บทที่ 2 ตอนที่2 ภาพลักษณ์
ตอนที่2
ภาพลักษณ์
ญาณิดานั่งอยู่บนเตียง มองสามีสนทนากับหญิงสาวอีกคนเรื่องงานเปิดตัวโครงการ ปกรณัมถามรายละเอียดหลายอย่าง ทั้งลำดับการนำเสนอ รายชื่อแขก และสิ่งที่พิมพ์พาขาต้องการให้เขาช่วยตรวจสอบก่อนเริ่มงาน
เขายอมฟังประโยคยาว ๆ ของอีกฝ่ายจนจบโดยไม่ขัดแม้แต่ครั้งเดียว ขณะที่เมื่อครู่ เขายังไม่มีเวลาให้ภรรยาพูดเพียงไม่กี่นาที
“ผมจะไปถึงบริษัทก่อนแปดโมง ถ้าคุณอยู่ที่นั่นแล้วให้นำเอกสารขึ้นมาที่ห้องทำงาน ไม่ต้องส่งผ่านเลขา เพราะผมอยากตรวจด้วยตัวเอง”
ปกรณัมกล่าวก่อนวางสาย จากนั้นหยิบแฟ้มกับโทรศัพท์ขึ้นมา
“ผมต้องไปแล้ว ถ้าเรื่องของคุณสำคัญจริง ส่งข้อความไว้ก็ได้ ผมจะอ่านเมื่อมีเวลา”
ญาณิดามองเขาเดินไปถึงประตู ก่อนตัดสินใจถามอีกครั้ง
“คืนนี้คุณจะพยายามกลับมาไหมคะ”
ปกรณัมหยุดมือบนลูกบิด แต่ไม่ได้หันกลับมา
“ผมจะบอกเลขาให้แจ้งคุณ ถ้ากลับไม่ได้ก็ไม่ต้องเตรียมอะไรไว้มาก อาหารเหลือทิ้งเป็นการสิ้นเปลือง”
ประตูปิดลงอย่างเบามือ ไม่มีเสียงกระแทก ไม่มีการทะเลาะ และไม่มีถ้อยคำหยาบคายแต่ ความเงียบนั้นกลับกรีดลงในหัวใจของญาณิดาอย่างช้า ๆ
หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นลูบใบหน้า เธอไม่อยากร้องไห้ตั้งแต่เช้า ไม่อยากยอมรับว่าความหวังของตนเองช่างเล็กน้อยจนแม้แต่หนึ่งชั่วโมง ปกรณัมยังรู้สึกว่าไม่คุ้มค่าจะมอบให้
หลังจากตั้งสติได้ ญาณิดาลุกขึ้นไปอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า วันนี้เธอมีประชุมที่มูลนิธิ แม้ปกรณัมจะมองว่างานนั้นเป็นเพียงกิจกรรมช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้บริษัท แต่สำหรับญาณิดา มูลนิธิคือสิ่งเดียวที่ทำให้เธอยังรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า
ก่อนแต่งงาน เธอเคยเป็นนักวิเคราะห์การเงินในบริษัทที่ปรึกษา มีรายได้ของตนเองและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า หลายครั้งเธอเคยทำงานต่อเนื่องหลายคืนเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และมีความสุขทุกครั้งเมื่อเห็นคำแนะนำของตนช่วยให้กิจการเล็ก ๆ รอดพ้นจากวิกฤตแต่หลังแต่งงาน ปกรณัมบอกว่าเขาไม่ต้องการให้ภรรยาออกไปทำงานรับเงินเดือนจากคนอื่น เพราะอาจทำให้ครอบครัวถูกมองว่าไม่สามารถดูแลเธอได้ ญาณิดาเคยโต้แย้งอยู่พักหนึ่ง ทว่าสุดท้ายก็ยอมลาออก เพราะเชื่อว่าการเริ่มต้นชีวิตคู่ต้องมีคนหนึ่งยอมปรับตัว
เธอไม่เคยคิดว่าคนที่ต้องปรับอยู่ฝ่ายเดียวจะเป็นตนเองตลอดมา ญาณิดาใช้เวลาช่วงสายที่มูลนิธิตรวจโครงการช่วยเหลือเด็กในพื้นที่ห่างไกล เธอพูดคุยกับเจ้าหน้าที่อย่างเป็นกันเอง และลงรายละเอียดทุกค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง เพราะไม่ต้องการให้เงินบริจาคถูกใช้ไปอย่างไม่เหมาะสม
“งบสำหรับอุปกรณ์การเรียนรอบนี้เพิ่มขึ้นเกือบยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แต่จำนวนโรงเรียนเท่าเดิม ช่วยส่งรายละเอียดราคากับใบเสนอราคามาให้ฉันตรวจอีกครั้งนะคะ ฉันไม่ได้คิดว่ามีใครทำผิด เพียงแต่อยากให้ทุกบาทตรวจสอบย้อนหลังได้ เพราะเงินส่วนนี้มาจากความไว้วางใจของผู้บริจาค”
ญาณิดากล่าวกับวรรณา หัวหน้าฝ่ายโครงการด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ได้ค่ะคุณญาณิดา ช่วงนี้ราคาขนส่งขึ้นจริง แต่ดิฉันจะให้ทีมรวบรวมรายละเอียดทั้งหมดมาให้อีกครั้ง ถ้าพบว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายส่วนไหนได้ เราจะนำไปเพิ่มจำนวนทุนการศึกษาค่ะ”
วรรณาตอบอย่างกระตือรือร้น ญาณิดายิ้มและพยักหน้า การพูดคุยเรื่องงานช่วยให้ความรู้สึกหนักอึ้งในตอนเช้าคลายลงเล็กน้อย ทว่าเมื่อเปิดระบบบัญชีเพื่อตรวจเอกสารประจำเดือน เธอกลับพบรายการหนึ่งที่ทำให้ต้องหยุดนิ่ง ยอดเงินสิบห้าล้านบาทถูกโอนออกจากบัญชีมูลนิธิไปยังบริษัทที่เธอไม่คุ้นชื่อ
ญาณิดาเลื่อนดูรายละเอียดและพบว่ารายการดังกล่าวมีลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ของเธอกำกับอยู่ พร้อมรหัสการอนุมัติซึ่งควรมีเพียงเธอกับเจ้าหน้าที่การเงินระดับสูงเท่านั้นที่เข้าถึงได้
หญิงสาวขมวดคิ้ว ก่อนเรียกผู้จัดการฝ่ายบัญชีเข้ามาพบ
“รายการนี้คืออะไรคะ ฉันไม่เคยเห็นชื่อบริษัทนี้อยู่ในรายชื่อคู่สัญญาของมูลนิธิ และไม่จำได้ว่าเคยอนุมัติยอดเงินจำนวนนี้”
ผู้จัดการฝ่ายบัญชีเลื่อนเก้าอี้เข้ามาใกล้หน้าจอ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อเห็นรายละเอียด
“รายการนี้ส่งมาจากสำนักงานใหญ่ครับ เอกสารระบุว่าเป็นค่าใช้จ่ายโครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านพลังงานในต่างจังหวัด มีหนังสือรับรองจากฝ่ายรองประธานและลายเซ็นของคุณญาณิดาครบถ้วน ผมจึงคิดว่าเป็นโครงการเร่งด่วนซึ่งผู้บริหารอนุมัติโดยตรง”
“ฉันไม่เคยลงนามในเอกสารนี้ค่ะ และโครงการของมูลนิธิทุกโครงการต้องผ่านการประชุมก่อน ไม่มีเหตุผลที่จะโอนเงินจำนวนมากโดยไม่มีรายงานหรือรายละเอียดผู้รับจ้าง”
ญาณิดาพูดชัดถ้อยชัดคำ ความรู้สึกไม่สบายใจค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น ผู้จัดการบัญชีเปิดแฟ้มข้อมูลในระบบแล้วส่งไฟล์ให้เธอดู เอกสารทุกหน้าเหมือนของจริง ทั้งหัวกระดาษ รหัสอ้างอิง และลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ แม้กระทั่งรูปแบบการเขียนชื่อก็แทบไม่ต่างจากที่ญาณิดาใช้ตามปกติ
“มีรายการอื่นอีกไหมคะที่ส่งมาจากสำนักงานใหญ่ในลักษณะเดียวกัน”
“ผมขอตรวจสอบสักครู่ครับ”
ชายวัยกลางคนค้นข้อมูลอยู่พักหนึ่ง ก่อนใบหน้าจะซีดลง
“มีอีกสามรายการครับ รวมทั้งหมดประมาณสี่สิบแปดล้านบาท กระจายโอนไปยังบริษัทต่างประเทศสองแห่งกับบริษัทในประเทศอีกหนึ่งแห่ง เอกสารทั้งหมดมีลายเซ็นของคุณญาณิดาครบถ้วน และระบุว่าได้รับอนุมัติจากรองประธานแล้ว”
ญาณิดารู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง สี่สิบแปดล้านบาทไม่ใช่จำนวนเงินที่เกิดจากความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ยิ่งมีเอกสารและลายเซ็นครบถ้วน ยิ่งแสดงว่ามีใครบางคนตั้งใจสร้างหลักฐานให้ดูเหมือนเธอเป็นผู้อนุมัติ
“หยุดการโอนรายการที่ยังไม่สมบูรณ์ทั้งหมดก่อนค่ะ และทำสำเนาเอกสารทุกฉบับส่งให้ฉัน ห้ามลบหรือแก้ไขข้อมูลในระบบโดยเด็ดขาด รวมทั้งอย่าเพิ่งแจ้งใครว่าฉันพบความผิดปกติ”น้ำเสียงของญาณิดาเคร่งเครียดขึ้น
ผู้จัดการบัญชีพยักหน้ารับ แต่ก่อนจะออกไป เขาหันกลับมาถามอย่างลังเล
“คุณญาณิดาครับ จะให้ผมรายงานเรื่องนี้ไปที่สำนักงานใหญ่หรือไม่ครับ เพราะถ้าเป็นคำสั่งจากฝ่ายรองประธานจริง การหยุดรายการอาจทำให้เกิดปัญหา”
“ฉันจะเป็นคนติดต่อสำนักงานใหญ่เองค่ะ ตอนนี้คุณทำตามที่ฉันบอกก่อน หากมีใครถาม ให้ตอบว่าระบบกำลังตรวจสอบความถูกต้องตามขั้นตอนปกติ”
