บทที่ 14 14. สัญชาตญาณ

ภายหลังจากที่เสด็จกลับมายังพระตำหนักของพระองค์เอง หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ก็นั่งกุมขมับอย่างเคร่งเครียด สีพระพักตร์เต็มไปด้วยความสับสนและร้อนรน

“ฝ่าบาท… ฝ่าบาทไม่น่าใจอ่อน หลงรูปรส กลิ่นสีถึงเพียงนี้เลยนะพ่ะย่ะค่ะ” เป่ากงกงเอ่ยเสียงสั่น คล้ายจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ “พระองค์ไม่ทรงทราบหรือ หากมีโอรสกับพระนางขึ้นมา มันอาจเลวร้ายกว่าชาติที่แล้วเสียอีกนะพ่ะย่ะค่ะ”

หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้เงยพระพักตร์ขึ้น ดวงตาเหนื่อยล้าแต่แฝงความหนักอึ้ง

“เจ้าคิดว่าเราไม่รู้หรือไง…”

“ฝ่าบาทไม่น่าเลย…” เป่ากงกงพึมพำเสียงเบาอย่างสิ้นหวัง

พระองค์ทรงถอนหายใจพรืดหนึ่ง ก่อนจะเอนกายพิงพนักเล็กน้อย

“ว่าแต่นาง… จำอดีตได้หรือไม่กันแน่นะ”

เป่ากงกงชะงัก ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง

“เมื่อคืนฝ่าบาทยังทรงพิสูจน์ไม่ได้อีกหรือพ่ะย่ะค่ะ ว่าพระนางทรงจำอดีตได้หรือไม่”

หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ส่ายพระพักตร์ช้า ๆ แต่พระขนงกลับขมวดแน่น พลันดวงตานิ่งไป เหมือนนึกถึงบางสิ่ง

“มีโอกาส…” พระสุรเสียงต่ำลง “เมื่อคืน นางถามเราว่าเรามีแผนการอันใดกันแน่จึงทำดีกับนาง …นางอาจจำอดีตไม่ได้จริง ๆ”

เป่ากงกงเลิกคิ้วเล็กน้อย

“แต่ฝ่าบาทจะทรงมั่นใจได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ ชาติก่อนแม้แต่ใบหน้าของพระนาง พระองค์ยังแทบไม่อยากใช้สายตาเหลียวมองเลย”

คำพูดนั้นทำให้ฮ่องเต้ชะงักนิ่งเล็กน้อย

“นั่นน่ะสิ…”

พลันพระองค์ก็เงียบไป ราวกับกำลังฟังบางสิ่งในใจของตนเอง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจครึ่งหนึ่ง ไม่มั่นใจอีกครึ่งหนึ่ง

“สัญชาตญาณ… เจ้ารู้จักไหม สัญชาตญาณน่ะ”

เป่ากงกงปั้นหน้ายิ้มฝืน ๆ อย่างไม่แน่ใจนัก ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้

“เป่ากงกง… เจ้าจงเล่าเหตุการณ์หลังจากที่เราสวรรคตให้ฟังหน่อย” หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ตรัสขึ้นกะทันหัน น้ำเสียงเคร่งขรึมกว่าครั้งใด ดวงตาฉายแววจริงจังที่ไม่อาจปฏิเสธได้

เป่ากงกงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้ารับช้า ๆ แล้วเริ่มเล่า

“หลังจากฝ่าบาทเสด็จสวรรคต กระหม่อมก็นำกองทหารองครักษ์ออกตามจับฮองเฮาทันที ขณะนั้นพระนางกำลังเดินทางไปส่งครอบครัวที่ท่าเรือนอกเมืองพ่ะย่ะค่ะ”

พระขนงของฮ่องเต้ขมวดเข้าหากันแน่น

“นางฆ่าข้า แล้วยังมีเวลาหนีไปถึงนอกเมืองอีกอย่างนั้นหรือ แล้วพวกเจ้าทหารองครักษ์ในเวลานั้นหายไปไหนกันหมด เหตุใดปล่อยให้นางหนีไปได้!”

พระสุรเสียงแฝงความไม่เข้าใจและขุ่นเคือง ตามหลักแล้ว… หลังจากลู่เวยเหยาลงมือ วิ่งไปได้ไม่ถึงสิบก้าว ก็ควรถูกจับกุมแล้วจึงจะถูกต้อง

“คาดว่า… ชายคนรักของพระนางน่าจะเตรียมการพาหนีไว้ล่วงหน้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เป่ากงกงตอบเสียงต่ำ “แต่ที่น่าแปลกก็คือ… ตอนนั้นพระนางเพียงส่งชายผู้นั้นและครอบครัวขึ้นเรือ ส่วนตัวเองกับบ่าวรับใช้นามเสี่ยวจู๋นางนั้น ยืนส่งพวกเขาอยู่ที่ท่าเรือเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”

คำพูดนั้นทำให้หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ชะงักนิ่ง ดวงตาที่เคยสับสน กลับแฝงประกายบางอย่างที่แม้แต่พระองค์เองก็ไม่อาจอธิบายได้

“ชายคนรัก?” พระสุรเสียงกดต่ำลง “ใครคือชายคนรักของนาง… นางมีชายคนรักด้วยหรือ?”

น้ำเสียงนั้นเร็วขึ้นกว่าปกติ แฝงความร้อนรนโดยไม่รู้ตัว จนเป่ากงกงอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้

เขาเหลือบมองพระพักตร์ของฮ่องเต้อย่างลังเล

ฝ่าบาทคงไม่ได้… ถูกเสน่ห์ของฮองเฮาผู้นั้น จนกลับกลายเป็นทรงหวงแหนพระนางขึ้นมาจริง ๆ หรอกกระมัง…?

ความคิดนั้นทำให้เป่ากงกงรู้สึกหนาววาบขึ้นมาในใจ

“เราถามเจ้าว่านางมีชายคนรักด้วยหรือ… แล้วมันผู้นั้นเป็นใครกันแน่!” พระสุรเสียงของหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้เข้มขึ้นจนบรรยากาศในพระตำหนักตึงเครียดทันที

เป่ากงกงสะดุ้ง รีบก้มหน้าลงต่ำแล้วตอบอย่างระวัง

“คนผู้นั้นชื่อ… อู่เจี๋ยพ่ะย่ะค่ะ ชาติที่แล้วเขาสอบเข้าเป็นองครักษ์ได้ จึงมีโอกาสเข้าออกวังหลวงอยู่บ่อยครั้ง และเนื่องจากคนผู้นั้นเป็นคนของตระกูลลู่อยู่แล้ว ฝ่าบาทในชาติก่อนจึงทรงส่งเขาไปประจำอยู่ข้างกายฮองเฮา เพื่อไม่ให้สืบข้อมูลลับจากพวกเราได้ ทำให้ทั้งสองมีโอกาสใกล้ชิด… และพลอดรักกันอยู่บ่อยครั้งพ่ะย่ะค่ะ”

เพียงได้ยินเท่านั้น หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ก็รู้สึกถึงความร้อนที่แล่นวาบขึ้นมาบนใบหน้า หัวใจเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว

“เจ้ารีบสั่งการลงไป ปีนี้ข้าไม่รับองครักษ์ ยกเลิกการคัดเลือกเสีย!”

เป่ากงกงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

“ทำเช่นนั้นไม่ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท เมื่อวานตระกูลลู่ร่วมกับไทเฮาดำเนินการคัดเลือกไปเรียบร้อย และอู่เจี๋ยผู้นั้นก็คงได้เข้ามาในวังเร็ว ๆ นี้แล้ว”

พระขนงของฮ่องเต้ขมวดเข้าหากันทันที

“ฮึ! ตระกูลลู่ คิดทำสิ่งใดไม่เคยเห็นหัวข้าเลย! เช่นนั้น… ก็ให้ดึงตัวมันมาอยู่ข้างกายข้า ห้ามให้อยู่ใกล้ฮองเฮาโดยเด็ดขาด!”

คำสั่งนั้นเด็ดขาด เป่ากงกงชะงักงันไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ

“เหตุใดหรือพ่ะย่ะค่ะ… ฝ่าบาททรงกังวลว่าอดีตคนรักของฮองเฮาจะคิดร่วมมือกับพระนางอีกครั้ง… หรือว่า…”

เขาเว้นวรรคไว้ครู่หนึ่ง สายตาแฝงความลังเล

“…หรือว่าฝ่าบาทกำลังทรงหึงหวงพระนางกันแน่พ่ะย่ะค่ะ?”

คำถามนั้นแม้เอ่ยเบา ๆ แต่กลับหนักหน่วงราวก้อนหินหล่นกลางหัวใจ หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้นิ่งไปชั่วครู่ ดวงตาฉายแววสับสนปนเดือดดาล

หึงหวงหรือ?

จะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไรกัน!

“เจ้าโง่เขลาหรือไร อย่างข้าจะหลงรักนางปีศาจเช่นนั้นได้อย่างไร!”

หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้สะบัดพระเนตร ดวงตาแข็งกร้าว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอพระทัยราวกับต้องการตัดบททุกอย่างให้สิ้น

เป่ากงกงก้มหน้าลงนิ่ง ไม่กล้าโต้แย้ง แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความขมขื่นและกังวลยิ่งนัก

ปากฝ่าบาทตรัสว่านางเป็นปีศาจ… แต่เมื่อคืนกลับหลับนอนอยู่เคียงข้างนาง… เช้าวันนี้เพียงได้ยินว่านางมีชายอื่น ก็ทรงเดือดดาล หึงหวงออกนอกหน้าเช่นนี้…

สีพระพักตร์ของฮ่องเต้ในยามนี้ ช่างแตกต่างจากถ้อยคำที่ตรัสออกมานัก เป่ากงกงได้แต่ถอนหายใจแผ่วเบาอยู่ในใจ ดูทีท่า… ความตายในอดีตอาจกำลังจะกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง และที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าเดิมก็คือ มันอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิมเสียอีก

“ชาติที่แล้ว หลังจากนั้น… เกิดอะไรขึ้นอีก” หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ตรัสถามต่อ น้ำเสียงนิ่งลง แต่แฝงความกดดันบางอย่างอยู่ภายใน

เป่ากงกงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบอย่างระมัดระวัง

“เอ่อ… หลังจากนั้น กระหม่อมสั่งให้องครักษ์จัดการกับพระนางพ่ะย่ะค่ะ เมื่อพระนางสิ้นพระชนม์ ด้วยความแค้นเคืองแทนพระองค์ที่สั่งสมอยู่ในใจ กระหม่อมจึง… กระทำเกินกว่าเหตุ ใช้เท้าถีบร่างของพระนางตกลงไปในสระน้ำพ่ะย่ะค่ะ…”

คำพูดนั้นทำให้อากาศในพระตำหนักเย็นวูบ เสมือนความทรงจำอันโหดร้ายย้อนกลับมาอีกครั้ง

หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้นิ่งเงียบ ก่อนจะตรัสถามออกมาช้า ๆ

“แล้วเจ้า… ตายได้อย่างไร”

“กระหม่อม…” เป่ากงกงกำลังจะเล่าต่อ ทว่าเสียงจากด้านนอกขัดขึ้น

“หม่อมฉันเยว่ซินกุ้ยเฟยขอเข้าเฝ้าเพคะ”

บรรยากาศภายในพระตำหนักตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ หนักอึ้งเสียจนแม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังฟังชัด หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงต่ำ สีพระพักตร์เคร่งขรึมก่อนจะยกพระหัตถ์ขึ้นโบกเบา ๆ เป็นเชิงสั่ง

“พอแค่นี้ก่อน… เจ้าออกไปเถิด”

เป่ากงกงก้มศีรษะรับพระบัญชาอย่างนอบน้อม ก่อนจะถอยออกไป

ครู่ต่อมา ฮ่องเต้ก็รับสั่งเสียงเรียบ

“ให้เยว่ซินกุ้ยเฟยเข้าเฝ้า”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป