บทที่ 3 นคราชรอรัก 3
นคราชรอรัก 3
20.21 น.
บริเวณห้องนั่งเล่นของบ้านจัดสรรหลังหนึ่ง ที่รอบบ้านถูกตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาลอ่อนและสีครีมขาว ตามสไตล์ที่ผู้เป็นน้องชื่นชอบ ประตูหน้าต่างปิดแน่นสนิทตามด้วยผ้าม่านเนื้อดี อีกชั้นที่ถูกรั้งปิดไว้เพื่อบดบังสายตาของผู้คนรอบด้าน
สองพี่น้องนั่งอยู่บนโซฟาคนละฝั่ง บนโต๊ะกระจก มียาทาบรรเทาอาการฟกช้ำวางอยู่ สายตาคมกริบขององหวดีจ้องมองข้อเท้าของน้องสาวที่ปรากฏรอยย้ำม่วงอย่างชัดเจน ราวกับว่ามีเชือกหรือสายอะไรบางอย่างรัดแน่น ๆ แรง ๆ
ตั้งแต่เล็กจนโต น้องสาวมักเจ็บตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เขากลับสังเกตเห็นว่าน้องสาวเริ่มเจ็บตัวถี่ขึ้นอย่างแปลกประหลาด
“ได้รอยมายังไง?” เมื่อเห็นรอยก็รีบถามน้องสาวด้วยความห่วงใย ดูท่าแล้วคงจะไม่ได้บอกเพื่อนว่าตัวเองบาดเจ็บหนักถึงขนาดมีรอยแผลใหญ่โตขนาดนี้
“ตอนเดินออกจากวัด เหมือนมีอะไรรัดที่ข้อเท้าแล้วกระชากค่ะ หนูล้มจับกบเลยอ่า เจ็บก้นมาก” คนเจ็บยังพูดเล่นได้หวังให้พี่ชายไม่เครียด แต่เมื่อได้ลอบมองคนพี่ เธอจึงทำได้เพียงส่งยิ้มแหย ๆ ส่งให้เท่านั้น คิ้วของพี่ชายเธอแทบจะขมวดติดกันเป็นโบอยู่รอมร่อ
“พอมองตรงพื้นไม่เห็นมีอะไรเลยนะคะ พื้นโล่งมาก ไม่มีแม้กระทั่งใบไม้” คนพบเจอเหตุการณ์แปลกประหลาดมองพี่ชายแววตาติดจะกังวล
“แล้วทำไมมันหนักขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้ล่ะลิน เราควรจะบอกพ่อกับแม่ไหม?”
“พี่ก็รู้ว่าพ่อไม่เชื่อ เผลอ ๆ จับหนูไปส่งโรงพยาบาลบ้าทำไงอะ แต่ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวหนูระวังขึ้น” คนน่ารักรีบกับชับผู้เป็นพี่ชาย เนื่องจากรู้นิสัยของผู้เป็นบิดาของตนอย่างดี อีกหนึ่งความหมายคือเธอไม่อยากติดต่อกับผู้ให้กำเนิดทั้งสองต่างหาก
“ระวังกว่านี้แกคงได้เอาผ้าห่มมาพันตัว แล้วเดินอะลิน”
“คิกคิก หนูนึกภาพออกเลยอะ แต่พี่ไม่ต้องห่วงนะ หนูแข็งแกร่งมาก เอาละไปพักกัน พรุ่งนี้พี่ไปทำงานอีกนะคะ ไปนอน ๆ ” เมื่อพี่ชายเริ่มกังวล เธอจึงไม่รีรอที่จะเปลี่ยนเรื่อง ชายหนุ่มเห็นน้องสาวเลี่ยงที่จะพูดคุย จำต้องยอมปล่อยไปก่อน แม้ความกังวลและความห่วงใยจะมากล้นอยู่เต็มอกก็ตามที
“ไป ๆ พรุ่งนี้สิบโมงไปบริษัทพร้อมพี่”
“จ้าพี่ หนูไปละ” มือเล็กยื่นไปคว้ายาบนโต๊ะกระจก ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง องหวดีเอนหลังพิงโซฟา กรุ่นคิดเรื่องน้องสาวเพียงคนเดียววนเวียนอยู่อย่างนั้น ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจว่าอะไรที่ทำให้น้องสาวเจ้าตัวพบเจอกับการบาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้
เปลือกตาบางหลับลงอย่างแผ่วเบา ปล่อยให้ความคิดที่ฟุ้งซ่านกระจัดกระจายกลับเข้าที่เข้าทาง ระหว่างที่นอนใช้ความคิดอย่างเพลิดเพลิน โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะกระจก ถึงได้ส่งเสียงเรียกเข้ามา จากเบอร์ที่บันทึกไว้ด้วยชื่อที่สื่อถึงความสนิทสนมของทั้งคู่
นาคิน ไอ้ K.
ไม่ว่าใครที่ได้เห็นการบันทึกชื่อนี้ต่างเข้าใจไปในทางเดียวกันนั่นคือ ตัว K อาจจะใส่ผิดจุด บางทีผู้กำกับหนุ่มอาจจะเผลอตัวใส่ด้านหลังแทนที่จะใส่ด้านหน้าเพื่อแสดงแทนคำว่า คุณ
“ว่าไงไอ้เหี้ย” แต่พอได้ยินแบบนี้ ต่างก็มั่นใจแล้วว่าตัวเคนั้นคงจะตั้งใจวางไว้ด้านหลังจริง ๆ ตัวเคคงไม่ได้หมายถึงคุณ
(เออดี กูยังเลือกสายพันธุ์ได้) แต่นอกจากคนปลายสายจะไม่โกรธแล้วยังสนุกกับการลับฝีปาก กับผู้กำกับไฟแรงคนนี้เสียอีก
“หึ แล้วมึงโทร. มาทำไมดึกดื่น กูจะพัก”
(นักเขียนมึง เขียนทันไหม...) คนปลายสายถามอย่างใคร่รู้ ถึงแม้จะเป็นน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง แต่ลึก ๆ ล้วนแต่ตื่นเต้นกับการได้พบเจอนักเขียนสาวที่ทำเขาหวั่นไหวเพียงแค่ได้อ่านบทละครที่เธอบรรจงสร้างสรรค์ขึ้นมา
“น้องบอกเหลืออีกครึ่งหนึ่ง”
(อือ แล้วพรุ่งนี้จะไปไหม?) คนปลายสายถามด้วยความสนใจ แต่คนได้ฟังเริ่มคิ้วขมวดอีกครั้งกับมวลบางอย่างที่รับรู้ได้ผ่านน้ำเสียงของเพื่อนสนิท ที่เรียกได้ว่ารู้ไส้รู้พุงกัน
“อ้าว กูก็ไปสิ ถ้าไม่ไปมึงจะเซ็นสัญญากับใคร”
(ไอ้องอย่ากวนตีน กูหมายถึงนักเขียน) คนด่ากลับชอบใจ มุมปากกระตุกยิ้มมีความสุขเมื่อได้แกล้งเพื่อนให้หงุดหงิดเล่น
“ไป ค่อยเจอกันที่นู่น แค่นี้แหละ กูจะอาบน้ำนอนละ”
(...) ตู้ด ตู้ด ตู้ด
“อ้าว ไอ้เหี้ย คิดจะวางก็วาง” เจ้าของมือถือสบถด่าเพื่อนที่ชอบทำตัวลึกลับ ปากขยับด่า แต่เท้ากลับก้าวขึ้นบันไดไปบนชั้นสอง ความเพลียสะสมของการจัดการงานหลายอย่าง ทำให้ผู้กำกับหนุ่มที่พ่วงตำแหน่งผู้บริหารบริษัทค่ายเอนเตอร์เทนเมนต์ แทบจะล้มตัวนอนโดยที่ไม่อาบน้ำ แต่ก็นั่นแหละ เขาไม่อาบน้ำไม่ได้หรอก มีหวังคันตายชัก
อีกมุมของเมือง บนเพนต์เฮาส์สุดหรูแถบชานเมือง รอบข้างนั้นเงียบสงบไร้เสียงรบกวน ภายในห้องพักกว้างขวางสุดหรู มีเพียงแสงสลัวจากดวงจันทร์ส่องประกายเข้ามา เงาสูงใหญ่ เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าราวกับมนต์สะกด ยิ่งเงาใหญ่นั้นสะท้อนผ่านเฟอร์นิเจอร์สุดหรูชิ้นแล้วชิ้นเล่า ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูต้องมนต์ขลัง
ท่อนขาเรียวยาว ก้าวไปหยุดบริเวณระเบียงห้องพักด้วยท่าทางสง่างาม ผิวกายขาวเมื่อต้องแสงจันทร์ สะท้อนระยิบระยับแพรวพราวเหมือนเพชรต้องแสงไฟ กลิ่นหอมหวานอ่อน ๆ ลอยตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้อง ทุกมุมในห้องพักสุดหรูนี้ ล้วนมีแจกันที่ปักด้วยดอกบัวสีชมพูอ่อนส่งกลิ่นหอมลอยคลุ้ง และเป็นสิ่งเดียวภายในห้องพักที่มีสีสัน...
เบื้องหน้าคือวิวตึกสูงต่ำสลับกันไป บางตึกยังมีแสงไฟส่องสว่าง บางหลังก็มืดสนิทเมื่อไม่มีผู้คนอยู่ในนั้นนอกจากวิวเมืองแล้ว รอบด้านใกล้กับเพนต์เฮาส์ยังมีป่าไม้สวนสาธารณะปลูกโอบล้อมสระน้ำขนาดใหญ่ เพิ่มความชุ่มชื่นสบายตาให้กับเหล่าลูกบ้านที่พักอาศัยอยู่ในโครงการนี้
ปลายนิ้วเรียวคีบบุหรี่ส่งเข้าริมฝีปากหนาเข้ารูป กลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งกระจายออกรอบด้าน เมื่อเจ้าของมือข้างนั้นสูดดมสารนิโคตินเข้าไปจนเต็มปอด
ดวงตาคมเหม่อมองไปเบื้องหน้าแต่ไร้จุดหมาย แต่นัยน์ตาขุ่นมัวประกายความคิดที่ก่อขึ้นมาภายในหัวของเจ้าตัว ยืนนึกคำนวณระยะเวลาบางอย่างอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพัง เพียงไม่นานริมฝีปากหยักได้รูปจึงกระตุกยิ้มมุมปากเพียงบางเบา คล้ายกับต้องใจเรื่องบางอย่างที่กำลังนึกคิด
“นานแล้ว...” เสียงดุแหบห้าวเปรยขึ้นมาแผ่วเบา บุหรี่ที่อยู่ในมือถูกยกเติมสารระบายความเครียดอีกครั้ง
“หึ นานแล้วที่ไม่ได้เจอเจ้า...วันนี้มาถึงแล้ว”
“สองร้อยปีที่ข้าเฝ้ารอ ในที่สุดเจ้าก็มา...”
