บทที่ 5 ตอนที่5 ไม่ควรรอ
ตอนที่5
ไม่ควรรอ
หัวใจที่เหนื่อยล้ากลับเต้นแรงขึ้นอย่างน่าเวทนา ประตูบ้านเปิดออก ปกรณัมเดินเข้ามาในเวลาเกือบตีหนึ่ง กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ที่ไม่ใช่ของเขาติดอยู่บนเสื้อสูท อาจเกิดจากการอยู่ใกล้ผู้คนในงาน แต่ก็เพียงพอให้ญาณิดารู้สึกหน่วงในอก
ชายหนุ่มปลดกระดุมเสื้อสูทพลางมองโต๊ะอาหาร“ทำไมคุณยังไม่นอน”คำถามธรรมดานั้นทำให้ความอดทนของญาณิดาสั่นคลอน เธอยืนอยู่ปลายโต๊ะ กอดจานไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากวางลง มือจะเริ่มสั่นจนควบคุมไม่ได้
“ฉันรอคุณค่ะ”
“ผมบอกแล้วว่าไม่ต้องรอ งานยืดเยื้อกว่าที่คิด แล้วนักลงทุนต้องการคุยรายละเอียดต่อ ผมไม่สามารถเดินออกมากลางโต๊ะได้”
ปกรณัมตอบพร้อมถอดนาฬิกาวางบนโต๊ะเล็กข้างประตู เขาไม่ได้เดินเข้ามาดูอาหารหรือถามว่าเธอรอนานแค่ไหน
ญาณิดาวางจานลงช้า ๆ“คุณรู้ตั้งแต่หัวค่ำแล้วใช่ไหมคะว่าจะไม่กลับ แต่คุณไม่ส่งข้อความมาบอกฉันแม้แต่ประโยคเดียว”
“ผมอยู่ในงานและไม่สะดวกใช้โทรศัพท์ เรื่องเพียงเท่านี้คุณน่าจะตัดสินใจเองได้ว่าไม่ควรรอ”
“ฉันรอเพราะวันนี้เป็นวันครบรอบของเรา และตอนเช้าคุณบอกว่าถ้างานจบเร็วอาจกลับมา ฉันจึงคิดว่าอย่างน้อยคุณอาจพยายาม”
น้ำเสียงของญาณิดายังไม่ดัง แต่ความเจ็บปวดในนั้นชัดเจนเกินกว่าจะมองข้าม
ปกรณัมหันมามองเต็มตัว ก่อนกวาดสายตาไปยังโต๊ะอาหารและเค้กที่ยังวางอยู่
“ผมไม่ได้รับปากว่าจะกลับ คุณเป็นคนเลือกจะรอเอง แล้วตอนนี้กำลังตำหนิผมเพราะความคาดหวังที่คุณสร้างขึ้นฝ่ายเดียวหรือ”ประโยคนั้นทำให้ ญาณิดาชาไปทั้งตัว
“คุณคิดจริง ๆ หรือคะว่าฉันกำลังตำหนิคุณเพราะอยากเอาชนะ ฉันเพียงเสียใจที่คุณจำวันสำคัญของเราได้ แต่กลับไม่คิดจะให้ความหมายกับมันเลย”
“ญาณิดา ผมเหนื่อยมาทั้งวันและไม่ต้องการทะเลาะตอนดึก ถ้าคุณอยากจัดอาหาร เราสามารถนัดวันอื่นได้ ไม่มีเหตุผลต้องทำให้คืนนี้กลายเป็นปัญหา”
“มันไม่ใช่เรื่องอาหารค่ะปกรณัม”
ญาณิดามองเขาด้วยดวงตาที่เริ่มแดง“ต่อให้ฉันทำอาหารทั้งหมดนี้แล้วคุณไม่กิน ฉันก็ไม่ได้โกรธเพราะเสียดายวัตถุดิบ ฉันเสียใจเพราะตลอดห้าปี ฉันพยายามหาทางเข้าไปอยู่ในชีวิตคุณ แต่ทุกครั้งคุณทำให้ฉันรู้สึกว่าความต้องการของฉันเป็นเรื่องไร้สาระเสมอ ฉันอยากกินข้าวกับสามี คุณบอกว่าไม่มีเวลา ฉันอยากพูดเรื่องสำคัญ คุณบอกให้ส่งข้อความ ฉันไม่สบาย คุณถามว่ากระทบงานหรือเปล่า แล้วฉันควรต้องการอะไรจากคุณได้บ้างคะ ถึงจะไม่กลายเป็นภาระ”
ปกรณัมขมวดคิ้ว สีหน้าเริ่มเคร่งขึ้น“ผมไม่เคยพูดว่าคุณเป็นภาระ แต่คุณต้องเข้าใจว่าคนเราแสดงความรับผิดชอบไม่เหมือนกัน ผมทำงานเพื่อรักษาทุกอย่างที่คุณมีอยู่ ถ้าผมใช้ชีวิตตามอารมณ์ กลับบ้านทุกครั้งที่คุณต้องการ และทอดทิ้งธุรกิจ ครอบครัวของเราจะมีความมั่นคงอย่างทุกวันนี้หรือ”
“ฉันไม่เคยขอให้คุณทอดทิ้งธุรกิจ”
“แต่สิ่งที่คุณกำลังเรียกร้องคือให้ผมเลือกความรู้สึกของคุณเหนือหน้าที่”
“ไม่ค่ะ สิ่งที่ฉันเรียกร้องคือขอให้คุณเห็นว่าฉันก็เป็นหนึ่งในหน้าที่ของคุณ ไม่ใช่สิ่งของที่จัดไว้ในบ้านแล้วจะหันกลับมามองเมื่อไรก็ได้”คำพูดนั้นทำให้แววตาของปกรณัมแข็งขึ้น
“อย่าเปรียบเทียบตัวเองเป็นสิ่งของ ผมให้เกียรติคุณในฐานะภรรยาเสมอ ไม่เคยมีผู้หญิงอื่น ไม่เคยใช้ชีวิตเสเพล และไม่เคยทำให้คุณต้องกังวลเรื่องเงิน คุณควรแยกให้ออกระหว่างสามีที่ไม่ดี กับสามีที่เพียงไม่มีเวลาทำเรื่องโรแมนติกอย่างที่คุณต้องการ”
ญาณิดาหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่น้ำตาคลออยู่ในดวงตา“คุณคิดว่าความซื่อสัตย์คือการไม่พาผู้หญิงอื่นเข้าบ้านเท่านั้นหรือคะ แล้วการปล่อยให้ภรรยารู้สึกเดียวดายทุกวันไม่ถือเป็นการทรยศต่อชีวิตคู่เลยหรือ”
“พอได้แล้ว”ปกรณัมพูดด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้น
“ผมไม่ต้องการให้คุณเอาความรู้สึกมาตัดสินทุกอย่าง วันนี้งานสำเร็จและส่งผลต่อคนจำนวนมาก ผมจะไม่รู้สึกผิดเพียงเพราะกลับมากินอาหารที่เย็นแล้วไม่ทัน”
ญาณิดามองโต๊ะตรงหน้า ก่อนตอบช้า ๆ
“ฉันก็ไม่ได้ต้องการให้คุณรู้สึกผิดเพราะอาหารเย็นค่ะ ฉันเพียงอยากให้คุณรู้สึกบ้างว่ามีคนหนึ่งรอคุณอยู่”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง
ปกรณัมมองภรรยา ราวกับเห็นความอ่อนล้าในดวงตาเธอเป็นครั้งแรก แต่ความรู้สึกบางอย่างที่ผุดขึ้นถูกเขากดลงอย่างรวดเร็ว เพราะความเคยชินที่ต้องเป็นฝ่ายควบคุมทุกสถานการณ์
“ครั้งหน้าคุณไม่จำเป็นต้องทำเรื่องแบบนี้ หากอยากฉลองก็บอกเลขาให้จองร้านอาหารในวันที่ผมว่าง การทำอาหารเองแล้วนั่งรอหลายชั่วโมงไม่ได้ทำให้วันครบรอบมีความหมายขึ้น มีแต่ทำให้คุณเหนื่อยโดยไม่จำเป็น”
ญาณิดาสะอึกเล็กน้อย “สำหรับคุณ ทุกอย่างที่ฉันทำคงไม่มีความหมายจริง ๆ”เธอพูดเพียงเท่านั้น ก่อนยกเค้กขึ้นจากโต๊ะ
ปกรณัมมองตามแล้วถาม“คุณจะเอาไปไหน”
“ทิ้งค่ะ เพราะคนที่ฉันทำให้เขาไม่ต้องการ และฉันเองก็คงกินไม่ลงแล้ว”
“เก็บไว้กินพรุ่งนี้ก็ได้ ไม่เห็นต้องทิ้งให้เสียของ”
ญาณิดาหยุดเดินและหันกลับมามอง
“คุณพูดถูกค่ะ อาหารควรถูกเก็บไว้ เพราะมันยังมีประโยชน์ในวันพรุ่งนี้ แต่ความรู้สึกบางอย่าง เมื่อถูกปล่อยให้เย็นชืดนานเกินไป ต่อให้อุ่นใหม่ก็คงไม่เหมือนเดิมแล้ว”
เธอเดินเข้าไปในครัว ปกรณัมยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าราบเรียบแต่ดวงตาไหวเล็กน้อย เขาไม่ชอบประโยคสุดท้ายของเธอ เพราะมันฟังคล้ายคำเตือนบางอย่าง
อย่างไรก็ตาม ความเหนื่อยล้าและความเชื่อมั่นว่าญาณิดาจะยังคงอยู่เหมือนทุกครั้ง ทำให้เขาไม่ได้เดินตามไป
หญิงสาววางเค้กลงในถังขยะอย่างช้า ๆ นิ้วเรียวสั่นจนต้องกำขอบเคาน์เตอร์ไว้ น้ำตาที่กลั้นมาตลอดวันไหลลงมาเงียบ ๆ
เธอไม่ได้ร้องไห้เสียงดัง ไม่ได้ปาจานหรือทำลายของ เพียงยืนมองเค้กซึ่งตนเองเลือกอย่างตั้งใจถูกทิ้งอยู่ในถัง พร้อมความรู้สึกบางอย่างในใจที่เหมือนกำลังถูกทิ้งลงไปด้วยกัน
ทันใดนั้นอาการคลื่นไส้รุนแรงก็พุ่งขึ้นมา ญาณิดารีบยกมือปิดปากแล้ววิ่งเข้าห้องน้ำชั้นล่าง เธออาเจียนทั้งที่แทบไม่มีอาหารอยู่ในท้อง ร่างกายสั่นจนต้องนั่งลงกับพื้น
ปกรณัมได้ยินเสียงจึงเดินมาหยุดหน้าประตู
“คุณเป็นอะไร”
ญาณิดาพยายามตอบ แต่ยังหายใจไม่เป็นจังหวะ ชายหนุ่มเปิดประตูเข้ามาโดยไม่รออนุญาต เขาเห็นภรรยานั่งพิงอ่างล้างหน้า ใบหน้าซีดขาวและมีเหงื่อเกาะบริเวณหน้าผาก
แววตาของปกรณัมเปลี่ยนไปทันที เขาก้าวเข้าไปนั่งยอง ๆ ตรงหน้าและยื่นมือแตะหน้าผากเธอ
“ตัวคุณไม่ร้อน แต่หน้าซีดมาก ไปโรงพยาบาลเถอะ ผมจะให้คนเตรียมรถ”
ความห่วงใยที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ญาณิดารู้สึกเจ็บมากกว่าจะอบอุ่น เพราะเธอไม่รู้ว่าปกรณัมเป็นห่วงเธอจริง หรือเพียงทำสิ่งที่เห็นว่าเหมาะสมในฐานะผู้รับผิดชอบ
หญิงสาวเบือนหน้าหนีมือเขา“ไม่ต้องค่ะ ฉันคงเหนื่อยและไม่ได้กินอะไร เดี๋ยวพักสักครู่ก็ดีขึ้น”
“คุณอาเจียนมากขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ถ้าไม่อยากไปโรงพยาบาล ผมจะเรียกหมอมาที่บ้าน”
“ฉันบอกว่าไม่ต้องค่ะ”น้ำเสียงของญาณิดาแข็งขึ้นเล็กน้อย
ปกรณัมนิ่งไป เขาไม่คุ้นกับการที่ภรรยาปฏิเสธความช่วยเหลืออย่างชัดเจน
“คุณกำลังโกรธผมจึงไม่ยอมไปหาหมอหรือ”
“ฉันไม่ได้ปฏิเสธเพราะโกรธค่ะ ฉันเพียงไม่อยากให้คุณต้องเสียเวลาเพิ่ม คุณมีงานสำคัญมากมาย พรุ่งนี้คงต้องตื่นเช้า ฉันดูแลตัวเองได้”คำพูดของเธอฟังสุภาพ แต่กลับย้อนสิ่งที่เขาเคยใช้เป็นเหตุผลผลักไสเธอทุกครั้ง
ปกรณัมเม้มริมฝีปาก ก่อนลุกขึ้นยืน
“ถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้บอกป้าสาย ผมจะให้คนขับรถเตรียมพร้อมไว้ แล้วพรุ่งนี้เช้าอย่าลืมส่งเอกสารบัญชีที่คุณพูดถึงให้ผมตรวจ”
แม้ขณะเห็นภรรยานั่งหมดแรงอยู่บนพื้น เขายังไม่ลืมพูดถึงงาน
ญาณิดาหลับตาลงและพยักหน้า“ค่ะ”
ปกรณัมยืนอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายต้องการพูดอะไรเพิ่มเติม แต่สุดท้ายก็เดินออกไปจากห้องน้ำ
ญาณิดารอจนเสียงฝีเท้าของเขาหายไป จึง ค่อย ๆ ลุกขึ้นล้างหน้า เงาสะท้อนในกระจกทำให้เธอแทบจำตนเองไม่ได้ ใบหน้าซีด ดวงตาแดง และ แววตาเหนื่อยล้าเกินกว่าหญิงวัยยี่สิบเก้าปีควรมี
เธอยกมือวางบนหน้าท้องอย่างไม่รู้ตัว
หากในนั้นมีเด็กอยู่จริง เด็กคนนั้นจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเกิดมาในครอบครัวที่พ่อกับแม่แทบไม่รู้จักกัน
