บทที่ 10 นคราชรอรัก 10
นคราชรอรัก 10
07.24 น.
เช้าที่อรนลินไม่คิดไม่ฝันว่าจะตัวเองจะตื่นขึ้นมา ตอนนี้เธอกลับนั่งอยู่บนเก้าอี้บริเวณโต๊ะทานข้าว เบื้องหน้ามีอาหารเช้าหลายอย่างอย่างสไตล์ และเหมือนจะมีแค่เธอที่กำลังทาน เมื่อสองหนุ่มเลือกที่จะดื่มกาแฟดำเข้ม ๆ เหตุการณ์เมื่อเช้ายังซุกซ่อนอยู่ในห้วงความคิดของทุกคน แต่กลับไม่มีใครเอ่ยถึงมันอีกเลย
“พี่จะไม่อยู่หลายวัน ระหว่างนี้ให้คินมาอยู่เป็นเพื่อน มีอะไรบอกมันได้นะ ถ้ากลัวจะให้เพื่อนมานอนด้วยก็ได้”
“เข้าใจแล้วค่ะ พี่รีบกลับมานะ”
“โอเคจะรีบกลับ ส่วนมึง กูฝากน้องกูด้วย ที่สำคัญเลยนะ เวลาน้องทำงานมึงอย่าเสียงดังเข้าใจไหม?” เจ้าของบ้านกำชับเพื่อนสนิท
“อือ” นาคินตอบรับอย่างไม่คิดอะไร แต่กลับได้รับค้อนจากหญิงสาวที่เขาจะต้องอาศัยร่วมเรือนมาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว แต่ท่าทางนั้นกลับน่ารักเสียจนมุมปากชายหนุ่มกระตุกยิ้มชอบใจ
ร้อยทั้งร้อยมีแต่คนกลัวเขา มีแค่อรนลินเท่านั้นที่ทำเหมือนกลัวแต่กล้าต่อล้อต่อเถียงด้วย
น่าสนใจไม่น้อยเลย น้องสาวเพื่อนของเขาคนนี้
คล้อยหลังองหวดีไปทำงาน นักเขียนสาวเดินเข้าห้องทำงานของตัวเองที่พี่ชายสร้างให้ เป็นห้องที่ต่อเติมจากตัวบ้าน ภายในตกแต่งด้วยโทนสีขาวและสีน้ำตาลอ่อน เป็นสไตล์มูจิ หญิงสาวแต่งห้องทำงานเหมือนคาเฟ่ มีโซฟาสีขาว มีโต๊ะน่ารัก ๆ มีโคมไฟตั้งสูง และที่สำคัญมีตู้เย็นเครื่องดื่มและขนมหวานตั้งอยู่ในห้อง ทุกอย่างครบครันจนไม่ต้องออกไปที่ไหน หากต้องการวิวสวนก็สามารถเปิดผ้าม่านมองผ่านผนังกระจกได้เลยทันที
“เอ๊ะ? คุณเข้ามาทำไมคะ?” เจ้าของห้องทำงานหมุนตัวกลับไปเจอชายหนุ่มตัวสูงเดินตามเข้ามา ถึงกับอุทานด้วยความฉงน
“ทำงานไง นั่งด้วย”
“คุณจะเงียบไหม?” เมื่อปฏิเสธคนหน้ามึนไม่ได้ เธอจำต้องยื่นข้อเสนอใหม่ นั่นคือให้เขาเงียบขณะที่เธอทำงาน ซึ่งตัวเธอก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่านาคินทำงานอะไรกันแน่ แต่ความเงียบคือสิ่งที่เธอต้องการขณะทำงาน หากเขาต้องใช้เสียงเธอจะได้ไล่ให้ออกจากห้องทำงานนี้ไป
“เงียบ” ชายหนุ่มเอ่ยตอบ
“งั้นก็ได้ค่ะ ฉันจะชงกาแฟเย็น คุณเอาด้วยไหม?”
“อะ...”
“อ้อ คุณดื่มไปแล้ว ไม่เอาเนอะ” คนน่ารักไม่รอฟังคำตอบ หมุนตัวไปยังโซนชงเครื่องดื่ม ซึ่งมีเครื่องชงกาแฟสด ผงกาแฟ ผงชาต่าง ๆ มีหลายชนิด ราวกับว่านี่คือคาเฟ่เล็ก ๆ ของนักเขียนสาว หากมีโอกาสเปิดตู้เย็นหลังนั้น จะพบเจอกับขนมหวานหลายชนิด และผลไม้มากมายหลายอย่าง นอกจากอรนลินจะซื้อมาเติมเองแล้ว ยังมีพี่ชายที่ชอบซื้อมาเติมให้เพื่อสนับสนุนน้องสาวที่เขารัก
“ผมขอกาแฟเย็นด้วยสิ อเมริกาโน่เย็น” เมื่อโดนเมิน นาคินจึงต้องเป็นฝ่ายส่งเสียงขอด้วยตัวเอง
“คิกคิก ๆ คุณดื่มไปแล้วไงคะ ดื่มเยอะไม่ดีนะ”
“อ่า” คนโดนปฏิเสธทำหน้าไม่สบอารมณ์ แต่กลับเข้าใจความหวังดีที่หญิงสาวส่งให้ จึงยอมเงียบเสียงหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเตรียมทำงาน หญิงสาวชงชามะลิเสร็จจึงยกไปเสิร์ฟให้แขกตัวโตภายในห้องทำงาน นาคินเงยหน้าขึ้นมองเธออีกครั้งก่อนจะเผยรอยยิ้มบางเบาเมื่อจู่ ๆ ก็ได้เครื่องดื่ม ทั้งที่อีกฝ่ายเพียรปฏิเสธเขาตั้งแต่แรกเริ่ม
“ขอบคุณครับ”
“ยินดีค่ะ” อรนลินส่งยิ้มกลับไปแล้วเดินไปชงเครื่องดื่มให้ตัวเอง เสร็จแล้วถึงได้กลับไปประจำที่นั่งเพื่อเริ่มทำงาน เมื่อเธอเริ่มจรดปลายนิ้วมือลงบนคีย์บอร์ด เสียงสวิตช์คีย์บอร์ดก็ดังขึ้นอย่างไพเราะ เป็นจังหวะเร็วบ้างช้าบ้าง บ้างก็เงียบสนิทเมื่อนักเขียนสาวหยุดปลายนิ้วเพื่อนึกคิดฉากต่อไปที่ต้องการจะเขียน
คนที่นั่งทำงานบนโซฟาเบดสีขาวจ้องมองแผ่นหลังเล็กที่กำลังทำงานด้วยความตั้งใจ ชายหนุ่มนั่งหันหน้าไปยังอรนลินยกแขนเท้าเข้ากับพนักพิงโซฟาเพื่อจ้องอีกฝ่าย ราวกับว่านั่นคือจุดวางสายตาของเขา
เกือบสองชั่วโมงคนที่จ้องมองอรนลินจากด้านหลังยังคงนั่งปักหลักจ้องอยู่อย่างนั้น ส่วนคนที่จรดปลายนิ้วลงบนคีย์บอร์ดหยุดนิ้ว ยืดตัวไล่ความขบเมื่อย สองมือประสานยืดขึ้นสูงเอียงตัวซ้ายขวาไล่ความเหนื่อย หลงลืมไปชั่วขณะว่ามีแขกร่วมบ้านอยู่ด้วย เธอรู้ตัวอีกทีในจังหวะที่หมุนเก้าอี้แล้วเจอสายตาคมจ้องมองเจ้าตัวอยู่
“อุ้ย!” เสียงอุทานเล็กกระตุกหัวคิ้วเข้มขมวดแทบติดกัน
“หนูตกใจหมดเลย ลืมว่าคุณอยู่ที่นี่อะ” คนตัวเล็กตอบแล้วยังหัวเราะคิกคักสดใสแข่งกับแสงแดดที่เจิดจรัสนี้ คนตัวเล็กยื่นมือไปหยิบแก้วเครื่องดื่มมาดูดอึกใหญ่เติมพลังให้ตัวเอง
“เงียบพอไหม?” นาคินแกล้งแซวหญิงสาวที่ร้องขอให้เจ้าตัวเงียบเสียง คนได้ยินกลั้นขำยกนิ้วโป้งชมอีกฝ่าย ด้วยท่าทางซุกซน
“เงียบมากค่า”
“หึ งั้นก็จะอยู่เงียบ ๆ แบบนี้ อยากได้อะไรไหม?” ชายหนุ่มทวนถามพลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเตรียมสั่งผู้ช่วย
“ไม่มีค่ะ อ้อ มื้อเที่ยงหนูทำเองนะ คุณจะกินด้วยไหมคะ หรือจะสั่งเข้ามาก็ได้”
“กินด้วย ทำเผื่อหน่อย” มีโอกาสขนาดนี้ มีเหรอที่เขาจะปล่อยให้หลุดมือ
“ได้ค่า แต่อีกสักพักเลยนะคะ ตอนนี้เมื่อยหลังมาก” หญิงสาวบ่นอย่างลืมตัว เดินถือแก้วกาแฟไปล้างทำความสะอาดแล้วเดินกลับเข้ามาภายในห้องทำงาน แต่พอหมุนตัวกลับมาตั้งใจจะล้มตัวนอนคว่ำบนโซฟาก็ต้องชะงักเมื่อตอนนี้ที่นอนพักกลางวันของเธอมีแขกตัวโตนั่งอยู่
นาคินเห็นสายตางอแงนั่นก็รับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังหงุดหงิดที่ไม่ได้นั่งหรือนอนตรงนี้ เพราะแบบนั้นเจ้าตัวเลยแสร้งขยับลุกขึ้นยืนนำแก้วออกไปล้างทำความสะอาดที่ห้องครัว ระหว่างนี้ก็เจอแม่บ้านที่เข้ามาทำงาน พวกเขาทักทายกันเล็กน้อย ก่อนที่นาคินจะรีบกลับเดินกลับเข้าไปภายในห้องทำงาน
“ยังเจ็บที่ข้อเท้าอยู่ไหม?” ถือแก้วไปเก็บบนชั้นวางเสร็จจึงเอ่ยถามเจ้าของห้องทำงานนี้ด้วยความเป็นห่วง ตอนนี้หญิงสาวกำลังนอนอยู่บนโซฟาเล่นโทรศัพท์
“เจ็บค่ะ แต่คุณ...” ท้ายประโยคอรนลินยกศีรษะขึ้นเอียงหน้ามองนาคินที่เดินมานั่งบนโซฟาตัวที่ว่างใกล้กัน
“หือ?”
“หนูมีรอยช้ำเยอะเลย เมื่อคืนไม่มีแต่เมื่อเช้ามีรอย เหมือนตอนที่ล้มในฝันแล้วมันมีรอยตอนตื่นอะ” อะไรบางอย่างดลใจให้หญิงสาวเล่าให้นาคินฟัง แม้จะรู้สึกเคอะเขิน แต่สุดท้ายก็เอ่ยออกมา เมื่อตอนนี้เธออยากได้รับการไขข้อกระจ่างในใจ
“เจ็บมากใช่ไหม?”
“ค่ะ”
“พี่ขอดูที่ข้อเท้าหน่อย” บางจุดชายหนุ่มคิดว่าไม่ควรขอดู แต่จุดที่อยู่บริเวณข้อเท้าคงไม่น่าเกลียดหากเขาจะช่วยทายา
“เฮ้ยคุณ!” คนตัวเล็กตกใจชักเท้ากลับ แต่เหมือนจะไม่ทันเมื่อนาคินยืดข้อเท้าเธอไว้เสียก่อน ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณข้อเท้าข้างที่มีรอยช้ำ เริ่มคลายหายไปเมื่อนาคินค่อย ๆ คลึงปลายนิ้วใหญ่ลงบนข้อเท้าพร้อมกับยาเนื้อสีขาวใส อรนลินพยายามเพ่งมองว่ายาที่ชายหนุ่มบรรจงทาให้นั้นคือยาชนิดไหน แต่มันก็ช่างยากลำบากเมื่อมนุษย์สายตาสั้นอย่างเธอไม่ยอมสวมแว่นสายตาในตอนนี้ ทุกอย่างก็พร่ามัวไปจนหมด
“อืม...” เมื่อความสบายกายเข้าแทนที่อาการปวดแสบปวดร้อน อรนลินหลุดเสียงครางในลำคอด้วยความชอบใจ
“ดีขึ้นไหม?”
“ค่ะ มันไม่ปวดร้อนแล้วอะ” บางสัมผัสหญิงสาวดันรู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยพบเจอ
“มีที่ไหนอีก?”
“มีที่เอวกับไหล่ค่ะ”
“งั้นนอนคว่ำ ผมจะทาให้” คนได้ฟังหัวใจเต้นรัวแรง ต่างจากคนที่ต้องทายาให้เธอ บัดนี้แววตาที่เคยเฉยชาแปรเปลี่ยนเป็นดุกร้าวยามเห็นรอยช้ำม่วงบนผิวกายของหญิงสาว สิ่งที่เธอพบเจอมันต้องรุนแรงมากแค่ไหน ถึงได้บาดเจ็บจนช้ำไปทั้งตัวเช่นนี้
คนตัวเล็กสะดุ้งตกใจเมื่อปลายนิ้วอุ่นแตะลงบนเอวบาง เนื้อยาสีใสถูกเกลี่ยไปทั่วรอยช้ำอย่างเบามือ ไอร้อนที่เคยรู้สึก ค่อย ๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงความรู้สึกเบาสบาย และไอสัมผัสเย็น ๆ ที่แตะแต้มลงบนผิวกาย เหมือนมีน้ำเย็นคอยชโลมทำให้อาการปวดร้อนนั้นหายทุเลาลง
“ทำไมมือคุณร้อนแต่แตะแล้วมันเย็น” คำถามแสนใสซื่อหลุดจากริมฝีปากจิ้มลิ้ม เปลือกตาบางปิดลงเช้า ๆ โดยใช้สองแขนประสานกันบนโซฟา หลับตาพริ้มปล่อยให้ชายหนุ่มตัวโตทายาให้ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่า คำถามของเธอเรียกรอยยิ้มจากชายหนุ่มดีมากแค่ไหน
“มันเย็นเพราะยา”
“ก็อาจจะจริงค่ะ อ้อ วันนี้คุณจะตรวจบทนี้เลยไหมคะ หนูจะส่งให้” แม้จะอยู่ในช่วงเวลาพักแต่เธอกลับชวนคุยเรื่องงาน เชื่อแล้วว่ารักงานนี้มากจริง ๆ
“อื้อ รอตรวจตอนเขียนเสร็จก็แล้วกัน เจ็บไหม?” ท้ายประโยค ชายหนุ่มทวนถามเสียงแผ่วด้วยความใส่ใจ
“ไม่เลย สบายมากค่ะ” เมื่อโดนนวดคนที่เพ่งสายตาจ้องมองหน้าจอตั้งแต่เช้า บวกกับใช้สมองนึกคิดงานอย่างหนักภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง ทำให้เธอเผลอหลับไปอย่างลืมตัว นาคินค่อย ๆ ดึงมือตัวเองออกห่างจากผิวกายเนียนนุ่มดึงชายเสื้อลงปิดให้มิดชิด แต่จังหวะที่ขยับลุกขึ้นยืนเพื่อมองหญิงสาว
คนตัวสูงค่อย ๆ คุกเข่าข้างหนึ่ง ยกปลายนิ้วร้อนลูบที่รอยช้ำ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าใกล้ กดริมฝีปากอุ่นทาบทับรอยช้ำอย่างไม่นึกรังเกียจ นานหลายสิบวินาทีถึงได้ขยับออกห่าง พร้อมกับรอยยิ้มช้ำเหล่านั้นจางหายไป มือใหญ่รั้งชายห่มผ้า คลุมให้คนหลับ ก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานนี้ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น...
