บทที่ 15 15. เหตุใดเจ้าจึงได้ใจแคบถึงเพียงนี้
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังใกล้เข้ามา ประตูพระตำหนักถูกเปิดออกช้า ๆ ก่อนร่างงดงามในอาภรณ์อ่อนหวานจะก้าวเข้ามา เยว่ซินกุ้ยเฟยโค้งกายถวายคำนับ ดวงตาทอประกายแฝงความคาดหวังและความไม่พอใจอยู่ลึก ๆ
บรรยากาศระหว่างทั้งสอง… ไม่เหมือนเช่นแต่ก่อน ไม่มีความอ่อนโยน แต่มีกระแสบางอย่างซ่อนอยู่ใต้ความเงียบงัน
“ฝ่าบาท…” เยว่ซินกุ้ยเฟยเอ่ยขึ้นทันทีที่ก้าวเข้ามา ใบหน้างดงามปนความคับแค้นที่พยายามปิดบัง แต่กลับปิดไม่มิด “พระองค์ทรงผิดคำพูดกับหม่อมฉัน เมื่อคืนพระองค์เสด็จไปประทับกับฮองเฮาทั้งคืน ไหนพระองค์ทรงเอ่ยปากบอกว่าไม่ทรงโปรดนางอย่างไรเล่าเพคะ เหตุใดทรงทำเช่นนี้ พระองค์ทำเช่นนี้ อยากให้หม่อมฉันถูกผู้คนดูถูกหรือไรเพคะ!”
นางพยายามสงบใจมาตลอดคืน แต่ความโกรธกลับยิ่งสั่งสม จนในที่สุดก็ระเบิดออกมาในวันนี้ ความมั่นใจลึก ๆ ทำให้นางกล้าพูดเช่นนี้ เพราะนางรู้ดีว่าตระกูลของตนคือที่พึ่งเดียวที่คอยคานอำนาจตระกูลลู่ ฮ่องเต้ย่อมไม่กล้าทำสิ่งใดกับนางเกินไปนัก
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ขมวดพระขนงทันที
“เหตุใดเจ้าจึงได้ใจแคบถึงเพียงนี้”
น้ำเสียงของพระองค์แฝงความไม่พอพระทัยอย่างชัดเจน
ชาติก่อน… นางไม่เคยแสดงด้านเช่นนี้ออกมาเลยแม้แต่น้อย
เยว่ซินผู้อ่อนหวาน เรียบร้อย พูดจานุ่มนวล ไม่เคยยกเสียงใส่พระองค์
หรือเป็นเพราะชาติก่อน พระองค์เอาใจนางทุกยาม จนนางไม่เคยมีเหตุให้โกรธเคืองเช่นวันนี้กันแน่ก็ไม่มั่นใจนัก
“หม่อมฉันรักพระองค์ ใจแคบตรงไหนเพคะ!” เยว่ซินตวาดขึ้นอย่างกลั้นอารมณ์ไม่อยู่ “พระองค์สามวันจากนารีไปเป็นอื่น เหตุใดพระองค์ทรงลืมหม่อมฉันได้รวดเร็วเช่นนี้เพคะ! พระองค์ทรงโกหก ตรัสแล้วคืนคำเช่นนี้ได้อย่างไรเพคะ!”
ถ้อยคำที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์นั้น ทำให้บรรยากาศในพระตำหนักชะงักงัน
แม้พระองค์จะเป็นฮ่องเต้ที่ไร้อำนาจ แต่ก็ยังไม่เคยมีใครกล้าขึ้นเสียงใส่เช่นนี้มาก่อน
โดยเฉพาะสตรีที่ในชาติก่อน… พระองค์เคยแสดงความรักและทะนุถนอมเป็นอย่างดี
ความโกรธวาบขึ้นในพระทัยทันที
“บังอาจนัก!” พระสุรเสียงกร้าวแข็ง ดังก้องไปทั่วตำหนัก ดวงตาคมเข้มปรายมองนางอย่างเย็นเยียบ
เมื่อได้ยินพระสวามีตวาดด้วยน้ำเสียงกร้าวเช่นนั้น เยว่ซินกุ้ยเฟยถึงกับกลืนน้ำลาย ความหวั่นไหวแล่นวาบขึ้นในอก สมองนางเพิ่งฉุกคิดได้ว่า… หากฮ่องเต้เปลี่ยนพระทัย ยืนอยู่ข้างฮองเฮาและตระกูลลู่ขึ้นมา ตระกูลเยว่ของนางจะไม่ถึงคราวพินาศหรือ?
เพียงคิดถึงตรงนี้ นางก็รีบเปลี่ยนท่าทีทันควัน ใบหน้าที่เคยแข็งกร้าวแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนหวานน่าทะนุถนอม
“ฝ่าบาทเพคะ… หม่อมฉันผิดไปแล้ว” นางเอ่ยเสียงแผ่ว พลางก้าวเข้าไปใกล้ “หม่อมฉันรักและหึงหวงพระองค์ จึงเผลอกล่าววาจาเกินควร พระองค์อย่าทรงกริ้วเลยนะเพคะ…”
คำพูดออดอ้อนนั้นมาพร้อมแววตาเว้าวอนและท่าทีอ่อนน้อม ประหนึ่งคนละคนกับสตรีคนเมื่อครู่
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้มองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง อารมณ์เดือดดาลจึงค่อย ๆ คลี่คลายลง เมื่อเห็นนางอ่อนลงเช่นนี้ พระองค์ก็ไม่อยากถือโทษให้ยืดเยื้อ
“ช่างเถิด…”
“เช่นนั้น… คืนนี้พระองค์เสด็จไปประทับที่ตำหนักหม่อมฉันได้หรือไม่เพคะ”
คำถามนั้นทำให้หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ชะงักไปเล็กน้อย ไม่รู้ด้วยเหตุใด พระองค์กลับรู้สึกไม่อยากเสด็จไปที่อื่นเลย… หัวใจกลับโน้มเอียงไปยังตำหนักของฮองเฮาเสียมากกว่า
หรือว่า… เมื่อคืนตนจะถูกมนต์เสน่ห์ร้ายกาจของนาง “ผู้นั้น” เข้าให้จริง ๆ อัคคีในใจจึงยังไม่มอดดับ?
พระองค์ขมวดพระขนงเล็กน้อย ถอนหายใจเสียงแผ่ว ความลังเลผสานกับความสับสนก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน
“นะเพคะ…” เยว่ซินกุ้ยเฟยเอ่ยเสียงออดอ้อนอีกครั้ง น้ำเสียงอ่อนลงจนแทบจะหลอมละลายหัวใจผู้ฟัง นางขยับเข้าใกล้อีกเล็กน้อย สายตาเว้าวอนไม่ลดละ ราวกับมั่นใจว่าหากยังคะยั้นคะยอเช่นนี้ต่อไป พระองค์ย่อมใจอ่อนได้ในที่สุด
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางอย่างเหนื่อยหน่ายอยู่ครู่หนึ่ง หากยังไม่ตอบรับ เกรงว่าวันทั้งวันคงต้องทนฟังเสียงออดอ้อนนี้ไม่หยุดจนถึงค่ำเป็นแน่
“ก็ได้ ๆ …” พระองค์ตรัสอย่างส่ง ๆ น้ำเสียงปนความรำคาญเล็กน้อย “คืนนี้เราจะไป”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบนั้น เยว่ซินกุ้ยเฟยก็คลี่ยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายทันที
“หม่อมฉันขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ เช่นนั้น… คืนนี้ หม่อมฉันจะรอพระองค์อยู่ที่ตำหนักนะเพคะ”
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้พยักพระพักตร์
“ไม่มีอะไรแล้ว เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวกลับตำหนักก่อนนะเพคะ”
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้พยักพระพักตร์อีกครั้ง
นางจึงโค้งกายลงอย่างอ่อนช้อย ก่อนจะถอยออกไปด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ ขณะที่หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้มองตามร่างของนางไป… กลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างประหลาด
ทั้งที่ควรมีความสุข แต่หัวใจกลับไม่เต้นแรงแม้แต่น้อย
และภาพของสตรีอีกคน… กลับลอยขึ้นมาในความคิดอย่างไม่อาจห้ามได้
หลายวันผ่านไป…
ช่วงนี้หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ยังคงเสด็จไปประทับกับเยว่ซินกุ้ยเฟยตามที่นางมักจะร้องขอ ทว่ายิ่งวันเวลาผ่านไป ความรู้สึกบางอย่างกลับยิ่งชัดเจนขึ้นอยู่ในใจ
อยู่กับเยว่ซินกุ้ยเฟย… ทุกอย่างดูเหมือนเดิม เสียงหัวเราะเดิม รอยยิ้มเดิม ความออดอ้อนเดิม แต่กลับไม่เหมือนเดิมเลยสักนิด หัวใจของพระองค์กลับเงียบงันอย่างประหลาด ราวกับมีช่องว่างบางอย่างที่ไม่มีผู้ใดสามารถเติมเต็มได้
และในความเงียบนั้น… ใบหน้าของลู่เวยเหยาฮองเฮากลับผุดขึ้นมาไม่หยุด รอยยิ้มอ่อนโยน แววตานิ่งลึก และความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ในค่ำคืนนั้น
เหตุใดจึงรู้สึกเช่นนี้… หรือเราจะถูกนางสะกดจิตเข้าแล้วจริง ๆ …
แม้จะพยายามปฏิเสธเพียงใด แต่ความรู้สึกลึก ๆ ในจิตใจก็เริ่มไม่ยอมฟังเหตุผลอีกต่อไป
หลายวันแล้ว…
ไม่ได้พบหน้า
ไม่ได้ยินเสียง
ไม่ได้เห็นแววตานั้น
ความรู้สึกร้อนรุ่มค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจนยากจะข่มใจ
ในที่สุด หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ก็ลุกขึ้นจากแท่นประทับ ราวกับตัดสินใจบางอย่างในใจได้แล้ว พระองค์ทำทีเดินออกจากตำหนักอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันพระวรกายไปในทิศทางที่คุ้นเคย
เส้นทางสู่ตำหนักของฮองเฮา…
“เหตุใดฝ่าบาทถึงเสด็จมาตำหนักของฮองเฮาหรือพ่ะย่ะค่ะ หรือพระองค์ต้องการมาพิสูจน์ว่าพระนางทรงจำอดีตได้จริงหรือไม่อีกครั้ง” เป่ากงกงเอ่ยถาม
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้พยักหน้าอย่างเรียบเฉย
ใช่… เรายังมีข้ออ้างนี้อยู่
คิดได้ดังนั้นจึงก้าวเท้าเข้าไปในตำหนักอย่างไม่ลังเล พระองค์ทรงทราบมาว่าลู่เวยเหยาฮองเฮาไม่ได้อยู่ภายใน หากแต่กำลังชมดอกไม้และเล่นกับผีเสื้ออยู่ในสวนหลังตำหนัก จึงเสด็จตรงไปยังทิศทางนั้นทันที
