บทที่ 13 13. เราสองสามีภรรยาก็ดื่มพร้อมกันเถิด
“เจ้าดื่มสิ ฮองเฮา” หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้เอ่ยเสียงนุ่ม หลังจากทรงรินเหล้าใส่จอกให้ลู่เวยเหยาด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง
ลู่เวยเหยายิ้มบาง ๆ ก่อนตอบ
“เพคะ… แต่หม่อมฉันเมาง่าย ขอเสวยกับแกล้มสักหน่อยรองท้องก่อนนะเพคะ”
“ได้สิ” ฮ่องเต้คลี่ยิ้มกว้างทันที รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความคิดซุกซ่อน …ยังไงครั้งนี้ นางไม่รอดแน่ …ความจริงต้องถูกเปิดเผยแน่นอน
ลู่เวยเหยาก็ไม่แพ้กัน นางยกจอกเหล้าขึ้น รินใส่จอกของพระองค์บ้าง
“พระองค์ก็ทรงดื่มด้วยกันนะเพคะ”
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองเหล้าสีใสที่รินลงมาเป็นสาย ในหัวผุดคำเตือนของเป่ากงกงขึ้นมาทันที เพียงดื่มอึกเดียว ต่อให้คอแข็งเพียงใดก็เมาเป็นแน่…
พระองค์เลิกพระขนงเล็กน้อย …จะเมาอะไรขนาดนั้นกัน ดื่มเพียงจอกเดียวเพื่อความแนบเนียนเท่านั้นเอง นางเป็นสตรีน่าจะเป็นคนเมาง่าย คงไปต่อไม่ไหวหลังจอกเดียวด้วยซ้ำ… เช่นนั้นก็ใช้โอกาสตอนนี้ตีเนียนดื่มไปกับนาง เพื่อล้วงความจริงแล้วกัน!
พระองค์ยกจอกขึ้น
“เช่นนั้น… เราสองสามีภรรยาก็ดื่มพร้อมกันเถิด”
ลู่เวยเหยายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่อ่านไม่ออกว่าหวานหรือเจ้าเล่ห์
“เช่นนั้น… ก็เอาตามพระองค์ว่าเพคะ”
ทั้งสองสบตากันเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะยกจอกขึ้นพร้อมกัน และกระดกดื่มลงไปในคราวเดียว
สุราสีใสไหลผ่านลำคอ ทว่าแม้จะยกจอกดื่มลงไปแล้ว สายตาของทั้งสองก็ยังไม่ละจากกันแม้แต่น้อย รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนริมฝีปาก ราวกับอ่อนโยน ทว่าใต้แววตานั้น กลับซ่อนความระแวง และความไม่ไว้วางใจกันเอาไว้อย่างแนบเนียน
เมื่อสุราถูกดื่มจนหมดจอก แก้มของทั้งสองพระองค์ก็เริ่มแดงเรื่อ สมองรู้สึกมึนเบลอ คล้ายโลกหมุนไปเล็กน้อย
ไม่รู้เพราะฤทธิ์สุรา หรือเพราะบรรยากาศแปลกประหลาดระหว่างกัน… ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันแล้วก็รู้สึกขบขันขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“ฮองเฮาจอมมารยา… จอมเจ้าเล่ห์!” หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้หัวเราะเสียงดัง พลางชี้นิ้วไปทางนางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยท่าทีชอบอกชอบใจ
ลู่เวยเหยายิ้มแก้มปริ ใบหน้าเปล่งปลั่งแดงระเรื่อดั่งผลตำลึงสุก
“พระองค์ทรงมีแผนการอันใดกันแน่ บอกหม่อมฉันมาซะดี ๆ เพคะ เหตุใดต้องมาทำดีกับหม่อมฉันด้วย” นางเอ่ยพลางยิ้มตาหยีอย่างไม่รู้ตัว
ความงดงามสดใสนั้นกลับกระแทกเข้าหัวใจของหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้อย่างจัง จนพระองค์เผลอเอนกายเข้ามาใกล้ทีละน้อย
ระยะห่างระหว่างสองพระองค์สั้นลงอย่างไม่รู้ตัว
ลมหายใจอุ่นรินรดกันเบา ๆ
“ฮองเฮา…” พระสุรเสียงของฮ่องเต้เริ่มอ้อแอ้ เปี่ยมไปด้วยฤทธิ์เมา “เจ้างดงามยิ่งนัก…”
“เช่นนั้น… คืนนี้ให้หม่อมฉันปรนนิบัติพระองค์ อย่าเสด็จไปหาสนมองค์อื่นเลยนะเพคะ” ลู่เวยเหยาพูดด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ออดอ้อนแผ่วเบา ใบหน้าแดงระเรื่อจากฤทธิ์สุรา แต่แววตากลับจริงใจอย่างประหลาด เสมือนคำพูดนั้นหลุดออกมาจากสัญชาตญาณของหญิงที่ถูกหล่อหลอมมาให้เป็นฮองเฮาผู้ปรนนิบัติสามี ยามเมาจึงไร้ซึ่งความเขินอาย
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้หัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ แล้วทรงลุกขึ้น อุ้มนางไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม พาไปวางลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา
พระองค์โน้มพระวรกายลงมาใกล้ทีละน้อย ใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มอ่อนโยนอยู่ไม่ห่างจากนางนัก ลมหายใจอุ่นรินรดปลายจมูก เสียงหัวใจก้องชัดในหูทั้งสองฝ่าย
ลู่เวยเหยามองพระองค์ด้วยรอยยิ้มละมุน สายตาอ่อนโยนประหนึ่งโลกทั้งใบมีเพียงกันและกัน
ในชั่วขณะนั้น… ทั้งสองราวกับลืมเลือนจุดประสงค์ที่ต่างฝ่ายต่างวางแผนไว้
…ลืมความระแวง
…ลืมอดีต
…ลืมแม้กระทั่งคำว่า “พิสูจน์”
เหลือเพียงความเงียบงันที่อบอวลไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง… ที่ยังไม่มีใครกล้าเอ่ยมันออกมา
ริมฝีปากของหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้แตะลงบนริมฝีปากของลู่เวยเหยาฮองเฮาอย่างแผ่วเบา ราวขนนกต้องสายลม อ่อนโยนจนแทบไม่กลั่นกรองความหนักเบา เพียงสัมผัสสั้น ๆ แต่กลับทำให้หัวใจวาบไหวราวถูกมนตร์สะกด
ริมฝีปากของนางอ่อนนุ่ม ประหนึ่งกลีบกุหลาบแรกแย้ม กลิ่นหอมจาง ๆ ของสุราผสมกับกลิ่นกายอันบริสุทธิ์ลอยฟุ้งอยู่ใกล้เพียงลมหายใจ ทำให้บรรยากาศรอบกายเงียบงันอย่างประหลาด
ชั่วขณะนั้น เวลาราวกับหยุดนิ่ง มีเพียงความอ่อนโยนที่ค่อย ๆ แทรกซึมอยู่ระหว่างสองดวงใจ โดยที่ไม่มีใครเอ่ยวาจาใดอีกแม้แต่คำเดียว
มือของหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้เอื้อมขึ้นไปปัดเชิงเทียนข้างกาย เปลวไฟไหววูบก่อนดับลง ทีละดวง… จนทั่วทั้งตำหนักจมอยู่ในความมืดบางเบา เหลือเพียงแสงจันทร์สีนวลที่สาดเข้ามาอ่อน ๆ ผ่านม่านหน้าต่างทอดยาวบนพื้นและเรือนกายของทั้งสอง
เงาสองเงาทับซ้อนกันอย่างเงียบงัน ลมหายใจแผ่วเบาประสานใกล้เพียงปลายนิ้วสัมผัส
แสงจันทร์อาบใบหน้าของลู่เวยเหยาให้ดูงดงามยิ่งกว่าเดิม ดวงตานางพราวระยับ คล้ายซ่อนความสับสนและความหวั่นไหวไว้ภายใน ขณะที่หลี่เซี่ยหยางทอดพระเนตรนางอย่างไม่วางตา
ในห้องที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงหัวใจที่เต้นสอดคล้องกัน
ชั่วขณะนั้น ไม่ใช่ฮ่องเต้ ไม่ใช่ฮองเฮา มีเพียงชายหญิงสองคน ที่กำลังปล่อยให้ความรู้สึกนำทางอย่างแผ่วเบา
และนอกหน้าต่าง… จันทร์เสี้ยวก็ยังคงส่องแสงนิ่งงัน ราวเป็นพยานเงียบให้ค่ำคืนที่ไม่อาจหวนกลับมาเหมือนเดิมได้อีก…
เป่ากงกงชะงักทันทีที่เห็นแสงไฟในตำหนักดับวูบลง เขาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วพึมพำกับตนเองเบา ๆ ชนิดที่ไม่มีผู้ใดได้ยิน
“ฝ่าบาทเอ๋ย… เหตุใดจึงได้พระทัยง่ายเช่นนี้ หลงมนต์เสน่ห์อันร้ายกาจของฮองเฮาได้ถึงเพียงนี้… แย่แน่ ๆ เช่นนี้แย่แน่ ๆ …”
น้ำเสียงของเขาสั่นไหวปนความร้อนรน แม้ในใจจะอยากพุ่งเข้าไปขัดขวางให้สิ้นเรื่อง ทว่าเขาก็รู้ดีว่าฐานะของตนไม่มีสิทธิ์ก้าวล้ำเข้าไปในเขตนั้นได้เลยแม้แต่น้อย
เป่ากงกงได้แต่ยืนอยู่ ณ ที่เดิม หัวใจหนักอึ้งราวถูกก้อนหินถ่วงเอาไว้ สุดท้ายก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาว แล้วหลั่งน้ำตาเงียบ ๆ กับความกังวลที่ไม่อาจเอ่ยกับผู้ใดได้
ทางด้านเสี่ยวจู๋เอง เมื่อเห็นแสงไฟในตำหนักดับลง นางก็ชะงักนิ่ง ดวงตาเหม่อมองไปยังประตูที่ปิดสนิทราวกับหัวใจถูกบีบรัดด้วยความกังวล นางถอนหายใจยาวอย่างสุดกลั้น ก่อนพึมพำกับตนเองเบา ๆ
“ฮ่องเต้ผู้นี้… ช่างโหดร้ายยิ่งนัก วางแผนกับฮองเฮาของข้าจนถึงขั้นให้นางมอบทั้งกายทั้งใจเช่นนี้ หากภายภาคหน้าจะคิดทำร้าย ก็คงยากจะป้องกันแล้ว…”
เสียงของเสี่ยวจู๋แฝงทั้งความโกรธ ความเศร้า และความเป็นห่วงอย่างสุดซึ้ง นางกำมือแน่น ยามคิดว่าผู้เป็นนายกำลังตกอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษที่อาจซ่อนคมมีดไว้เบื้องหลังรอยยิ้ม
“เฮ่อ…” เสียงถอนหายใจเบา ๆ หลุดออกมาอีกครั้ง ทั้งที่อยากจะพุ่งเข้าไปปกป้อง อยากดึงฮองเฮาออกมาจากสถานการณ์นั้นเพียงใด แต่เสี่ยวจู๋ก็รู้ดี… บ่าวเช่นนางไม่มีสิทธิ์ก้าวล้ำเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว
สุดท้าย นางได้แต่ยืนอยู่ด้านนอกอย่างเงียบงัน ปล่อยให้ความมืดและความไม่แน่นอน ค่อย ๆ กลืนกินค่ำคืนนี้ไปทีละน้อย
ยามอรุณแรกแตะขอบฟ้า แสงสีทองอ่อนสอดลอดผ่านม่านบางเข้ามาในตำหนัก หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ค่อย ๆ เบิกพระเนตรขึ้นด้วยความมึนงงจากฤทธิ์สุราที่ยังค้างอยู่ในกระแสพระโลหิต
แต่ทันทีที่พระเนตรปรับกับแสงได้ ภาพตรงหน้าก็ทำให้พระองค์ถึงกับชะงักนิ่ง
สตรีที่ทรงหวาดหวั่นมาโดยตลอด… นอนอยู่เคียงข้างพระวรกายอย่างสงบนิ่ง
ลมหายใจของนางแผ่วเบา เส้นผมยาวสยายอยู่บนหมอน ริมฝีปากยังคงแดงระเรื่อราวกลีบดอกไม้ยามรุ่งสาง ภาพนี้ช่างขัดแย้งกับความทรงจำอันน่าสะพรึงในอดีตชาติอย่างสิ้นเชิง
หัวใจของหลี่เซี่ยหยางเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว พระองค์รีบลุกขึ้นนั่ง มองนางด้วยสายตาตื่นตระหนก
“แย่แล้ว… เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร!” พระสุรเสียงแฝงความร้อนรนและสับสน ความหวาดกลัวในอดีตพลันไหลบ่าเข้ามาอีกครั้ง
นี่เราพลาดไปแล้วหรือ… ปล่อยให้ความเมาและความหลงใหลชั่วขณะนำทางจนลืมทุกอย่าง?
หรือว่า… นางจำอดีตได้จริง ๆ จึงวางกับดักให้ข้าร่วมหลับนอนกับนาง เพื่อจะได้มีบุตรแล้วฆ่าเรา?!
พระองค์เหลือบมองใบหน้าที่หลับใหลอย่างสงบของฮองเฮา ก็ยิ่งไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า ค่ำคืนที่ผ่านมา จะนำไปสู่ “ความสงบ” หรือ “หายนะ” กันแน่
