บทที่ 16 16. สนิทสนมเกินขอบเขต
เสียงลมอ่อนๆ พัดผ่าน กลิ่นดอกไม้หอมอวลไปทั่วสวน ใต้แสงแดดยามบ่าย ลู่เวยเหยากำลังยืนทอดพระเนตรผีเสื้อตัวเล็กที่บินวนอยู่รอบดอกไม้ รอยยิ้มบางแต้มอยู่บนริมฝีปาก สีหน้าอ่อนโยนราวไม่ได้ระแวงสิ่งใด
แต่สิ่งที่ทำให้หลี่เซี่ยหยางชะงักฝีเท้า… ไม่ใช่เพียงรอยยิ้มของนาง หากเป็นบุรุษในชุดองครักษ์ที่ยืนอยู่ไม่ห่าง กำลังพูดคุยกับนางอย่างใกล้ชิดเกินควร เสียงหัวเราะแผ่วเบาของนางดังลอดออกมา ขณะที่ชายผู้นั้นก้มศีรษะลงต่ำ กล่าวสิ่งใดบางอย่างด้วยท่าทีสุภาพ แต่ในสายพระเนตรของหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้… กลับดูสนิทสนมเกินขอบเขต
ความร้อนแล่นวาบขึ้นบนใบหน้าโดยไม่ทันตั้งตัว ความไม่พอใจพลุ่งพล่านขึ้นในใจอย่างควบคุมไม่อยู่
อู่เจี๋ย…
เพียงเห็นภาพนั้น หัวใจก็เหมือนถูกของมีคมบาดลึก ทั้งที่เป็นตนเองที่หวาดระแวงนาง ทั้งที่เป็นตนเองที่อยากผลักไสนาง แต่เมื่อเห็นนางยืนอยู่เคียงชายอื่นเช่นนี้ ความรู้สึกกลับเดือดพล่านอย่างหึงหวง ทั้งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ
พระหัตถ์กำแน่นโดยไม่รู้ตัว พระเนตรทอประกายเย็นเฉียบ
และในชั่วขณะนั้นเอง หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ก็รู้ชัดเจนว่า
ไม่ว่าคืนวันนั้นจะเป็นผลจากสุราหรือไม่ ไม่ว่าความรู้สึกนี้จะถูกหรือผิด
แต่เขา… ไม่อาจทนเห็นนางอยู่ใกล้ชายอื่นได้
เป่ากงกงกำลังอ้าปากเตรียมประกาศเสียงดังว่า
“ฮ่องเต้เสด็จ…”
ทว่ากลับถูกพระหัตถ์ของหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ยกขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นเชิงห้ามไว้ก่อน เป่ากงกงรีบหุบปากที่อ้าค้างไว้ลงอย่างรวดเร็วแทบไม่ทัน
เป่ากงกงเหลือบมองพระพักตร์อย่างงุนงง แต่เมื่อเห็นสายพระเนตรที่จ้องเขม็งไปยังเบื้องหน้า ราวกับกำลังเฝ้ามองฉากบางอย่างอยู่ในสวน ก็พลันเข้าใจได้ทันที
ฝ่าบาทไม่ได้ต้องการให้ผู้ใดรู้ว่าพระองค์เสด็จมา
เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะแผ่วเบายังคงดังลอยมาตามสายลม ภาพลู่เวยเหยาและชายองครักษ์ผู้นั้นยังคงชัดเจนอยู่ในสายพระเนตร
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ยืนนิ่งดั่งเงา ทอดพระเนตรทุกอิริยาบถอย่างเงียบงัน ทว่าความรู้สึกนั้นทั้งขุ่นเคือง ทั้งหม่นมัว… และยากจะอธิบาย
ในที่สุด พระองค์ก็แพ้เสียงในหัว เดินดุ่ม ๆ เข้าไปหาคนทั้งคู่
“ฝ่าบาท!” ลู่เวยเหยาอุทานอย่างตกใจ เมื่อจู่ ๆ หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ก็กระชากแขนของนาง จนร่างของพระนางเซถลาไปชนกับแผงอกของพระองค์
“เหตุใดพระองค์จึงเสด็จมาอยู่ที่นี่ได้เพคะ” พระนางเอ่ยถามด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างไม่คิดว่าจะพบพระองค์ในสถานที่แห่งนี้
อู่เจี๋ยและสาวใช้ต่างพากันก้มโค้งทำความเคารพฮ่องเต้อย่างรีบร้อน บรรยากาศที่เคยสงบงันในสวนหลังตำหนัก พลันตึงเครียดขึ้นในชั่วพริบตาเดียว.
“เจ้า… เจ้าคืออู่เจี๋ยใช่หรือไม่” หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้เอ่ยถาม พลางยกพระหัตถ์ชี้ไปยังชายหนุ่มที่ยังคงก้มหน้าต่ำ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบพระเนตร
อู่เจี๋ยชะงักเล็กน้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง
“พ่ะย่ะค่ะ”
ดวงเนตรของฮ่องเต้หรี่ลงเล็กน้อย ครู่หนึ่งจึงตรัสด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ต่อไปนี้ เราสั่งห้ามเจ้าเข้าใกล้ฮองเฮาอีกแม้เพียงก้าวเดียว เจ้าย้ายไปทำงานข้างกายเรา ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”
พระดำรัสนั้น ทุกคนล้วนตกตะลึง แม้แต่อู่เจี๋ยเองก็ไม่อาจปิดบังแววตกใจและสับสนที่ฉายชัดอยู่ในดวงตาได้
เป่ากงกงเหลือบมองฮ่องเต้ ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย หัวสมองของเขาปั่นป่วนอย่างหนัก เห็นชัดว่าฝ่าบาทกำลังถูกมารยาของฮองเฮาผู้นี้ครอบงำเข้าแล้วจริง ๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าพระชนม์ชีพของฮ่องเต้อาจสั้นยิ่งกว่าเดิมเสียอีก… ชวนให้ขนลุกยิ่งนัก
“ส่วนเจ้า… เสด็จกลับตำหนักได้แล้ว” ฮ่องเต้ตรัสกับลู่เวยเหยาด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ก่อนจะเหลือบมองเหล่าดอกไม้ที่รายล้อมรอบตัวนาง แววพระเนตรฉายความไม่พอพระทัยอย่างปิดไม่มิด “ดอกไม้พวกนี้มีอะไรพิเศษนักหนา ก่อนหน้านี้ถึงได้ยิ้มไม่หุบเช่นนั้น…”
ประโยคท้ายถูกตรัสคล้ายพึมพำกับพระองค์เอง ทว่าผู้คนรอบข้างล้วนได้ยินเต็มสองหู
นางกำนัลหลายคนสบตากันอย่างรู้ทัน ต่างเข้าใจดีว่านี่คืออาการ “หึงหวง” ของบุรุษที่มีใจให้สตรีผู้หนึ่ง จึงพากันแอบกลั้นหัวเราะ ยิ้มเขินพรายกันเป็นแถบ บรรยากาศแฝงความน่าขันไว้ท่ามกลางความตึงเครียด
ฮ่องเต้และฮองเฮาพากันเดินกลับมายังตำหนัก ทั้งสองนั่งนิ่งเงียบอยู่โดยไร้คำพูดใด ๆ และก็ไม่มีทีท่าว่าฮ่องเต้จะเสด็จกลับออกไป
ลู่เวยเหยาฮองเฮารู้สึกเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย ความเงียบที่ปกคลุมอยู่ทำให้อากาศดูอึดอัดอย่างประหลาด
เป่ากงกงมองผู้เป็นนายที่กำลังทำเป็นทอดพระเนตรโน่นมองนี่ไปมา ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ส่วนเสี่ยวจู๋ก็เอาแต่เหลือบมองพระพักตร์ของฮ่องเต้สลับกับก้มหน้าลง ถอนหายใจแผ่วเบาออกมาเป็นระยะ สีหน้าเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด
“พระองค์จะทรงเสวยมื้อค่ำที่ตำหนักของหม่อมฉันเลยหรือไม่เพคะ” ลู่เวยเหยาฮองเฮาเอ่ยถาม หลังจากที่นางไม่รู้จะวางตัวหรือควรพูดสิ่งใดดี การเอ่ยถามเช่นนี้ในเวลานี้ น่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
“ดี ข้าจะเสวยมื้อค่ำกับเจ้า” หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ตรัสตอบ ก่อนจะหันไปบอกเป่ากงกง “ไปยกสุราชั้นเลิศมาให้ฮองเฮาของข้าด้วย”
“อะไรนะพ่ะย่ะค่ะ คืนนั้นพระองค์ยังทรงเมาไม่พออีกหรือพ่ะย่ะค่ะ” เป่ากงกงเผลออุทานออกมาโดยไม่ทันคิด
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ปรายพระเนตรมองขันทีคนสนิทอย่างไม่สบอารมณ์
“ข้าบอกให้เจ้าไปทำอะไรก็ไปทำเถอะ”
“พ่ะย่ะค่ะ” เป่ากงกงรับคำ ก่อนจะถอยออกไปตามรับสั่ง
สายพระเนตรของหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ตวัดจากร่างเป่ากงกง มาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของฮองเฮา พระองค์เห็นว่าแก้มของนางมีสีชมพูระเรื่อ จู่ ๆ หัวใจก็รู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมาแปลก ๆ อย่างที่ไม่อาจอธิบายได้
“เจ้าไม่สบายหรือ” พระองค์ทรงถาม
ลู่เวยเหยาฮองเฮาก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ
ความจริงแล้ว… คำพูดของเป่ากงกงเมื่อครู่ ทำให้นางเผลอนึกถึงเรื่องคืนนั้น
คืนแรกระหว่างนางและฮ่องเต้
และคืนนั้น… ไม่ใช่เพราะฤทธิ์สุราหรอกหรือ ที่ทำให้ทั้งสองพระองค์ได้เป็นสามีภรรยากันอย่างแท้จริง
ความทรงจำนั้นทำให้พระนางรู้สึกวูบไหวขึ้นมาเล็กน้อย จึงได้แต่ก้มหน้าลง ไม่กล้าสบสายพระเนตรของฮ่องเต้ตรง ๆ
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ส่ายพระพักตร์ไปมา สีพระพักตร์ฉายความหนักใจอย่างชัดเจน ภายในใจพลันคิดอย่างขุ่นเคืองปนสับสน
เหตุใดข้าจึงรู้สึกถูกใจท่าทางเขินอายของฮองเฮาจอมมารยาผู้นี้ได้ถึงเพียงนี้กันเล่า
ยิ่งคิดก็ยิ่งหาคำตอบไม่ได้ จึงได้แต่ถอนพระทัยออกมาแผ่วเบา ราวกับต้องการปัดเป่าความรู้สึกที่ตนเองก็ยังไม่เข้าใจให้จางหายไป
และแล้วค่ำคืนนี้ ฮองเฮาและฮ่องเต้ก็ร่วมเสวยอาหาร และอยู่ด้วยกันจนถึงยามเข้านอน
