บทที่ 30 นคราชรอรัก 30

นคราชรอรัก 30

“เป็นอะไร? คิ้วขมวดแน่นเชียว” ชายหนุ่มตัวสูงเดินออกจากห้องน้ำ ภาพที่เจอคืออรนลินนั่งขมวดคิ้วอยู่บนพื้นข้างเตียงนอน เบื้องหน้ามีข้าวของวางอย่างเป็นระเบียบ รวมถึงกลีบดอกไม้สีขาวที่วางอยู่เคียงข้างแบตเตอรี่สำรองของเธอ

“กลีบดอกบัว อยู่ในกระเป๋าหนูได้ไงอะ?” คนน่ารักทวนถามอย่างไม่เข้าใจ ยื่นมือข้างหนึ่งไปหยิบกลีบบัวปริศนาที่ตกอยู่ในกระเป๋า เพื่อชูให้นาคินได้ดูว่าสิ่งที่เธอสงสัยคือกลีบดอกบัวที่ไม่รู้ที่มาที่ไปจริง ๆ

“หือ?” คนตัวสูงเดินเข้าใกล้ ก่อนจะนั่งลงบนเตียงนอนโดยที่เบื้องหน้าคืออรนลินที่ยังนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด จ้องมองกลีบบัวสีสวยนี้ไม่วางตา

“ไปไหนมาบ้าง?” ชายหนุ่มทวนถาม ถึงแม้ภายนอกจะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่แท้จริงแล้ววินาทีนี้เขาอยากจะคว้ากลีบบัวนี้แล้วโยนทิ้งเสียให้รู้แล้วรู้รอด ช่างน่าขยะแขยง กล้าดียังไงถึงส่งเจ้ากลีบบัวนี้ไว้ในกระเป๋าของอรนลิน

“หลายที่เลยค่ะ แก่งกะเบา ไปไหว้พระธาตุสองที่แล้วก็กลับมานี่แหละ แต่ว่า...” หญิงสาวที่เล่าให้ฟังอย่างไม่คิดปิดบัง ชะงักเสียงไปเล็กน้อยก่อนจะมองหน้านาคิน ค่อย ๆ กระเถิบตัวหมุนกลับไปมองคนที่นั่งห้อยขาอยู่บนเตียงนอน วินาทีที่เธอแหงนหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย จู่ ๆ ก็มีภาพประหลาดปรากฏแทรกเข้ามา เมื่อเธอเห็นว่าอีกฝ่ายสวมชุดสีทองระยิบระยับ ท่อนบนเปลือยเปล่า ชุดนั้นช่างคุ้นตาเพียงแต่เธอนึกไม่ออกว่าเคยเห็นชุดแบบนี้ที่ไหนมาก่อน อรนลินถือกลีบบัวในมือนิ่งค้าง คล้ายต้องมนต์จากดวงตาคู่คม ที่กำลังก้มมองเธอ

ฝ่ามือใหญ่ยื่นเข้าใกล้ ประคองที่แก้มนุ่ม พลางใช้นิ้วโป้งเกลี่ยลงบนแก้มใสไปมาช้า ๆ

“เป็นอะไรไป...” นาคินเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา โดยที่ยังประคองใบหน้าหวานไว้อย่างเบามือ อรนลินสะดุ้งตกใจรีบผละออกห่าง แต่สายตายังต้องมองชายหนุ่มอยู่ดังเดิม หัวใจดวงน้อยเต้นแรงตึกตัก ไอร้อนตีวูบวาบไปทั่วทั้งใบหน้า

“มะ ไม่มีอะไรค่ะ กลีบบัวนี่น่าจะร่วงตอนไหว้ก็ได้ เพราะสามจุดหนูใช้ดอกบัวหมดอะ ไม่รู้ติดมาจากที่ไหน” เธอสรุปเหตุการณ์ทั้งที่ในใจยังไม่ได้รับการไขข้อข้องใจแต่อย่างใด

“อื้อ คิดแบบนั้นก็ได้ คุยกับองหรือยัง?” คนอายุเยอะกว่ายังชวนคุยเมื่อรับรู้ได้ว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่ต้องการเอ่ยถึงกลีบบัวนี้อีก

“อ้อ คุยแล้วค่ะ เปลี่ยนบทนิดหน่อย พรุ่งนี้คงจะทำงานที่นี่ไม่ได้ออกไปดูโลเคชันกับทีมงาน พี่องจะส่งทีมกำกับภาพมาก่อน”

“อือ จะอยู่ด้วย” ชายหนุ่มสรุปและนั่งเงียบ ๆ เฝ้าคนจัดของ อรนลินจัดมุมทำงานเล็ก ๆ ให้ตัวเองโดยการปูที่นอนพกพานุ่ม ๆ และผ้าห่มเนื้อหนา ที่แวะซื้อก่อนกลับเข้าบ้านพัก พร้อมกับหมอนใบใหญ่ ข้าง ๆ เป็นโต๊ะญี่ปุ่น รวมถึงโคมไฟดวงเล็ก เธอเลือกใช้มุมห้องด้านหนึ่งทำเป็นที่ทำงาน เมื่อจัดทุกอย่างเสร็จ แล็บท็อปคู่ใจก็ถูกยกขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ

“พี่...”

“หือ?” ชายหนุ่มตัวสูงที่นั่งห้อยขา และเป็นท่าเดิมตั้งแต่เมื่อสามสิบนาทีก่อนขานรับยามถูกเรียกด้วยสรรพนามที่น่าพึงพอใจ

“พี่จะค้างที่นี่เหรอ? หมายถึงห้องนี้” ดวงตาแป๋วนั่นกำลังจ้องมองคนตัวโตที่นั่งปักหลักไม่ยอมขยับเขยื้อนตัวไปทางไหน เอาแต่นั่งท่านั้นจ้องมองเธอไม่วางตา

“ใช่”

“แต่มันไม่เหมาะนะ” อรนลินเตือนสติคนตัวสูง อีกทั้งยังไม่เข้าใจการกระทำของอีกฝ่ายนัก เพราะนิ่งนับวันพวกเขาสองคนก็ดูสนิทกันมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

“เหมาะแล้วอย่างไร ไม่เหมาะแล้วอย่างไร?” สิ่งที่เตือนไม่ได้รับการตอบรับ แต่เธอกลับได้คำถามกลับมาเสียอย่างนั้น

“งง อย่ามาเจ้าบทเจ้ากลอนกับหนูนะ เมมในหัวหนูมีน้อย ตอนนี้ต่อกลอนด้วยไม่ได้ค่ะ” คนอ๊องจากงานรีบบอกคนหน้ามึน ที่สุดท้ายแล้วก็คงจะค้างที่ห้องนี้กับเธอ

“แล้วเรื่องที่อยากจะเล่าล่ะ พี่รอฟัง” จู่ ๆ นาคินก็เปิดประเด็นที่คุยค้างไว้กับนลินตั้งแต่เช้า จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้รับฟังต่อ ที่ไม่ยอมให้คุยเพราะตัวชายหนุ่มอยากจะมานั่งฟังหญิงสาวเจื้อยแจ้วให้ฟังด้วยตัวเอง ไม่ใช่การพูดคุยผ่านหน้าจอโทรศัพท์นั่น

“...” อรนลินชะงักมือข้างที่จับควบคุมเมาส์ ภายในหัวนั้นว่างเปล่ายามได้ยินคำถามจากนาคิน แม้จะนึกย้อนกลับไปเมื่อเช้า แต่เธอไม่สามารถนึกคิด ถึงเรื่องที่อยากคุยได้เลย ทุกอย่างมันขาวโพลนไปเสียหมดทุกอย่าง ซึ่งเธอจำได้เพียงแค่ได้คุยกับนาคิน แล้วออกไปทำงานพร้อมกับทีมงาน

ใบหน้าหวานซีดเซียวตกใจ หันกลับไปสบตากับชายหนุ่มตัวสูงที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปนั่งบนฟูกนอน ท่อนแขนแข็งแรงที่มีเส้นเลือดปูดนูนยกขึ้นโอบรอบเอวบางรั้งให้เข้ามานั่งบนตักแกร่ง ใบหน้าหล่อโน้มเข้าใกล้เพื่อวางคางลงบนไหล่เล็ก อรนลินก้มหน้าคางแทบชิด หัวใจเธอเต้นรัวแรงด้วยความประหม่า ยิ่งเห็นผิวกายสีแทนของนาคิน เธอยิ่งเขินหน้าร้อนวูบวาบ

ครั้งแรกเลยที่ได้ใกล้ชิดพี่คิน... แต่นั่นยังไม่ใช่กระเด็นที่ทำให้เธอตกใจเสียทีเดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป