บทที่ 11 11. นางไม่ต่อว่าอะไรข้าใช่หรือไม่

เมื่อเป่ากงกงกลับมาถึงพระตำหนักของฮ่องเต้ ก็รีบคุกเข่ารายงานสิ่งที่ตนได้ไปแจ้งต่อฮองเฮาและเยว่ซินกุ้ยเฟยโดยละเอียด

หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ทรงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามอย่างมีแววกังวล

“แล้วกุ้ยเฟย… นางไม่ต่อว่าอะไรข้าใช่หรือไม่”

เป่ากงกงกลืนน้ำลายเบา ๆ แล้วตอบตามความจริง

“ขณะกระหม่อมเดินกลับ… ได้ยินเสียงกรีดร้องด้วยความไม่พอใจอยู่บ้างพ่ะย่ะค่ะ”

หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ยกพระหัตถ์นวดหว่างพระขนงเบา ๆ พลางถอนพระทัยยาว ในความคิดของพระองค์ ในชาติก่อน เยว่ซินกุ้ยเฟยไม่ใช่สตรีเช่นนี้ นางเรียบร้อย อ่อนหวาน อ่อนโยนดั่งดอกไม้อ่อนแสง ไม่เคยแสดงความโกรธเคืองเช่นครั้งนี้เลย

หรือว่าชาตินี้… เราทำผิดต่อนางก่อนกันแน่?

พระองค์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตรัสเบา ๆ ราวกับบอกกับตัวเอง

“แต่ไม่ว่าจะอย่างไร… ชาตินี้ข้าจะไม่ทำผิดต่อฮองเฮาอีกแล้ว ส่วนเรื่องกุ้ยเฟย… ค่อยพูดคุยเอาใจนางหลังจากที่ข้าทราบความจริงจากฮองเฮาเถิด”

เป่ากงกงก้มศีรษะฟังอย่างนอบน้อม ไม่กล้าออกความคิดเห็น แต่ในใจเขาเข้าใจดี ฮ่องเต้เป็นผู้ไร้อำนาจในวังนี้มาโดยตลอด หากต้องการยืนหยัดอย่างมั่นคง ก็จำเป็นต้องอาศัยอำนาจของตระกูลเยว่เพื่อต้านตระกูลลู่ ซึ่งอยู่ข้างไทเฮามาตั้งแต่ต้น และครอบครองอำนาจมหาศาลจนเหนือกว่าใครทั้งสิ้นในวังหลวงแห่งนี้

ด้วยเหตุนี้เอง… แม้ฮ่องเต้จะไม่ได้โปรดปรานนางจริง ๆ ก็จำต้องวางพระองค์ให้ดูเหมือนโปรดปรานเยว่ซินกุ้ยเฟยอยู่ดี

ครึ่งชั่วยามต่อมา หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ก็เสด็จมาถึงตำหนักของลู่เวยเหยาฮองเฮา

ทันทีที่ได้ยินเสียงประกาศจากเป่ากงกงว่า

“ฮ่องเต้เสด็จ!”

ลู่เวยเหยาฮองเฮาก็รีบก้าวออกมาต้อนรับ นางโค้งกายลงคารวะอย่างงดงามตามธรรมเนียม

หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้เห็นดังนั้นก็เร่งพระบาทเข้ามาประคองนางทันที

“เราบอกเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ ว่าไม่ต้องคารวะเราเช่นนี้”

สุรเสียงแม้จะอ่อนโยน แต่ลึกลงในพระทัยกลับสั่นไหว เพียงเห็นนางนอบน้อมเพียงเล็กน้อย… ใจพระองค์ก็หวิวขึ้นมาทันที

ความหวาดหวั่นที่ฝังอยู่ในใจจากชาติก่อนยังคงตามหลอกหลอน จนแม้แต่ท่าทีนอบน้อมของฮองเฮา… ก็ทำให้พระองค์ปั่นป่วนไม่ใช่น้อย

“หม่อมฉันจะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเพคะ” ลู่เวยเหยาตอบด้วยท่าทีเรียบร้อยตามธรรมเนียม

หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้หลุดคำพูดออกมาราวกับบ่นกับตัวเอง

“ขนาดฆ่าเรา เจ้าก็ทำมาแล้ว ยังมีสิ่งใดอีก ที่เจ้าทำไม่ได้…” น้ำเสียงเบาจนเหมือนเป็นเพียงความคิดที่เผลอเล็ดลอดออกมาโดยไม่ได้ตรึกตรอง

ลู่เวยเหยาเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย

“ฝ่าบาทว่าอย่างไรนะเพคะ หม่อมฉันได้ยินไม่ถนัด”

พระองค์สะดุ้งเล็กน้อย รีบคลี่ยิ้มฝืด ๆ แล้วส่ายพระพักตร์

“เราเพียงบ่นพึมพำไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้ตำหนิเจ้าแม้แต่น้อย”

ลู่เวยเหยาเพียงยิ้มบาง ๆ พลางพยักหน้ารับ ทว่าเมื่อหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นรอยยิ้มเล็ก ๆ บนนั้น พระทัยพลันสะท้านวูบหนึ่ง

ยามนางยิ้ม… เหตุใดจึงงดงามเช่นนี้กัน?

นางเอ่ยเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงละมุน “เชิญประทับนั่งก่อนเพคะ”

ริมฝีปากกระจับของนางขยับไปตามคำพูด เสียงไพเราะและอ่อนโยนจนพระองค์เผลอมองอยู่นานเกินควร ทุกอิริยาบถของนางล้วนงดงามจนชวนให้ลืมเงื่อนไขทุกอย่างในวัง

จนกระทั่ง…

“ฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮาเชิญพระองค์ประทับนั่งพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของเป่ากงกงดังขึ้นจากด้านหลัง

หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้กะพริบพระเนตรหนึ่งครั้งราวกับเพิ่งได้สติ

เมื่อครู่… ข้าเหม่อมองนาง? ชมนางว่างดงามหรือ?

พระองค์สูดลมหายใจลึก คล้ายจะตั้งสติให้มั่น

บ้าเอ๊ย… นี่เรากำลังโดนมนต์เสน่ห์นางจิ้งจอกหลอกลวงอยู่หรือไร?!

พระองค์ส่ายศีรษะเบา ๆ พยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป ก่อนก้าวไปประทับนั่งบนแท่นที่ฮองเฮาจัดไว้ให้

เมื่อหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ประทับนั่งเรียบร้อย ลู่เวยเหยาฮองเฮาก็เหลือบมองเสี่ยวจู๋เป็นสัญญาณให้นางไปเตรียมอาหาร เสี่ยวจู๋พยักหน้ารับ ก่อนย่อตัวถวายคำนับแล้วเดินออกไปอย่างว่องไว

ไม่นาน อาหารหน้าตาน่ากินหลายชนิดก็ถูกนำมาวางตรงหน้าอย่างประณีต ตามด้วยเป่ากงกงที่เข้ามาจัดวางอาหารจากดินแดนอันไกลโพ้นเพิ่มลงบนโต๊ะอีกหลายรายการ

ทั้งลู่เวยเหยาและเสี่ยวจู๋ต่างดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อาจปิดบังความตกใจได้เมื่อเห็นอาหารหน้าตาแปลกประหลาดจากฮ่องเต้ที่วางอยู่ตรงหน้า

“นี่… ผลไม้อะไรกันเพคะ” ลู่เวยเหยาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นตะลึง พลางชี้ไปยังผลไม้ที่ยังคงมีน้ำแข็งเกาะอยู่ และมีไอเย็นสีขาวลอยขึ้นมาจากมัน

หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้คลี่ยิ้มอ่อน ๆ

“ผลน้ำค้างเหมันต์”

เพียงคำตอบนั้นก็ทำให้เสี่ยวจู๋ถึงกับยกมือปิดปาก ส่วนลู่เวยเหยาก็นิ่งอึ้งไปทันที ผลไม้ชนิดนี้ไม่เพียงหายาก แต่แทบจะเป็นของวิเศษที่ไม่มีโอกาสได้เห็นแม้ในงานมงคลใหญ่ของราชสำนัก

ในใจของฮ่องเต้หวังเพียงเล็ก ๆ ว่า อย่างน้อยสิ่งนี้จะทำให้นางประทับใจอย่างยิ่งยวด เพราะในชาติก่อน แม้พระองค์จะทรงแสดงออกว่าโปรดปรานเยว่ซินกุ้ยเฟยมากเพียงใด แต่ก็ไม่เคยแบ่งปันอาหารล้ำค่าเช่นนี้ให้นางได้ลิ้มลองเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ผลน้ำค้างเหมันต์ ผลไม้ที่ออกผลเพียงปีละครั้งบนภูเขาหิมะ ยามรุ่งสางจะมีหยดน้ำค้างแห่งเหมันต์ เกาะพราวทั่วผิวผล หากไม่เก็บก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น เพียงแสงแรกแตะต้อง น้ำค้างจะเหือดหาย และผลไม้จะสูญสิ้นคุณค่าทันที ราชสำนักเรียกมันว่า “ผลไม้แห่งสวรรค์”

โดยธรรมเนียมแล้ว มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่มีสิทธิ์ลิ้มรสมัน

ดังนั้น การที่พระองค์ทรงนำมันมาเสวยร่วมกับฮองเฮาในค่ำคืนนี้ ทำให้บ่าวไพร่ทุกคน รวมถึงตัวลู่เวยเหยาเอง รู้สึกตะลึงจนแทบลืมหายใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป