บทที่ 12 “นี่… ผลไม้อะไรกันเพคะ”
เมื่อหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ประทับนั่งเรียบร้อย ลู่เวยเหยาฮองเฮาก็เหลือบมองเสี่ยวจู๋เป็นสัญญาณให้นางไปเตรียมอาหาร เสี่ยวจู๋พยักหน้ารับ ก่อนย่อตัวถวายคำนับแล้วเดินออกไปอย่างว่องไว
ไม่นาน อาหารหน้าตาน่ากินหลายชนิดก็ถูกนำมาวางตรงหน้าอย่างประณีต ตามด้วยเป่ากงกงที่เข้ามาจัดวางอาหารจากดินแดนอันไกลโพ้นเพิ่มลงบนโต๊ะอีกหลายรายการ
ทั้งลู่เวยเหยาและเสี่ยวจู๋ต่างดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อาจปิดบังความตกใจได้เมื่อเห็นอาหารหน้าตาแปลกประหลาดจากฮ่องเต้ที่วางอยู่ตรงหน้า
“นี่… ผลไม้อะไรกันเพคะ” ลู่เวยเหยาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นตะลึง พลางชี้ไปยังผลไม้ที่ยังคงมีน้ำแข็งเกาะอยู่ และมีไอเย็นสีขาวลอยขึ้นมาจากมัน
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้คลี่ยิ้มอ่อน ๆ
“ผลน้ำค้างเหมันต์”
เพียงคำตอบนั้นก็ทำให้เสี่ยวจู๋ถึงกับยกมือปิดปาก ส่วนลู่เวยเหยาก็นิ่งอึ้งไปทันที ผลไม้ชนิดนี้ไม่เพียงหายาก แต่แทบจะเป็นของวิเศษที่ไม่มีโอกาสได้เห็นแม้ในงานมงคลใหญ่ของราชสำนัก
ในใจของฮ่องเต้หวังเพียงเล็ก ๆ ว่า อย่างน้อยสิ่งนี้จะทำให้นางประทับใจอย่างยิ่งยวด เพราะในชาติก่อน แม้พระองค์จะทรงแสดงออกว่าโปรดปรานเยว่ซินกุ้ยเฟยมากเพียงใด แต่ก็ไม่เคยแบ่งปันอาหารล้ำค่าเช่นนี้ให้นางได้ลิ้มลองเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ผลน้ำค้างเหมันต์ ผลไม้ที่ออกผลเพียงปีละครั้งบนภูเขาหิมะ ยามรุ่งสางจะมีหยดน้ำค้างแห่งเหมันต์ เกาะพราวทั่วผิวผล หากไม่เก็บก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น เพียงแสงแรกแตะต้อง น้ำค้างจะเหือดหาย และผลไม้จะสูญสิ้นคุณค่าทันที ราชสำนักเรียกมันว่า “ผลไม้แห่งสวรรค์”
โดยธรรมเนียมแล้ว มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่มีสิทธิ์ลิ้มรสมัน
ดังนั้น การที่พระองค์ทรงนำมันมาเสวยร่วมกับฮองเฮาในค่ำคืนนี้ ทำให้บ่าวไพร่ทุกคน รวมถึงตัวลู่เวยเหยาเอง รู้สึกตะลึงจนแทบลืมหายใจ
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นสีพระพักตร์ของนาง ก็คิดในใจเบา ๆ ว่า… ต่อให้ในใจนางจะมีความอาฆาตแค้นมาจากอดีตชาติ… แต่การแสดงความจริงใจเช่นนี้ อาจทำให้นางคลายอารมณ์ขุ่นมัวจากชาติที่แล้วลงได้บ้างก็เป็นได้
“นี่… นี่คือผลเหมันต์จริง ๆ หรือเพคะ” ลู่เวยเหยาฮองเฮาเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ ก่อนโน้มกายลงมองผลไม้หน้าตาแปลกตาอย่างใกล้ชิด ผลของมันงดงามประหนึ่งอัญมณี มีประกายสีเงินขาวคล้ายเกล็ดน้ำแข็งเคลือบบาง ๆ
ในราชสำนัก ไม่เคยมีผู้ใดได้เห็นผลไม้ชนิดนี้มาก่อน นอกจากฮ่องเต้ ผู้ดูแลส่วนพระองค์ และผู้เดินทางไปเก็บจากแดนหนาวเหน็บเท่านั้น ที่เหลือล้วนได้ยินแต่ชื่อ ไม่มีใครได้เห็นของจริงเลยสักครั้ง
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ทอดพระเนตรเห็นความสนใจบนใบหน้าของนาง ก็เอ่ยด้วยพระสุรเสียงนุ่ม
“เจ้าชอบหรือไม่ หากเจ้าชอบ… ปีหน้าข้าจะให้คนนำมาให้เจ้าอีก”
คำพูดนั้นทำให้ลู่เวยเหยาฮองเฮาชะงัก นางค่อย ๆ ยืดกายตั้งตรง หันมามองพระพักตร์ของชายผู้เป็นสามีด้วยความแปลกใจอย่างล้ำลึก
“พระองค์… จะพระราชทานสิ่งล้ำค่าหายากเช่นนี้แก่หม่อมฉันจริง ๆ หรือเพคะ”
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้คลี่ยิ้มอ่อน ๆ พระองค์เห็นนางตื่นเต้น สุขใจ แววตาเป็นประกายเล็ก ๆ จึงยิ่งรู้สึกอ่อนโยนขึ้นกว่าเดิม พระองค์พยักหน้า
“แน่นอน สิ่งใดก็ตามที่เจ้าชอบ เราจะมอบให้เจ้าได้ทุกอย่าง ขอเพียงเจ้าอารมณ์ดี มีความสุข… ไม่ขุ่นข้องหมองใจเป็นพอ”
ถ้อยคำนั้น ทำให้หัวใจของลู่เวยเหยาสั่นไหววูบหนึ่ง
นางเงยหน้ามองพระองค์… มองรอยยิ้มที่ดูจริงใจ และน้ำเสียงละมุนที่ไม่เคยได้รับมาก่อน
เหตุใดกัน… ฮ่องเต้ที่เคยเย็นชา ทำเหมือนไม่อยากอยู่ใกล้ข้า แม้แต่พบหน้าตอนเดินตามไทเฮาเมื่อครั้งก่อน ยังรีบเลี่ยงสายตาและก้าวหนีไปในทันที เหตุใดตอนนี้จึงอ่อนโยน และดีกับข้าได้ถึงเพียงนี้…
มันช่างประหลาดเกินไป…
น่าอัศจรรย์เกินไป…
และ… ทำให้ใจหวั่นไหวเกินไป
คำเตือนของเสี่ยวจู๋พลันดังขึ้นในโสตประสาท ฮองเฮา พระองค์ควรระวัง อะไรก็ไม่แน่นอน…
ใช่… ฮ่องเต้ทำดีอย่างผิดปกติ อาจมีแผนการบางอย่าง หรือไม่…
หรือไม่… พระองค์อาจเริ่มมีใจให้ข้าจริง ๆ จึงแสดงความเอาอกเอาใจเกินกว่าที่เคย
ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร คืนนี้ต้องพิสูจน์ให้ได้
ลู่เวยเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อยอย่างแน่วแน่
คืนนี้… นางต้องมอมเหล้าฮ่องเต้ตามคำแนะนำของเสี่ยวจู๋!
คิดได้เพียงเท่านั้น เป่ากงกงก็ยกสุราไหใหญ่เข้ามาวางตรงหน้าอย่างนอบน้อม ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานราวจะประจบ
“ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ สุรานี้ฮ่องเต้ทรงนำมาเพื่อพระองค์โดยเฉพาะ เป็นสุราที่หมักมานานนับร้อยปีพ่ะย่ะค่ะ”
ยังไม่ทันที่ฮ่องเต้จะตรัสอะไร เสี่ยวจู๋ก็ชิงพูดขึ้นด้วยท่าทางไม่ไว้หน้าใคร
“ท่านไม่ได้ใส่พิษใดลงไปก็ย่อมถือว่าเป็นสุราที่ดีเป็นแน่”
สิ้นคำพูดนั้น เสี่ยวจู๋ก็หยิบเข็มเงินขึ้นมาตรวจสุราอย่างไม่เกรงใจใครทั้งสิ้น แม้กระทั่งต่อหน้าฮ่องเต้ผู้ทรงยืนอยู่ตรงนั้นด้วย!
ลู่เวยเหยาฮองเฮาสะดุ้งเฮือก นางไม่คิดว่าเสี่ยวจู๋จะกล้าพูดจาตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้ หากฮ่องเต้ทรงกริ้วขึ้นมาจะทำอย่างไร…
“เสี่ยวจู๋! พูดอะไรเช่นนั้น” ลู่เวยเหยาฮองเฮาเอ่ยปรามด้วยความตกใจ
เสี่ยวจู๋ก้มหน้าลงเล็กน้อย แต่ยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ปกติอาหารทุกอย่างต้องผ่านการตรวจพิษเพคะ หากมีผู้ไม่หวังดีคิดทำร้ายฮ่องเต้หรือฮองเฮา หาไม่แล้วจะเกิดเหตุร้ายขึ้นได้เพคะ”
ลู่เวยเหยาฮองเฮาได้ฟังก็รู้ว่าคำพูดของเสี่ยวจู๋มีเหตุผล จึงไม่ได้ตำหนินางอีก
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้จ้องนางบ่าวคนสนิทของฮองเฮาอย่างขุ่นเคือง
“ของจากข้า… เจ้าก็ยังกลัวพิษอีกรึ”
ลู่เวยเหยารีบเอ่ยแก้ให้เสี่ยวจู๋ทันที
“เสี่ยวจู๋ นางเพียงเป็นห่วงพระองค์ และหม่อมฉันเพคะ นางทำเพื่อความปลอดภัย ไม่ได้คิดดูหมิ่นพระองค์แต่อย่างใดเพคะ”
