บทที่ 19 นคราชรอรัก 19
นคราชรอรัก 19
หลายสัปดาห์ผ่านไป ในช่วงเวลาเช้ามืดที่ผู้คนหลับใหล หนึ่งหญิงสาว หนึ่งชายหนุ่ม กำลังนั่งรถออกจากบ้านมุ่งตรงไปยังบริษัทเตรียมตัวออกเดินทางไปยังต่างจังหวัด เพื่อค้นหาสถานที่ถ่ายทำละคร บริเวณท้ายรถมีกระเป๋าเดินทางขนาดยี่สิบสองนิ้วสองใบ ส่วนอุปกรณ์ทำงานที่ต้องพกติดตัวอยู่ในกระเป๋าเป้สะพายหลัง ซึ่งอรนลินได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้แล้วอย่างครบครัน
นาคินทำหน้าที่ขับรถไปส่งหญิงสาวด้วยตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็สามารถส่งได้เพียงแค่หน้าบริษัท เนื่องจากต้องอยู่จัดการงานบางอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลากี่วันเขาถึงจะสามารถตามไปที่นั่นได้
“บ้านพักที่จองให้เป็นพูลวิลล่าให้ เช่าไว้สองหลังติด” เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาเปรยขึ้นเตือนคนข้างกายเสียงนุ่มนวล
“เจริญบอกแล้วค่ะ แต่เราน่าจะพักหลังเดียวกันหมด ทีมงานที่จะตามไปทีหลังจะได้พักอีกหลัง” อรนลินรีบแจ้งคนข้างกายที่ค่อนข้างกังวลใจในการเดินทางของเธอและทีมงานชุดแรก ไหนจะอาสาเตรียมที่พักให้เอง เธอไม่เคยเจอนายทุนคนไหนคอยดูแลทีมงานดีอย่างนี้มาก่อนเลย
“นักเขียนทำไมต้องไปพร้อมกับทีมแรก” และนี่เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ชายหนุ่มยกขึ้นมาถามบ่อยครั้ง ทั้งถามคนข้างกาย หรือแม้กระทั่งผู้กำกับไฟแรงอย่างองหวดีก็ถูกตั้งคำถาม และโดนคาดคั้นอย่างไม่ชอบใจ
“เพราะหนูมองภาพและฉากต่าง ๆ ในเรื่องชัดเจนที่สุดไงคะ ที่จริงก็มีสถานที่ในใจแล้วค่ะ เหลือแค่ไปดูที่จริงว่าตรงไหม” และคำตอบที่ได้ก็เป็นประโยคเดิมที่เธอเคยอธิบายให้ฟัง ไม่รู้ภายในใจของนาคินกำลังกังวลสิ่งใด ถึงทำให้เขาไม่สบายใจได้มากขนาดนี้
“สร้อยสวมอยู่ไหม” สร้อยที่อรนลินได้รับเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน จนถึงวันนี้เธอยังสวมใส่ติดตัวตลอดเวลา ดังคำกล่าวที่ผู้มอบให้ได้กำชับไว้ ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน
“สวมค่ะ” ปลายนิ้วเล็กยกขึ้นจับจี้สร้อย ลูบไล้ปลายนิ้วลงบนจี้ไปมาด้วยความอุ่นใจ ไม่ใช่พระ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไร แต่เธอกลับรู้สึกอุ่นใจที่มีสิ่งนี้ติดตัว
“อืม ห้ามถอด ไม่ว่าจะตอนไหนก็ห้ามถอดนะ”
“เข้าใจแล้วค่า โอ๊ะ ทุกคนมาถึงกันหมดแล้วแน่เลย” เมื่อรถคันหรูขับไปจอดต่อท้ายรถตู้วีไอพีแบบเจ็ดที่นั่ง อรนลินรีบกวาดสายตามองรอบด้านเพื่อเช็กเหล่าสมาชิกที่จะเดินทางไปด้วยกันวันนี้
ซึ่งมีทั้งหมดหกคน ประกอบไปด้วย เจริญ น้ำค้าง ธง นวลนาง ชิดตะวัน และอรนลิน เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังทยอยยกกระเป๋าขึ้นไปเก็บท้ายรถ หญิงสาวก็ปลดสายเข็มขัดนิรภัยออกจากตัว แต่จังหวะที่กำลังขยับตัวไปเปิดประตู ฝ่ามืออุ่นของสารถีข้างหนึ่ง จึงยื่นเข้ามาคว้าแขนเธอไว้ก่อนจะรั้งให้เธอหมุนตัวกลับยังเขา
“อะ อะไรคะ” หญิงสาวทวนถามเสียงสั่นตะกุกตะกัก ยามถูกชายหนุ่มสวมกอดไว้แน่น เสียงจังหวะหัวใจเต้นอย่างมั่นคงของนาคิน ทำให้คนที่กำลังตื่นเต้นในการเดินทางใจสงบได้อย่างน่าประหลาด
คนที่ต้องอยู่จัดการงาน ยกมือข้างหนึ่งลูบที่เรือนผมนุ่มลื่นด้วยความเชื่องช้า สูดดมกลิ่นหายหอมหวานที่เจ้าตัวชื่นชอบ แต่สายตากลับเหลือบมองไปยังด้านข้างต้นไม้ใหญ่ข้างรถ มวลหมอกสีดำนั้นฟุ้งกระจายหายไปทันที เมื่อมีสายตาคมเข้มตวัดมอง
“จำสิ่งที่พี่เตือนได้ไหม?” คนตัวเล็กที่ถูกกอดจนจมหน้าอก พยักหน้าหงึกหงักตอบรับ แอบบ่นในใจลึก ๆ ว่าจะไม่ให้เธอจำได้อย่างไร ในเมื่อชายหนุ่มทวนข้อห้ามเช้าเย็นไม่ขาด ทำเหมือนเธอเป็นเด็กน้อยที่กำลังจะไปทัศนศึกษากับเพื่อน ๆ
“จำได้ก็ดี พี่อยู่ห่างให้ระวัง ห้ามอยู่ใกล้น้ำ ห้ามเข้าป่า ห้ามให้สร้อยออกห่างจากตัว แล้วก็โทร.หาพี่ทุกวัน” และทุกข้อห้ามเธอไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่ามันสำคัญอะไรกับการนั่งรถไปหาสถานที่ถ่ายงาน แต่คงจะเป็นข้อดีของอรนลินที่เธอไม่ใช่คนรั้น หรือชอบขัดคำสั่ง เธอมักจะเข้าใจและมองเห็นความห่วงใยที่คนรอบข้างมอบให้ เพราะแบบนั้นจึงไม่มีความคิดที่จะแอบทำข้อห้ามเหล่านั้นสักนิด
“เข้าใจแล้วค่ะ แต่ตอนนี้ต้องไปแล้วค่ะ เจริญมันกอดอกจ้องละ” ชื่อเพื่อนสนิทในกลุ่มถูกยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างให้ตัวเองเป็นอิสระ นาคินกลั้นใจปล่อยคนตัวเล็กออกห่าง เขาไม่อายที่จะลงจากรถช่วยยกกระเป๋าแล้วเดินไปส่งอรนลินจนถึงที่นั่งบนรถ ประตูรถทั้งสองข้างสามารถเปิดออกได้ นั่นจึงทำให้ผู้โดยสารสะดวกสบายในการขึ้นลง แต่เพราะรถคันนี้เป็นรถส่วนตัวของเจ้านาย น้องสาวเจ้านายที่พ่วงตำแหน่งนักเขียนคนเก่งจึงได้รับสิทธิพิเศษให้นั่งบนเบาะเดี่ยวด้านหลังคนขับ เบาะข้าง ๆ เป็นทีมงานที่ชื่อชิดตะวัน เจริญทำหน้าที่สารถีมือแรกสลับกับธง ส่วนน้ำค้างและนวลนางนั่งที่เบาะด้านหลังสุด
“ห้ามเปลี่ยนที่นั่ง แวะที่ไหนก็บอกบ้าง โทร.มา จะรอ” ปากขยับคุยกับอรนลินสายตาจ้องมองคนตัวเล็ก แต่มือที่กุมมือเล็กไว้ไล้ปลายนิ้วลงบนหลังมือเนียนอย่างแผ่วเบา รวมถึงเบาะรถที่นั่งที่ถูกอรนลินจับจอง ประกายแสงสีแดงเคลื่อนตัวโอบล้อมอรนลินและเบาะรถตัวนั้นไว้ก่อนจะจางหายไป แน่นอนว่าสิ่งนั้นไม่มีใครมองเห็น รวมถึงอรนลิน ไม่มีใครรู้ว่าชายหนุ่มหน้าดุคนนี้ได้สร้างเกราะคุ้มภัยให้นักเขียนสาว รวมถึงรถคันนี้ที่จะมีบริวารของเขาคอยคุ้มครองให้เดินทางปลอดภัยจนถึงที่หมาย รวมถึงตลอดการใช้รถ
“เข้าใจแล้วค่ะ พี่กลับได้แล้ว ไปนอนต่อนะ”
“...” นาคินพยักหน้ารับอย่างจำยอม แล้วขยับออกห่างเพื่อให้ทุกคนเดินทางไปทำงาน
