บทที่ 32 นคราชรอรัก 32
นคราชรอรัก 32
กลางดึก บริเวณสนามหญ้าข้างบ้านพักสุดหรู ปรากฏร่างสูงกำยำยืนอยู่ตระหง่านกลางสนาม เบื้องหน้าคือนาคตัวใหญ่เท่าห้าคนโอบ เกล็ดตามลำตัวสีขาวขุ่นเมื่อต้องแสงจันทร์ส่องสะท้อนแพรวพราวระยิบระยับน่าหลงใหล มนต์ขลังยามได้จ้องมองคือความรู้สึกเย็นสบายและความสงบภายในใจ นาคตัวนั้นขดตัวเลื้อยวนไปมาหลายรอบ หากมีใครเห็นภาพในนิมิตนี้คงตกใจเป็นลมล้มพับอย่างแน่นอน นาคเฒ่าเลื้อยไปมาเพื่อแสดงความเคารพผู้เป็นใหญ่ในพิภพ ก่อนที่ลำตัวจะค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นชายชราสวมชุดขาว เท้าเปล่าเปลือยค่อย ๆ ก้าวเข้าใกล้ชายหนุ่มที่ยืนนิ่งอยู่กลางสนามหญ้า
“โอ๊ย! กระดูกข้าช่างเปราะบาง เลื้อยตัวทีก็มีเสียงกรอบแกรบ มนุษย์เช่นท่านเป็นเช่นข้าไหม” นาคเฒ่าบ่นงึมงำ ยกมือค้ำที่เอวกด ๆ นวด ๆ บ่งบอกว่าเจ้าตัวปวดเมื่อยตัวดังว่า
“เป็นเพราะเจ้าแก่ แต่ข้าไม่” ชายหนุ่มตอบกลับเสียงเรียบนิ่ง ใบหน้าไร้วี่แววล้อเล่น แต่ตาเฒ่าที่รู้จักเขามานานนับหลายร้อยปีรู้ดีแก่ใจว่านี่แหละคือการหยอกล้อของท่านผู้นี้
“ข้าก็อายุหลักพันปี ส่วนท่านยังหนุ่มยังแน่น”
“คงเป็นเช่นนั้น” คนยังหนุ่มตอบกลับหน้าตาย
“...” นาคเฒ่ามองผู้มีอำนาจเบื้องหน้า พลางส่ายหน้าปลงตกกับคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของเขา กี่ร้อยปีท่านก็ไม่เปลี่ยนสินะ
“เจ้ามาทำไม” ชายหนุ่มตัดสินใจเอ่ยถามเพื่อนำเข้าเรื่องราวที่ทำให้นาคเฒ่าตนนี้มาพบตน นานแล้วที่ไม่ได้พบปะกับนาคเฒ่ากระดูกเปราะบางตนนี้
“ข้าอยากพบนาง”
“ก็ได้พบแล้วมิใช่เหรอ?” ชายหนุ่มทวนถามเสียงเข้ม มวลอากาศเบาสบายแปรเปลี่ยนเป็นอึดอัดเพียงชั่วพริบตา เมื่อเอ่ยถึงบางอย่างที่ทำให้เขาโกรธจนหน้ามืดครึ้ม
“ข้าทำได้เพียงแค่ดู...”
“ดู แต่บริวารเจ้ากราบนาง? ปรากฏต่อหน้านาง คนอื่นเขาตกอกตกใจ”
“พวกมันปรีดาที่ได้พบเจอผู้เป็น...”
“แต่นางไม่มีเสี้ยวความจำเกี่ยวกับพวกท่าน อย่าได้ปรากฏกายให้นางเห็นอีก” ชายหนุ่มสั่งเสียงเข้ม จ้องมองนาคเฒ่าเพื่อตักเตือน
“ได้ ข้าจะกำชับพวกมัน แล้วท่านจะกลับไปพร้อมข้าไหม?”
“ไม่ เจ้ากลับไปได้แล้ว” น้ำเสียงไร้แววล้อเล่น ทำให้นาคเฒ่าและบริวารของตนจำต้องโค้งตัวลาผู้เป็นใหญ่ ถึงแม้จะอยากเฝ้ารอเจอนางผู้นั้น แต่พวกเขามิอาจฝืนคำสั่งนั้นได้
ท่าน...แม้จะมีอำนาจมากมาย มีแก้วแหวนเงินทอง แต่หากไร้คู่บารมี ท่านก็ไม่สนใจ ละทิ้งเมืองเพื่อตามเฝ้าหวงแหนผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ
“อือ ทำอะไรคะ?” เสียงหวานครางในลำคออย่างขัดใจเมื่อโดนก่อกวนจากเพื่อนร่วมห้องตัวโต และยังเป็นคนที่ถือวิสาสะขึ้นมานอนบนฟูกของเธอ เตียงนอนหลังใหญ่ไร้เงาผู้เข้าพักเมื่อบัดนี้พวกเขาทั้งสองกำลังกอดก่ายกันอยู่บนฟูกนอนขนาดสามฟุตครึ่งมุมห้อง
“เพิ่งปิดไฟ นอนพักเถอะ” นาคินกระซิบตอบเสียงเบา คนเหนื่อยจากการตะลอนทัวร์ค่อย ๆ พลิกตัวเข้าหา แผ่นอกอุ่น ขยับใบหน้าหาไออุ่นจากนั้นถึงได้นิ่งไป เจ้าของเรือนร่างกำยำนั้นนอกจากไม่ผลักออกห่าง มิหนำซ้ำยังเต็มใจโอบกอดเธอไว้อีกด้วย
“พี่นอนได้ไหม?” คนที่ยังหลับตาไม่ลืมถามไถ่ชายหนุ่มข้างกายที่ทำหน้าที่หมอนข้างอุ่น ๆ ให้เธอ หลงลืมคำว่าเหมาะผมที่เคยยกขึ้นมาแย้งนาคินเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
“นอนได้ นอนได้แล้ว” นาคินเตือนคนดื้อดึง ไม่ยอมนอนพักหลังจากงัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะเขาขยับตัว แต่ใช้เวลาไม่นาน นาคินก็สามารถขับกล่อมให้เธอหลับใหลได้อีกครั้ง ด้วยอ้อมกอดอุ่น ๆ ของเขา
กลิ่นหอมแผ่วเบา บัดนี้ลอยคลุ้งห้องนอนใหญ่ของบ้าน กลิ่นหอมหวานคล้ายกลีบบัว ช่างเป็นกลิ่นที่ชายหนุ่มแสนคุ้นเคย
ไม่ต้องดอมดมกลิ่นหอมหวานดอกบัวจากดอกไม้ เมื่อบัดนี้ตัวเขาสามารถสูดดมกลิ่นหอมหวานนี้จากเรือนร่างของเธอได้อย่างไร้ข้อแม้
“กลิ่นนี้เป็นของข้า เจ้าเองก็เป็นของข้า...”
