บทที่ 1 1. พระราชโองการบทนำ
เสียงฆ้องมงคลดังสามครา ก้องกังวานไปทั่วจวนมหาเสนาบดี เหล่าข้าทาสในเรือนใหญ่ต่างรีบคุกเข่าก้มหน้าอย่างพร้อมเพรียง เมื่อตัวแทนจากวังหลวงก้าวเข้าสู่ลานหน้าตำหนัก
ขันทีอาวุโสจากตำหนักไทเฮา “อี้กงกง” ในชุดแพรไหมสีทองเดินนำขบวน ในมือถือม้วนประกาศสีทอง ประดับตราพระราชลัญจกรงดงาม เสียงของเขาดังก้องกังวาน
“เมื่อฮ่องเต้น้อยเสด็จขึ้นครองราชย์ มีพระราชโองการจากไทเฮา โปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้ง ‘ลู่เวยเหยา’ บุตรีแห่งมหาเสนาบดีฝ่ายขวา ขึ้นดำรงตำแหน่งฮองเฮาแห่งแผ่นดิน และจะทรงประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสอย่างเป็นทางการ เมื่อฮ่องเต้ทรงมีพระชนมายุครบยี่สิบพรรษา …จบราชโองการ!”
สิ้นเสียงขันที ทุกคนต่างคุกเข่าก้มกราบโดยพร้อมเพรียง เสียงลมหายใจเงียบงันไปชั่วขณะ มีเพียงหัวใจของมหาเสนาบดีลู่เหวินอู่เท่านั้นที่เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ
“กระหม่อม ลู่เหวินอู่ ขอรับพระราชโองการ!”
เสียงทุ้มหนักของเขาดังกังวาน ลู่เหวินอู่ยกมือขึ้นสูงเหนือศีรษะอย่างนอบน้อม
ขันทีอี้กงกงก้าวเข้ามา ส่งม้วนประกาศทองให้อย่างสำรวม มือทั้งสองของมหาเสนาบดีสั่นเพียงเล็กน้อยเมื่อรับไว้ เพราะม้วนประกาศนี้เป็นเกียรติยศที่ใครต่อใครต่างหมายปอง
อี้กงกงยกยิ้มบาง “ยินดีกับท่านมหาเสนาบดีลู่ด้วยนะขอรับ… บุตรีของท่านจะได้เป็นฮองเฮาแห่งแผ่นดิน”
“ขอบใจท่านอี้กงกงมาก” ลู่เหวินอู่ตอบด้วยรอยยิ้มสงบสมฐานะ
เมื่อขบวนขันทีและผู้ถือราชโองการเตรียมกลับออกจากจวน มหาเสนาบดีลู่ก็ไม่ลืมส่งถาดของรางวัล ผ้าแพร น้ำชาหอม และทองคำแท่งเล็กตามธรรมเนียม
อี้กงกงรับไว้ด้วยท่าทางพอใจ ก่อนโค้งศีรษะเบา ๆ
“ท่านมหาเสนาบดี สมกับชื่อเสียงว่าเป็นผู้รู้กาลเทศะยิ่งนัก”
ขบวนขันทีค่อย ๆ เคลื่อนออกจากจวน ทิ้งไว้เพียงลานกว้างที่เงียบสงัด
สายลมพัดผ้าแพรบนศีรษะลู่เวยเหยาที่คุกเข่าอยู่เบื้องหลังผู้เป็นพ่อให้พลิ้วไหว เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองพระราชโองการในมือบิดา ดวงตาคู่นั้นสั่นระริก นางไม่รู้เลยว่า คำว่า “ฮองเฮาแห่งแผ่นดิน” ที่ได้ยินในวันนี้ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของชะตาที่พลิกผันไปชั่วชีวิต
สิบปีผ่านไปราวสายลมพัดเปลี่ยนฤดูกาล วันเวลาที่เคยเชื่องช้ากลับล่วงเลยไปอย่างเงียบงัน จากเด็กสาวผู้เคยคุกเข่ารับราชโองการในลานจวน วันนี้ “ลู่เวยเหยา” ในวัยยี่สิบเอ็ดปี ได้สวมชุดเจ้าสาวสีแดงเข้ม ปักลายฟีนิกซ์ด้วยไหมทองระยิบระยับ
เสียงประโคมกลองมังกรดังกังวานไปทั่วเมือง ถนนทุกสาย ปูด้วยพรมแดงทอดยาวสู่ประตูวังหลวง ขบวนขันทีถือธงแพรโบกสะบัด พลธงข้างทางเปล่งเสียงถวายพระพรไม่ขาดสาย
ภายในเกี้ยวทองคำปิดม่านกำมะหยี่สีชาด ลู่เวยเหยานั่งนิ่ง ดวงตาคู่สวยทอดมองผ่านผ้าม่านโปร่ง เห็นเพียงเงาแผ่วของวังหลวงที่ค่อย ๆ ขยับใกล้เข้ามา หัวใจเต้นระรัวทั้งจากความตื่นเต้น… และความไม่แน่ใจในชะตาที่รออยู่
“ถึงเวลาแล้วเจ้าค่ะคุณหนู อีกไม่นานท่านก็จะได้เป็นฮองเฮาแล้ว” เสียงของบ่าวรับใช้คนสนิท เสี่ยวจู๋ เอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล แฝงด้วยความตื่นเต้น และดีใจ
ลู่เวยเหยาเพียงแย้มยิ้มบาง ๆ ริมฝีปากแตะรอยยิ้มสงบสมกับชาติตระกูล ก่อนจะหันไปยังชายหนุ่มที่เดินอยู่ข้าง ๆ เกี้ยว …อู่เจี๋ย องครักษ์หนุ่มที่บิดานางเก็บมาเลี้ยงดู และมอบหมายให้คอยปกป้องนางมาตั้งแต่วัยเยาว์
“น่าเสียดายนัก… เจ้าคงไม่อาจตามข้าเข้าไปในวังได้” เสียงนางแผ่วเบาราวสายลม แต่เต็มไปด้วยความอาลัย
อู่เจี๋ยค้อมศีรษะ มือกำแน่นอย่างอดทนอดกลั้น
“นายท่านเมตตาจะช่วยให้ข้าเข้าสอบเป็นองครักษ์ในวังหลวง ข้าย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือ… ข้าจะต้องได้พบท่านอีกเป็นแน่”
ลู่เวยเหยาได้ยินดังนั้นก็คลี่ยิ้มกว้าง ดวงตาคู่งามสุกใสคล้ายประกายดาว
“เช่นนั้นก็ดียิ่ง ข้าจะรอเจ้าอยู่ในวังหลวงแห่งนั้น”
อู่เจี๋ยยิ้มตอบ แต่ในแววตานั้นกลับสั่นไหว เศร้าเจือด้วยความผูกพันที่ยากจะกล่าวคำลา
ท่ามกลางสายตานับร้อยที่จับจ้องด้วยความชื่นชม ลู่เวยเหยาก้าวเข้าสู่พิธีอภิเษกอันยิ่งใหญ่ เสียงฆ้องกลองดังกึกก้องสะท้อนทั่ววังหลวง กลีบดอกเหมยสีขาวโปรยปรายกลางอากาศราวหิมะตกในฤดูหนาว งดงามจนแทบหยุดลมหายใจ
และในวันนั้นเอง… นางได้ขึ้นเป็น ฮองเฮาแห่งแผ่นดิน อย่างสมพระเกียรติ
แต่เบื้องหลังรอยยิ้มที่งามสง่า โลกของนางหาได้สดใสอย่างที่ผู้คนเห็นไม่ เพราะบิดา “ลู่เหวินอู่” มหาเสนาบดีผู้กุมอำนาจครึ่งค่อนราชสำนัก ชื่อเสียงและอิทธิพลของเขายิ่งใหญ่จนผู้ใดก็ไม่กล้าทัดทาน
และนั่นเอง… คือเงามืดที่ปกคลุมชะตาชีวิตของลู่เวยเหยา
ฮ่องเต้หลี่เซี่ยหยาง พระสวามีของนาง ไม่ได้ทรงโปรดปราน ไม่แม้แต่จะเหลียวแล ทรงมองนางเป็นเพียง “หุ่นเชิดของเสนาบดีลู่” ผู้ถืออำนาจเหนือราชสำนัก ถึงขั้นปฏิเสธจะร่วมหอในคืนอภิเษกอันศักดิ์สิทธิ์นั้น
คืนที่ควรอบอวลด้วยกลิ่นบุปผา… กลับเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหอบผ่านม่านแพรสีชาด…
“เฮือก!!”
เสียงสูดหายใจดังลั่นกลางความมืด ฮ่องเต้หลี่เซี่ยหยางสะดุ้งตื่น ดวงตาเบิกโพลงราวคนเพิ่งฟื้นจากความตาย เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลอาบขมับ ใบหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยความสับสน
“นี่มันอะไรกัน… ข้า… ข้าตายไปแล้วมิใช่หรือ?” พระองค์พึมพำ น้ำเสียงสั่นพร่า
“ฝ่าบาท! พระองค์ทรงเป็นอะไรไปเพคะ?”
เสียงหวานของ เยว่ซินกุ้ยเฟย ดังขึ้น นางสะดุ้งตื่นจากการหลับใหล ใบหน้างามในชุดนอนสีขาวบางซีดเผือดด้วยความตกใจ นางรีบเอื้อมมือมาจับพระหัตถ์ของฮ่องเต้อย่างร้อนรน “ทรงพระทัยเย็นก่อนเพคะ…”
ฮ่องเต้หันขวับไปมองเยว่ซินกุ้ยเฟย ดวงตายังเต็มไปด้วยความหวาดผวา
“ฮองเฮา… ฮองเฮานางสังหารข้าแล้วมิใช่หรือ?”
พระองค์เอ่ยถามเสียงสั่น แม้ปลายเสียงยังเต็มไปด้วยความกลัวที่ยังไม่จางหาย
เยว่ซินกุ้ยเฟยถึงกับหลุดหัวเราะเบา ๆ ออกมา นางยกมือป้องปากคล้ายไม่อยากให้อาการนั้นดูไม่เหมาะสม
“ที่แท้พระองค์เพียงแค่ฝันไปเพคะ คืนนี้พระองค์เสด็จมาหาหม่อมฉัน ทั้งที่เป็นคืนอภิเษกกับฮองเฮา ไม่คิดเลยว่าจะทรงเก็บเรื่องนี้ไปฝันได้ถึงเพียงนี้” น้ำเสียงนางเจือความล้อเลียนบางเบา
แต่ฮ่องเต้ไม่ขยับ ไม่ตอบสนองรอยยิ้มนั้นเลยแม้แต่น้อย พระพักตร์ของพระองค์ยังคงซีดเผือด เหมือนยังติดค้างอยู่ในภาพความตายของตัวเอง
“ฝัน… หรือ?” พระองค์พึมพำเบา ๆ ประหนึ่งคนไม่แน่ใจ แม้แต่ลมหายใจก็ยังสั่น
ความฝันนั้นสมจริงจนแทบสัมผัสได้
เลือด
ความเจ็บปวด
ความหนาวเย็นของวินาทีสุดท้าย
ความอาฆาตในแววตาของนาง…
ไม่มีสิ่งใดที่ควรจะเป็นเพียงฝัน…
กระทั่งพระองค์พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“เมื่อครู่เจ้า… เจ้าบอกว่าอะไรนะ? คืนนี้คือคืนอภิเษกสมรสของข้ากับฮองเฮาหรือ?”
