดเด่นเกินกว่าจะกลบเจ้าภาพของงานอย่างที่ปกรณัมกำชับ
ญาณิดาเลือกชุดสีฟ้าเทาแขนยาว เนื้อผ้าทิ้งตัวอย่างเรียบหรู แม้ไม่สะดุดตา แต่ช่วยขับให้ผิวของเธอดูไม่ซีดเกินไป ระหว่างแต่งหน้า ป้าสายนำซุปอุ่น ๆ เข้ามาให้
“กินสักหน่อยนะคะคุณผู้หญิง งานเลี้ยงแบบนี้กว่าจะได้แตะอาหารคงดึก แล้ววันนี้คุณผู้หญิงแทบไม่ได้กินอะไรเลย”
ญาณิดาพยายามฝืนกิน แต่เพียงไม่กี่คำก็ต้องวางช้อน เพราะกลิ่นอาหารทำให้คลื่นไส้อีกครั้ง
“ป้าช่วยเก็บไว้ก่อนนะคะ ฉันยังไม่ค่อยอยากอาหาร”
ป้าสายมองอย่างเป็นห่วง“อาการแบบนี้คล้ายตอนป้าตั้งท้องลูกสาวเลยนะคะ ทั้งเหม็นอาหาร ทั้งหน้ามืดง่าย คุณผู้หญิงได้ลองตรวจดูหรือยังคะ”
คำถามนั้นทำให้มือของญาณิดาซึ่งกำลังหยิบแก้วน้ำหยุดชะงัก
เธอยิ้มบางก่อนตอบเลี่ยง ๆ “คงเพราะพักผ่อนน้อยค่ะป้า ฉันตั้งใจจะไปพบแพทย์พรุ่งนี้”
ป้าสายพยักหน้า แม้แววตายังคงสงสัย แต่ไม่ได้ถามต่อ
เกือบหกโมง ปกรณัมกลับมาถึงบ้านเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาเดินเข้ามาในห้องแต่งตัวขณะ ญาณิดากำลังสวมต่างหู ชายหนุ่มอยู่ในชุดสูทสำหรับงานกลางคืน เนกไทสีเข้มทำให้บุคลิกดูสง่างามและห่างไกลเกินกว่าจะเข้าถึง
สายตาของเขากวาดมองภรรยาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนหยุดอยู่ที่ใบหน้า
“ช่างแต่งหน้าปกปิดสีหน้าคุณได้ดี แต่ถ้ายังไม่สบายจริง ๆ คุณควรบอกผมตั้งแต่เช้า ไม่ใช่มาฝืนจนเกิดปัญหาในงาน”
ญาณิดาสบตาเขาผ่านกระจก “ฉันบอกแล้วค่ะว่ามีนัดพบแพทย์ แต่คุณเป็นคนให้เลื่อนไปพรุ่งนี้”
“คุณไม่ได้บอกว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน”
“คุณก็ไม่ได้ถามค่ะว่าเป็นเรื่องอะไร”
ปกรณัมนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนเดินเข้ามาหยุดด้านหลังเธอ
“ถ้ามีเรื่องผิดปกติร้ายแรง คุณควรพูดตรง ๆ ไม่ใช่คาดหวังให้ผมเดา”
ญาณิดามองเงาสะท้อนของเขาในกระจก ความรู้สึกอยากบอกเรื่องลูกกลับมาอีกครั้ง
เธอวางต่างหูลง หันไปเผชิญหน้ากับสามี และกล่าวอย่างจริงจัง
“ถ้าฉันบอกว่ามีเรื่องซึ่งอาจเปลี่ยนชีวิตของเราทั้งคู่ คุณจะยอมฟังตอนนี้ไหมคะ โดยไม่มองนาฬิกาและไม่รับโทรศัพท์สักห้านาที”
แววตาของปกรณัมปรากฏความสงสัย “คุณกำลังทำให้เรื่องนี้ฟังร้ายแรงกว่าที่ควรจะเป็น มีอะไรเกิดขึ้น”
ญาณิดาสูดลมหายใจเข้า หัวใจเต้นแรงจนได้ยินชัดอยู่ภายในอก แต่ก่อนที่เธอจะเอ่ยคำถัดไป โทรศัพท์ของปกรณัมก็ดังขึ้น ชื่อพิมพ์พาขาปรากฏบนหน้าจออีกครั้ง
ชายหนุ่มมองโทรศัพท์ แล้วมองภรรยา คล้ายลังเลเพียงชั่วครู่ ก่อนกดรับสาย
“ผมกำลังจะออกไป มีอะไร”
ญาณิดาหลับตาลงช้า ๆแม้เธอจะขอเวลาเพียงห้านาที เขายังเลือกโทรศัพท์สายนั้นก่อน
ปกรณัมฟังพิมพ์พาขาพูดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า“อย่าเพิ่งเริ่มนำเสนอจนกว่าผมจะไปถึง ถ้าคณะนักลงทุนมาถึงแล้ว ให้รองประธานต้อนรับไปก่อน ผมใช้เวลาเดินทางประมาณยี่สิบนาที”
เขาวางสายแล้วหันกลับมาหาภรรยา“คุณจะพูดอะไร”ความกล้าที่ญาณิดารวบรวมไว้สลายไปแล้ว
เธอหยิบต่างหูขึ้นมาใส่ต่อและตอบผ่านกระจก
“ไม่มีอะไรค่ะ เราควรไปได้แล้ว เดี๋ยวเจ้าภาพของคุณต้องรอ”
ปกรณัมขมวดคิ้ว“เมื่อครู่คุณบอกว่าเป็นเรื่องที่อาจเปลี่ยนชีวิตของเรา ตอนนี้กลับบอกว่าไม่มีอะไร คุณต้องการประชดผมหรือ”
“ฉันไม่ได้ประชดค่ะ เพียงตัดสินใจว่าตอนนี้อาจยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม”
“ถ้าเกี่ยวกับบัญชีมูลนิธิ ผมได้รับรายงานแล้ว คุณไม่ควรระงับรายการทั้งหมดโดยไม่หารือกับผมก่อน เพราะทำให้ฝ่ายงานหลายส่วนต้องหยุดชะงัก”
ญาณิดาหันกลับไปมองเขา“เรื่องที่ฉันอยากพูดไม่เกี่ยวกับบัญชีค่ะ แต่ในเมื่อคุณสนใจเรื่องนั้นมากกว่า ฉันก็อยากถามเหมือนกันว่า คุณเห็นเอกสารหรือยังว่ามีการใช้ลายเซ็นฉันในคืนที่ฉันไม่ได้เข้าใช้ระบบ”
“ฝ่ายตรวจสอบแจ้งว่าอาจเป็นการใช้สิทธิจากเอกสารมอบอำนาจเดิม”
“ฉันไม่เคยลงนามมอบอำนาจให้ใครใช้ลายเซ็นค่ะ”
“ผมจะตรวจสอบหลังงานคืนนี้ แต่ขอให้คุณหยุดทำเหมือนทุกคนในบริษัทกำลังสมคบคิดเล่นงานคุณเสียที บางครั้งความผิดพลาดก็คือความผิดพลาด ไม่จำเป็นต้องมีคนร้ายอยู่เบื้องหลังเสมอไป”
ญาณิดานิ่งไป ก่อนหยิบกระเป๋าถือขึ้นมา
“ฉันหวังว่าคุณจะพูดถูกค่ะ เพราะถ้ามีคนตั้งใจทำจริง และคุณยังเลือกเชื่อทุกคนยกเว้นฉัน วันหนึ่งคุณอาจเสียใจที่ไม่ยอมฟังตั้งแต่แรก”
ปกรณัมมองเธอเดินออกจากห้อง สีหน้าของเขาแสดงความไม่พอใจ แต่ลึกลงไปกลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดต่อคำเตือนนั้น การเดินทางไปโรงแรมเต็มไปด้วยความเงียบ
ปกรณัมนั่งอ่านเอกสารในรถ ส่วนญาณิดาหันมองแสงไฟนอกรถ เธอพยายามควบคุมอาการคลื่นไส้ด้วยการหายใจช้า ๆ และจิบน้ำอยู่เป็นระยะ
