บทที่ 13 นคราชรอรัก 13
นคราชรอรัก 13
“หึ ค่าตัวแพงนะ จะให้เป็นจริงเหรอ?” นาคินเย้าหยอกเสียงขบขัน แววตาของชายหนุ่มล้วนเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู ท่าทางของหญิงสาวตรงหน้าเหมือนกระรอกตัวน้อยขโมยเม็ดถั่ว แต่ดันโดนจับได้เสียก่อน
“กรี๊ด!! อย่ายิ้มนะ อย่ายิ้มค่ะ” อรนลินสติแตกกระเจิงยกมือเล็กอีกข้างปิดริมฝีปากหนา ที่กำลังคลี่ยิ้มซุกซน ฝ่ามือร้อนคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็ก ร่างกายเย็นอุ่นวาบเพียงเพราะฝ่ามือหนาแตะลงบนผิวกาย
“เดี๋ยว จะไปไหน ฮ่า ๆ ๆ นลิน” นาคินหัวเราะลั่นบ้าน เมื่อจู่ ๆ คนเขินก็ตะเกียกตะกายลงจากโซฟา ก่อนจะวิ่งกะเผลกไปยังห้องทำงาน เก้าอี้ทำงานหมุนเคว้งเมื่อคนตัวเล็กกระโดดขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ แล้วหมุนตัวไปยังหน้าจอมอนิเตอร์อย่างรวดเร็ว
“ข้อเท้าเจ็บอยู่นะ...” นาคินที่เดินตามเข้ามารีบร้องเตือน แต่กลับไร้ความสนใจจากหญิงสาว ที่ตอนนี้รัวปลายนิ้วลงบนคีย์บอร์ดเสียงต๊อกแต๊ก เหมือนรีบเร่งทำอะไรสักอย่าง ท่าทางจริงจังนั้นเรียกรอยยิ้มจากชายหนุ่มตัวสูงได้อีกครั้ง
เท้าใหญ่ก้าวเข้าใกล้คนตัวเล็กที่ไม่สนใจรอบข้างเท่าไหร่นัก ท่อนแขนกำยำเท้ากับเข้าพนักพิงเก้าอี้เกมเมอร์สีฟ้าขาว ใบหน้าหล่อโน้มเข้าใกล้ ใบหน้าที่อยู่ห่างกันเพียงน้อยนิด หนึ่งคนมุ่งมั่นทำงาน อีกคนเอียงหน้ามองใบหน้าหวานด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา
ผิวขาวเนียนผ่องใส ไร้เครื่องสำอางแต่งแต้ม เมื่อต้องแสงไฟจากหน้าจอมอนิเตอร์ ดูสวยและน่ารักในเวลาเดียวกัน ริมฝีปากจิ้มลิ้มเม้มเสียแน่นยามนึกคิดงานขึ้นได้ในจังหวะชวนเขินอาย
“เปิดไฟไหม?” นาคินกระซิบถามเสียงแผ่ว ใช้ฝ่ามืออุ่นข้างหนึ่งแตะลงบนแก้มเนียนใส หากอรนลินหันหน้ามามองสักนิดคงได้รู้ว่าตอนนี้ใบหน้าของนาคินนั้นอยู่ห่างจากเธอเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อีกนิดปลายจมูกโด่งจะแตะลงบนแก้วเธออยู่รอมร่อ
“อือ อย่าแกล้งค่ะ หัวเล่น” หัวแล่น คือความรู้สึกสมองโล่งมีฉากมีบทพูดมากมายเป็นช่วงเวลาที่นักเขียนหลายคนชื่นชอบเพราะจะทำให้เขียนงานได้เร็วขึ้น จากสองวันสิบบรรทัดคงจะเปลี่ยนเป็นสิบบรรทัดในหนึ่งวัน
“โอเค” ชายหนุ่มรับคำอย่างรู้งาน คนตัวเล็กกลับหลุดเสียงกรี๊ดดังลั่นเมื่อจู่ ๆ แก้มเนียนใสโดนฉกจูบด้วยริมฝีปากร้อน คนก่อเหตุก้าวออกจากห้องทำงานของเธอพร้อมรอยยิ้มสนุก ต่างจากคนโดนขโมยหอมแก้มที่สติหลุดรอบสอง
“หนูจะตีคุณ!” เสียงหวานร้องโวยวายตามหลัง แต่ตัวต้นเหตุกลับไม่รู้สึกสะทกสะท้านเลยสักนิดที่โดนหมายโทษ โดนฝ่ามือเล็กฟาดสักทีสองที หากโดนฟาดแล้วได้แลกกับหอมแก้มโมจินุ่ม ๆ นั้นถือว่าคุ้มมากที่สุดแล้ว
นมอุ่น ๆ ในแก้วทรงสูงถูกวางลงบนถาดเตรียมยกไปเสิร์ฟคนขยัน จังหวะที่ยืนพิงเคาน์เตอร์กลางห้องครัว เสียงลากของหนัก ๆ และยาว ดังมาจากโซนด้านหลังของบ้าน เสียงลากตัวกับสนามหญ้าทำให้ชายหนุ่มหลับตาลงเบา ๆ ยกแขนกอดอกด้วยความใจเย็น
“หึ ทำได้แค่นี้เหรอ?” เสียงเข้มเย้ยหยัน แต่เพียงไม่นานเสียงเคลื่อนตัวยาว ๆ เริ่มมีเสียงขู่ฟ่อ ๆ ดังมาให้ได้ยิน นับว่าโชคดีที่ตอนนี้เจ้าของบ้านคนสวยยังมุ่งมั่นทำงานไม่ได้เดินออกมายังโซนห้องครัวที่อยู่หลังบ้าน
“ถ้ายังไม่อยากตาย อย่าริอ่านเข้าใกล้นาง”
“พวกเบี้ยชั้นล่าง แม้แต่เงานางพวกเจ้ายังไม่มีสิทธิ์ได้มอง” เสียงเข้มดังกล้องกังวาน ไม่ว่าใครที่ได้ยินเสียงนี้ต้องรีบรู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร เพียงแค่ชายหนุ่มที่ยืนจ้องมองสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่บนสนามหญ้า ดวงตาแดงฉานนั่นจ้องมองนาคินพร้อมกับขู่ฟ่อ กลิ่นอายความโกรธเคืองและดุกร้าว ฉายชัดเสียจนบริวารรอบข้างเลื้อยหนีหาย สัตว์ตัวใหญ่ขดตัวเลื้อยอยู่กลางสนาหญ้าชูคอขึ้นสูงท่วมพ้นหลังคาบ้านสองชั้น
นาคินหลับตาเพียงครู่ เงาหนึ่งจึงปรากฏประชันหน้ากับสิ่งนั้น เกล็ดบนลำตัวเมื่อต้องแสงจันทร์ประกายสีน้ำเงินน้ำทะเลลึก อีกหนึ่งตัว ไร้ประกายแสงเป็นเพียงเกล็ดสีดำเงาเท่านั้น ดวงตาสีแดงฉานจ้องมองกันไม่ลดละ ท้องฟ้าเริ่มปั่นป่วน สายลมกระโชกแรง ต้นไม้เล็กใหญ่ลู่ลมส่งเสียงดังหวีดหวิวราวกับมีพายุฝนโถมกระหน่ำ
เงาสีดำเคลื่อนผ่านดวงจันทร์เสี้ยวครั้งแล้วครั้งเล่า เงาสีดำใหญ่ตัดผ่านดวงจันทร์จนเกิดแสงวูบวาบ แสงสว่างวูบวาบบนท้องฟ้าบ้างเป็นแสงจากฟ้าแลบ บ้างเป็นแสงจากการฟาดฟันของสัตว์ทั้งสองที่ยังลอยเด่นบนนภายามค่ำคืน
กลับไปบอกนายมึง ถ้ายังอยากปกครองเมือง อย่าสอดมือมายุ่งกับนาง!
