บทที่ 10 10. ต้องพอพระทัยในตัวนางเป็นอย่างยิ่งแน่

เยว่ซินกุ้ยเฟยอาบน้ำผลัดผ้าเรียบร้อยแล้ว ผิวกายนวลเนียนอบอวลไปด้วยกลิ่นดอกไม้หอมอ่อน ๆ ที่ลอยคลุ้งทั่วตำหนัก นางบรรจงแต่งกายและจัดเรือนผมอย่างประณีต ก่อนจะนั่งรอด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้าเปื้อนยิ้มอ่อนหวานเต็มไปด้วยความมั่นใจ

…คืนนี้นางแน่ใจว่าฮ่องเต้ต้องเสด็จมาหาตนอย่างแน่นอน และจะต้องพอพระทัยในตัวนางเป็นอย่างยิ่งแน่

ยามโหย่ว เป่ากงกงรับพระบัญชาให้ไปแจ้งแก่ลู่เวยเหยาฮองเฮาว่า อีกครึ่งชั่วยาม ฮ่องเต้จะเสด็จมาประทับที่ตำหนักของพระนาง พร้อมสุราชั้นเลิศและอาหารรสวิเศษที่เพิ่งทรงได้รับมา เพื่อร่วมเสวยและดื่มฉลอง ประหนึ่งเป็นการเฉลิมฉลองมงคลสมรสอีกรอบหนึ่ง ชดเชยที่ก่อนหน้านี้พระองค์ทรงเข้าห้องหอล่าช้า

ข่าวนี้ทำให้ลู่เวยเหยาฮองเฮาถึงกับนิ่งงันไปชั่วครู่ พระทัยของพระนางเต็มไปด้วยความงุนงงและไม่เข้าใจ … เหตุใดฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนไปจากเดิมเช่นนี้?

จะว่าเพราะคืนเข้าหอทำให้พระองค์ติดใจ นางก็ว่าไม่น่าจะใช่แน่ พระองค์ไม่ได้แสดงอาการโปรดปรานนางถึงเพียงนั้นเลย

แล้วเหตุใดพระองค์จึงทรงผันพระทัยได้มากเพียงนี้ เพียงชั่วข้ามวัน? หรือว่าแท้จริงแล้ว… ฮ่องเต้ก็เป็นบุรุษที่ดีงามตามธรรมเนียมโบราณ ผู้ยึดถือขนบธรรมเนียม ให้เกียรติภรรยาเอก ไม่เหลิงลำเอียงต่อเหล่าอนุ ความคิดเหล่านี้พากันผุดขึ้นในพระทัยของนาง

“ฮ่องเต้จะเสด็จมา… เรื่องนี้ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก” เสี่ยวจู๋เอ่ยขึ้นพลางขมวดคิ้ว มุมปากเหมือนจะไม่พอใจ แต่สายตากลับแฝงความหวาดระแวงอยู่ลึก ๆ

ลู่เวยเหยาฮองเฮาก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเห็นด้วย

“ข้าเองก็ว่าประหลาด โดยเฉพาะที่บอกว่าจะมาร่วมเสวยและดื่มฉลอง… ประหนึ่งเฉลิมฉลองมงคลสมรสอีกรอบหนึ่ง เพื่อชดเชยให้ข้า” นางหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ แม้จะยังงุนงงอยู่ แต่ความรู้สึกดีใจเล็ก ๆ ก็เล็ดลอดออกมาจนห้ามไม่ได้

เสี่ยวจู๋จับสังเกตได้ทันที

“เพคะฮองเฮา… ว่าแต่พระองค์ทรงยิ้มทำไมเพคะ”

ลู่เวยเหยารีบปั้นสีหน้ากลับเป็นเรียบเฉย แล้วส่ายหน้าอย่างทำไม่รู้ไม่ชี้

เสี่ยวจู๋เห็นเช่นนั้นก็คลี่ยิ้มตาม ก่อนทั้งสองจะหัวเราะออกมาเบา ๆ ราวกับแบ่งปันความลับบางอย่างร่วมกัน

แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้ไม่นาน เสี่ยวจู๋ก็เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นจริงจัง

“หม่อมฉันเกรงว่า… อย่างไรพระองค์ก็ต้องทรงระวังไว้บ้างนะเพคะ”

ลู่เวยเหยาพยักหน้าช้า ๆ นางรู้ว่าเสี่ยวจู๋พูดเพราะหวังดีกับนาง ไม่มีความคิดอื่น

“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้านักหรอก ข้ารู้ดีว่าก่อนหน้านี้ฮ่องเต้ทรงเกลียดชังข้าเพียงใด การที่อยู่ ๆ มาทำดีกับข้าเช่นนี้ แม้จะแปลกประหลาด… แต่ถึงอย่างไรพระองค์ก็คงไม่คิดทำร้ายข้าเป็นแน่”

เสี่ยวจู๋ส่ายหน้าเบา ๆ

“อะไรก็ไม่แน่นอนเพคะฮองเฮา หม่อมฉันคิดว่า หากมีโอกาส… ก็ลองถือโอกาสมอมเหล้าฮ่องเต้ดีหรือไม่เพคะ”

นางโน้มตัวเข้ามาใกล้แล้วกระซิบต่อ “หลังจากพระองค์เมาแล้ว ก็ทรงสอบถามได้เต็มที่ ว่าเหตุใดจึงทำดีกับท่านถึงเพียงนี้ หากในใจมีแผนร้าย ก็ย่อมปิดไม่มิดเป็นแน่เพคะ”

ลู่เวยเหยาฮองเฮาฟังแล้วนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมุมปากขึ้นช้า ๆ อย่างนึกสนุก

“เป็นความคิดที่ดี… ดีมากเลยทีเดียว”

เสี่ยวจู๋ยิ้มกว้างทันทีที่ได้รับคำชม ราวกับได้รับรางวัลชิ้นใหญ่จากผู้เป็นนาย

ทางด้านเป่ากงกง หลังจากไปแจ้งข่าวแก่ฮองเฮาเรื่องที่ฮ่องเต้จะเสด็จแล้ว เขาก็รีบไปแจ้งข่าวต่อให้เยว่ซินกุ้ยเฟยเช่นกัน

ในชาติก่อน… เป่ากงกงค่อนข้างสนิทสนมกับกุ้ยเฟยผู้นี้ เพราะฮ่องเต้ทรงทำท่าอ่อนโยน โปรดปราน และแสดงออกว่ารักถนอมเยว่ซินกุ้ยเฟยผู้นี้ เพื่อใช้ตระกูลของนางคานอำนาจกับตระกูลลู่ และเพื่อให้ฮองเฮาเจ็บช้ำน้ำใจ จนอยู่ในวังอย่างไม่มีความสุข การที่ฮ่องเต้ฝืนแสร้งให้ความสำคัญกับกุ้ยเฟยในชาติที่แล้ว ทำให้เป่ากงกงพลอยต้องตามน้ำไปด้วย และนั่นทำให้ชาติที่แล้ว เขากลายเป็นคนใกล้ชิดเยว่ซินกุ้ยเฟยไปโดยปริยาย

แต่ตอนนี้… หลังได้ย้อนเวลากลับมา ฮ่องเต้ และเป่ากงกงรู้แล้วว่าวิธีนั้น “ไม่ได้ผล” ไม่เพียงคานอำนาจตระกูลลู่ไม่สำเร็จ ยังพาให้ทั้งคู่ต้องเผชิญภัยใหญ่หลวงในภายหลัง

ด้วยเหตุนี้ ในภพชาติใหม่นี้ เขาจึงเลือกวางตัวให้สงบนิ่ง และเป็นกลางที่สุด ข่าวใดที่ต้องแจ้งก็แจ้งให้ครบถ้วน แล้วค้อมกายถอยกลับทันที ไม่แม้แต่จะคิดอยู่สนทนาเอาใจเยว่ซินกุ้ยเฟยเหมือนในชาติก่อน

หลังแจ้งข่าวเสร็จ เป่ากงกงก็รีบหมุนตัวกลับ ไม่มองซ้ายมองขวา ไม่ทิ้งคำหวานสักคำ

ทันทีที่เป่ากงกงจากไป เยว่ซินกุ้ยเฟยก็เดือดดาลจนแทบระเบิดอารมณ์ นางสะบัดแขน ปัดข้าวของใกล้มือจนร่วงกระแทกพื้นดังลั่น ราวกับจะพังตำหนักให้แหลกคามือด้วยความโกรธเกรี้ยวที่คุมไม่อยู่

เหตุใดกัน! ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าชิงชังฮองเฮาผู้นั้นจนแทบไม่อยากมองหน้า และโปรดปรานข้ายิ่งกว่าสตรีใดในวังหลวง

แต่ตั้งแต่คืนที่พระองค์ตื่นจากฝัน แล้ววิ่งไปหาฮองเฮาในคืนนั้น… ทุกอย่างก็กลับตาลปัตรไปหมด ไม่ใช่เพียงเล็กน้อย แต่เปลี่ยนไปจนเหมือนเป็นคนละคน

ความคิดนี้ยิ่งหมุนวน นางยิ่งรู้สึกเหมือนถูกความหวาดกลัวและความโกรธกัดกินจากภายใน เยว่ซินกุ้ยเฟยก็กรีดร้องออกมาดังลั่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและขุ่นแค้น ก่อนน้ำตาจะพรั่งพรูลงอาบแก้มอย่างไม่อาจห้ามได้

นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเนื้อ ทั้งความน้อยใจ… ทั้งความเสียหน้า… ทั้งความริษยา ถาโถมเข้ามาในคราวเดียวกันจนแทบขาดสติ

คืนนี้ นางไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่นางรู้แน่ชัดคือ… นาง จะไม่มีวันยอมแพ้ให้ฮองเฮาผู้นั้นเด็ดขาด!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป