บทที่ 12 นคราชรอรัก 12
นคราชรอรัก 12
นาคินที่ยืนนิ่ง ๆ บริเวณหน้าต่างห้องพัก เขาไม่ได้มองโฟกัสสิ่งใด เพียงแค่ยืนมองดวงจันทร์เสี้ยว ที่ตอนนี้ถูกเมฆมืดครึ้มบดบังความสวยงามไว้จนแทบมิด
(นายครับ บ้านพักที่จองไว้คุณองตอบรับแล้วครับ)
“อือ ฝากที่นี่ด้วย ดูไว้ทำให้คุ้นมือทุกอย่าง” คนตัวสูงบอกคนปลายสายอย่างเป็นปริศนา คนปลายสายได้ยินแทบขมวดคิ้วงุนงง เมื่อเขาได้ยินผู้เป็นนายบอกอย่างมีนัยะหลายครั้งหลายครา เกี่ยวกับงานที่เน้นย้ำให้เขาทำให้ได้ทุกอย่าง
“นิรัณ...” ชื่อของคนปลายสายดังขึ้น แม้จะอยู่ห่างไกล เจ้าของชื่อดันเผลอตัวยืดตัวนั่งหลังตรงด้วยความเคยชิน
(ครับเจ้านาย)
“ฝากบอกนิรุจกับพ่อของเขาด้วย ว่าเรา...ได้เจอเขาแล้ว”
เสียงเข้มดังกังวานกึกก้อง ชายทั้งสองที่ถูกเอ่ยถึงหนึ่งคนเผยรอยยิ้มดีใจ หนึ่งดวงวิญญาณโห่ร้องดีใจ ท้องฟ้าที่เคยครึ้มเมฆหนา เคลื่อนตัวกระจายเผยให้เห็นดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่บนผืนนภา
(เจ้านาย...) กระซิบรัณ ผู้ช่วยรุ่นที่สี่ของตระกูลนั่งนิ่งตกใจเป็นอย่างยิ่งยามได้ยินผู้เป็นนายเอ่ยบอก นายของพวกเขาพบเจอสิ่งที่เฝ้ารอมาเนิ่นนานเสียที
“ไปพักเถอะ”
(ครับเจ้านาย)
โทรศัพท์มือถือปลิวไปนอนแอ้งแม้งบนเตียงนอนหลังใหญ่ จากการโยนทิ้งไม่ไยดีของนาคิน เสียงฝีเท้าหน้าห้องผ่านไปด้วยจังหวะคงที่ ร่างสูงที่สวมเพียงกางเกงนอนขายาวก้าวเข้าไปใกล้ตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อยืดเนื้อดีขึ้นมาสวมเพื่อเดินตามหลังเจ้าของบ้านที่เดินย่องลงบันได ถึงแม้จะเป็นบ้านของตัวเอง แต่เธอกลับทำเหมือนโจรตัวน้อยที่สอดส่องสายตามองเสียรอบบ้าน มองซ้ายที เขาก็มองตาม มองขวาทีก็หันหน้ามองตาม
“ปลอดภัย ไร้สิ่งกีดขวาง” เสียงหวานเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ แต่เพียงแค่เท้าก้าวไปเหยียบบนพื้นบ้านร่างเล็กก็ไถลไปกับพื้นล้มหกคะมำ คนที่เดินตามด้านหลังหวังคว้าตัวหญิงสาวไว้แต่ก็ช้าไปเมื่อตอนนี้อรนลินล้มไปนอนบนพื้นพร้อมกับร้องงอแงเหมือนเด็กน้อย
“ฮื่อ!! อีกแล้ว ระวังแล้วนะทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วย นี่เราแลกขากับปากกามาหรือไงเนี่ย” คนตัวเล็กนอนหงายบนพื้นบ้านดิ้นงอแง คนที่ยืนอยู่บนบันไดหลุดขำเล็กน้อยเมื่อพบว่าหญิงสาวไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน แต่ที่งอแงเป็นเพราะขัดใจหรือสิ่งที่วางไว้ไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจไว้
“ไปนอนอะไรตรงนั้นน่ะ” นาคินแกล้งแซวพลางสืบเท้าก้าวลงบันได เข้าใกล้คนงอแง
“หนูล้ม ล้มเพราะอะไรไม่รู้ หนูหงุดหงิด”
“หึ ๆ งอแงเป็นเด็ก มานี่มา” นาคินหัวเราะระคนเอ็นดูคนล้ม ยื่นมือเข้าใกล้ช้อนตัวอุ้มเธอจนลอยเหนือพื้น เพื่อพาเดินไปยังโซฟาห้องนั่งเล่น ขาเรียวเล็กยื่นไปวางพาดกับโต๊ะกระจกเบื้องหน้า นาคินเดินกลับเข้าห้องครัวเตรียมเจลเย็นมาวางประคบบรรเทาอาการปวดที่ข้อเท้าให้อย่างใส่ใจ
“แล้วเดินลงมาทำไม ดึก ๆ ดื่น ๆ”
“หนูนอนไม่หลับ ตั้งใจไปนั่งทำงานอีกนิด แต่ล้มซะก่อน” ใบหน้าหวานง้ำงอ ตัดพ้อโชคชะตาที่ไม่ค่อยเป็นไปดังใจหวัง มีเรื่องมากมายเข้ามาให้เจ็บตัวเล็กน้อยบ้าง ใหญ่โตบ้าง แต่ช่วงนี้แม้จะเล็กน้อยแต่ก็เจอบ่อยจนเหนื่อยใจ บางครั้งเธอแทบจะไม่ย่างเท้าออกจากบ้านเพื่อหลบหลีกสิ่งเร้าที่อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ แต่ไม่ว่าจะระวังเพียงใด สุดท้ายแล้วเธอมักจะได้รับการเจ็บกลับมาเป็นของเตือนใจอยู่เรื่อยไป อย่างเมื่อสักครู่ที่เธอลั่นล้ม ลื่นอะไรก็ไม่รู้
“ซน บอกแล้วไม่ใช่หรือไง ถ้าจะไปไหนให้เรียก ทำไมไม่เรียกกันล่ะ?” ปากเอื้อนเอ่ยคำดุ แต่มือยังช่วยประคบเย็นที่ข้อเท้าให้อย่างไม่นึกรังเกียจ
คนถูกดูแล กระชับแขนกอดหมอนอิงด้วยความประหม่า สายตาจ้องมองข้อเท้าตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา พูดไปใครจะเชื่อ ว่านายทุนที่ทุ่มงบให้บริษัทพี่เธอ ตอนนี้เขากำลังประคบข้อเท้าให้เธออยู่
ตั้งแต่เจอและพูดคุยกันมา เธอไม่สามารถคาดเดาความคิดหรือความรู้สึกของอีกฝ่ายได้เลย ดวงตากลมโตกวาดมองสำรวจคนตรงหน้าด้วยความสนใจ จมูกสันคมสวย อีกทั้งใบหน้าหล่อคมเข้มช่างรับกับริมฝีปากหนา ที่ตอนนี้ยังปิดแนบสนิท ทุกการเคลื่อนไหวคล้ายกับมังกรตัวโตโบยบินอยู่ท่ามกลางท้องฟ้า เฉิดฉายความดูดีแบบชั้นสูง ขณะเดียวกันนั้นชายหนุ่มยังใช้ปลายนิ้วอุ่นแตะลงบนข้อเท้านวดคลึงช้า ๆ
“มองนานขนาดนี้จะคิดเงินแล้วนะ” คนถูกจ้องเอ่ยปากแซว จังหวะที่เอียงหน้าเพื่อมองอรนลิน หัวใจของทั้งคู่พลันเต้นรัวแรงอย่างน่าอัศจรรย์
“คุณ...คุณมาเป็นพระเอกนิยายหนูไหม?” คนที่โดนความหล่อตก พลั้งปากถามคนหล่อ แต่เพียงเสี้ยววินาทีดวงตากลมนั่นจึงเบิกกว้าง มือเล็กยกขึ้นปิดปากตัวเองแน่น มองชายหนุ่มด้วยความตกใจ เธอหลุดปากพูดในสิ่งที่คิดออกไปแล้ว
