บทที่ 12 ตอนที่12 ความเจ็บปวดนั้นชัดเจน
ตอนที่12
ความเจ็บปวดนั้นชัดเจน
เมื่อรถใกล้ถึงโรงแรม ปกรณัมปิดแฟ้มแล้วหันมาหาเธอ
“คืนนี้จะมีผู้ถือหุ้นและนักลงทุนสำคัญหลายคน หากมีใครถามเรื่องข่าวระหว่างผมกับพิมพ์พาขา คุณไม่จำเป็นต้องตอบ ให้ยิ้มและบอกว่าเราร่วมงานกันตามปกติ อย่าแสดงอารมณ์หรือทำให้คนคิดว่าคุณไม่พอใจเรื่องส่วนตัว”
ญาณิดาเหลือบมองเขา“คุณคิดว่าฉันควรรู้สึกอย่างไรคะ เมื่อสามีของตัวเองต้องเตือนล่วงหน้าว่าอย่าแสดงอาการไม่พอใจเวลาคนถามถึงผู้หญิงที่เคยเป็นคนรักของเขา”
“ผมไม่ได้ควบคุมความรู้สึกคุณ แต่กำลังเตือนเรื่องการวางตัวต่อหน้าสื่อ พิมพ์พาเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจและมีบทบาทสำคัญต่อโครงการนี้ ความสัมพันธ์ในอดีตจบไปนานแล้ว”
“ความสัมพันธ์ของคุณกับเธออาจจบไปแล้ว แต่ความสนิทสนมไม่เคยหายไปเลย เธอโทรหาคุณได้ทุกเวลา เข้าไปในห้องทำงานคุณโดยไม่ต้องนัด และคุณรับฟังทุกเรื่องที่เธอพูด ขณะที่ภรรยาต้องขอเวลาห้านาทีแล้วก็ยังไม่ได้”
ญาณิดาพูดตรงไปตรงมา น้ำเสียงไม่ได้ดัง แต่ความเจ็บปวดนั้นชัดเจน
ปกรณัมถอนหายใจ“คุณกำลังเอาเรื่องงานไปเปรียบเทียบกับเรื่องส่วนตัว พิมพ์พาโทรมาเพราะมีปัญหาที่ต้องตัดสินใจทันที ส่วนสิ่งที่คุณจะพูด คุณกลับไม่ยอมบอกว่าคืออะไร แล้วจะโทษว่าผมไม่ฟังได้อย่างไร”
“เพราะทันทีที่โทรศัพท์ดัง คุณก็เลือกเธอก่อนโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันกำลังจะพูดอะไร”
“ถ้าสิ่งนั้นสำคัญจริง คุณควรพูดออกมา ไม่ใช่ทดสอบว่าผมจะเลือกใคร แล้วผิดหวังเมื่อผลไม่เป็นอย่างที่ต้องการ”
คำว่า “ทดสอบ” ทำให้ญาณิดารู้สึกเหมือนถูกกล่าวหาว่าเล่นเกม ทั้งที่เธอเพียงต้องการมั่นใจว่าสามีพร้อมรับฟังข่าวใหญ่ที่สุดในชีวิต
“ฉันไม่ได้ทดสอบคุณค่ะปกรณัม ฉันเพียงกำลังมองหาความมั่นใจว่าเรื่องซึ่งสำคัญกับฉัน จะสำคัญกับคุณด้วย”
ชายหนุ่มมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรถจะหยุดบริเวณทางเข้าโรงแรม พนักงานเปิดประตูให้ เสียงกล้องและแสงแฟลชจากนักข่าวทำให้บทสนทนาต้องหยุดลง
ปกรณัมลงจากรถก่อน เขายืนรอและยื่นมือให้ภรรยาตามมารยาท ญาณิดามองมือที่ยื่นมา ก่อนวางมือตนเองลงไป
นิ้วของเขากระชับมือเธอมั่นคงพอให้คนภายนอกมองเห็นว่าเป็นคู่สามีภรรยาที่ใกล้ชิดกัน แต่เมื่อเดินพ้นกลุ่มนักข่าว ปกรณัมก็ปล่อยมือทันที
ความอบอุ่นเพียงไม่กี่วินาทีจึงมีไว้สำหรับภาพถ่ายเท่านั้น ภายในห้องจัดเลี้ยงตกแต่งอย่างหรูหรา แสงจากโคมระย้าสะท้อนแก้วคริสตัลและพื้นหินอ่อนจนดูงดงาม แขกส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารระดับสูง นักลงทุน และบุคคลในแวดวงสังคม
พิมพ์พายืนต้อนรับแขกอยู่กลางห้องในชุดราตรีสีแดงเข้ม ตัวชุดเข้ารูปและเผยช่วงไหล่อย่างสง่างาม เธอดูโดดเด่นสมกับเป็นเจ้าภาพหลักตามที่ปกรณัมกล่าวไว้
เมื่อเห็นทั้งคู่เดินเข้ามา พิมพ์พาขาก็ยิ้มกว้าง ก่อนตรงเข้าหาปกรณัมโดยแทบไม่มองญาณิดา
“คุณมาช้ากว่าที่บอกไว้เกือบสิบนาทีนะคะ ฉันต้องตอบคำถามแทนคุณจนแทบหมดเรื่องจะพูดแล้ว”
หญิงสาวกล่าวอย่างสนิทสนม ก่อนยกมือขึ้นจัดปมเนกไทของปกรณัมโดยไม่ขออนุญาต
ญาณิดามองการกระทำนั้นอย่างสงบ แม้ปลายนิ้วจะเย็นเฉียบ
ปกรณัมไม่ได้ถอยหนี เพียงก้มมองเนกไทแล้วกล่าวว่า
“มันเอียงหรือ”
“นิดหน่อยค่ะ คุณยังเป็นเหมือนเดิมเลย เวลายุ่งมาก ๆ มักไม่สนใจรายละเอียดเล็กน้อย จำได้ไหมคะว่าสมัยเรียน ฉันต้องคอยจัดปกเสื้อให้คุณทุกครั้งก่อนขึ้นนำเสนอ ไม่อย่างนั้นคุณจะยืนพูดทั้งที่กระดุมติดผิดช่องโดยไม่รู้ตัว”
พิมพ์พาหัวเราะเบา ๆ ราวกับกำลังเล่าความทรงจำอบอุ่นซึ่งมีเพียงเธอกับปกรณัมเข้าใจ
ชายหนุ่มยิ้มบางอย่างหาได้ยาก“คุณจำเรื่องไร้สาระเก่งกว่าผมเสมอ”
ญาณิดายืนอยู่ข้างกายสามี แต่กลับรู้สึกเหมือนเป็นบุคคลภายนอกในบทสนทนา
พิมพ์พาจึงค่อยหันมาหาเธอ“ขอโทษนะคะ คุณญาณิดา ฉันมัวแต่คุยเรื่องเก่า ๆ จนลืมทักทาย คุณดูสวยมากค่ะ ชุดสีสุภาพดี เหมาะกับการมายืนสนับสนุนคุณปกรณัมคืนนี้จริง ๆ”คำชมฟังดูนุ่มนวล แต่คำว่า “ยืนสนับสนุน” กลับตอกย้ำว่าหน้าที่ของญาณิดาคือเป็นเพียงฉากประกอบข้างสามี
“ขอบคุณค่ะ คุณเองก็ดูเหมาะกับการเป็นเจ้าภาพมาก จนคนที่ไม่รู้คงคิดว่าคุณเป็นคนในครอบครัวของปกรณัมเสียอีก”
ญาณิดาตอบด้วยรอยยิ้มสุภาพ แววตาของพิมพ์พาขาไหววูบ แต่ยังยิ้มอยู่
“บางครั้งความเข้าใจกันเรื่องงานก็ทำให้คนดูเหมือนใกล้ชิดกันค่ะ โดยเฉพาะคนที่เคยรู้จักกันมานานจนไม่ต้องอธิบายอะไรมาก”
“น่าอิจฉานะคะ เพราะแม้แต่คนที่แต่งงานกันมาห้าปี บางครั้งยังต้องอธิบายเรื่องเดิมซ้ำ ๆ แต่ก็ไม่เคยเข้าใจกันเลย”
ญาณิดากล่าวโดยไม่ละสายตา บรรยากาศระหว่างผู้หญิงสองคนตึงขึ้นทันที
ปกรณัมหันมามองภรรยา สีหน้าแสดงคำเตือนอย่างชัดเจน
“แขกกำลังรออยู่ เราควรเข้าไปด้านใน”
เขากล่าวตัดบท ก่อนเดินเคียงข้างพิมพ์พาขาไปต้อนรับนักลงทุน ญาณิดาจึงต้องเดินตามหลังไปครึ่งก้าว
ตลอดช่วงแรกของงาน ปกรณัมแทบไม่ได้อยู่ข้างเธอ เขาต้องพูดคุยกับแขกหลายกลุ่ม ส่วนพิมพ์พามักอยู่ใกล้เขาเสมอ ทั้งช่วยเสริมรายละเอียดโครงการ หยิบเอกสารให้ และหัวเราะกับเรื่องที่ทั้งคู่เข้าใจร่วมกัน
ญาณิดาทำหน้าที่ตามที่ถูกคาดหวัง เธอยิ้ม ทักทาย และตอบคำถามอย่างเหมาะสม แม้อาการเวียนศีรษะจะรบกวนเป็นระยะ
หญิงสูงวัยคนหนึ่งในกลุ่มนักลงทุนหันมาถามด้วยความสนใจ
“คุณญาณิดากับคุณปกรณัมแต่งงานกันมานานเท่าไรแล้วคะ ดิฉันจำได้ว่างานแต่งใหญ่โตมาก แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องราวว่าทั้งสองพบรักกันอย่างไรเลย”
ญาณิดาชะงักเล็กน้อย เธอหันไปมองสามีโดยไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร
ปกรณัมยกแก้วน้ำขึ้นจิบ ก่อนกล่าวด้วยท่าทีสบาย ๆ
“เราแต่งงานกันครบห้าปีเมื่อวานครับ ส่วนเรื่องที่พบกันไม่ได้โรแมนติกอย่างที่ทุกคนคิด คุณปู่ของผมกับบิดาของญาณิดารู้จักกัน ผู้ใหญ่เห็นว่าเหมาะสมจึงจัดการทุกอย่าง ผมเพียงทำตามสิ่งที่จำเป็นในเวลานั้น”คำตอบของเขาทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าญาณิดาแข็งค้าง
แขกบางคนหัวเราะเบา ๆ คล้ายมองว่าเป็นเรื่องตรงไปตรงมาของนักธุรกิจ แต่บางคนกลับสบตากันอย่างมีความหมาย
หญิงสาวอีกคนเอ่ยถามต่ออย่างไม่เกรงใจ
“แล้วหลังแต่งงานค่อยรักกันหรือเปล่าคะ คนสมัยก่อนบอกว่าความรักเกิดขึ้นภายหลังได้ บางคู่ผู้ใหญ่เลือกให้กลับอยู่กันยืนยาวกว่าคู่ที่เริ่มจากความรักเสียอีก”
ปกรณัมมองญาณิดาเพียงแวบหนึ่ง ก่อนตอบว่า“ชีวิตคู่ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับความรักอย่างเดียวครับ ความรับผิดชอบ ความเหมาะสม และการเคารพข้อตกลงก็สำคัญไม่แพ้กัน”ไม่มีคำใดในประโยคนั้นยืนยันว่าเขารักเธอ
สำหรับปกรณัมอาจเป็นเพียงคำตอบตามความจริง แต่สำหรับญาณิดา มันเหมือนการประกาศต่อหน้าคนทั้งห้องว่าเธอเป็นเพียงภรรยาจากข้อตกลง ไม่ใช่ผู้หญิงที่เขาเลือกด้วยหัวใจ
พิมพ์พายกแก้วไวน์ขึ้นปิดรอยยิ้มตรงมุมปาก หนึ่งในแขกกล่าวติดตลกว่า“ถึงจะเริ่มจากความเหมาะสม แต่คุณญาณิดาก็โชคดีนะคะ ได้สามีที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ครอบครัวเดิมของคุณเองก็เคยประสบปัญหาทางธุรกิจไม่ใช่หรือคะ การแต่งงานครั้งนี้คงช่วยให้ทุกอย่างมั่นคงขึ้นมาก”
คำถามนั้นเสียมารยาทจนคนรอบข้างเงียบลงเล็กน้อย ญาณิดารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าต่อหน้าผู้คน แต่ยังคงตอบอย่างสงบ
“ความมั่นคงทางการเงินเป็นสิ่งที่มีค่าแน่นอนค่ะ แต่ฉันคิดว่าชีวิตคู่ไม่ควรถูกวัดด้วยสิ่งที่ฝ่ายหนึ่งได้รับเพียงอย่างเดียว เพราะหากมองเช่นนั้น ผู้หญิงทุกคนที่แต่งงานกับผู้ชายมีฐานะก็คงถูกมองว่าเข้าหาเขาเพื่อเงินทั้งหมด”
หญิงคนนั้นยิ้มเจื่อน“ดิฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะคะ เพียงเห็นว่าคุณวางมือจากงานหลังแต่งงาน จึงคิดว่าคุณปกรณัมคงดูแลอย่างดีจนไม่จำเป็นต้องทำงานแล้ว”
ญาณิดากำลังจะตอบ แต่ปกรณัมกลับกล่าวแทรกขึ้นว่า“ผมเป็นคนขอให้เธอลาออกเองครับ เพราะไม่เห็นความจำเป็นที่ภรรยาจะต้องทำงานหนักเพื่อเงินเดือน ในเมื่อครอบครัวสามารถดูแลได้ทุกอย่าง”คำพูดนั้นทำให้บางคนพยักหน้าชื่นชมในความใจกว้างของสามีไม่มีใครถามว่าญาณิดาเคยต้องการทิ้งงานที่รักหรือไม่ไม่มีใครรู้ว่าเธอสูญเสียส่วนหนึ่งของตัวเองไปในวันที่ลาออก เพียงเพื่อให้ปกรณัมไม่ต้องกังวลเรื่องภาพลักษณ์
ญาณิดามองสามีและกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ
“จริงค่ะ เขาดูแลค่าใช้จ่ายทุกอย่างจนฉันไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน แต่บางครั้งการไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นเลย”
ปกรณัมหันมามอง แววตาฉายความไม่พอใจที่เธอพูดคลุมเครือให้แขกตีความ
พิมพ์พาจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง โดยชวนทุกคนพูดถึงโครงการใหม่แทนแต่บาดแผลได้เกิดขึ้นแล้ว
ญาณิดาได้ยินเสียงกระซิบจากกลุ่มผู้หญิงที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“ที่แท้ก็แต่งเพราะผู้ใหญ่จัดให้ มิน่าล่ะ คุณปกรณัมดูไม่ค่อยสนใจภรรยาเลย”
“ครอบครัวฝ่ายหญิงเคยล้มละลายนี่คะ ถ้าไม่ได้แต่งงานครั้งนี้คงลำบากมาก ผู้ใหญ่ฝ่ายชายอาจสงสารก็ได้”
“แล้วคุณพิมพ์พาขาดูเหมาะกับเขามากกว่า ทั้งฐานะและความสามารถ ถ้าไม่ติดว่ามีภรรยาอยู่แล้ว คงกลับมาคบกันไปนานแล้ว”
