บทที่ 17 17. เหตุใดผลสรุปจึงดูคล้ายกับค่ำคืนนั้นเล่า
เป่ากงกงยืนมองแสงเทียนภายในตำหนักที่ค่อย ๆ ดับลงด้วยสภาพใจที่ราวกับจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ วันนี้ยามที่ฮ่องเต้รับสั่งให้ตนไปนำสุรามา ตนก็อุตส่าห์เลือกสุราที่มีฤทธิ์อ่อนมากที่สุดมาถวายแค่กาเดียว รับรองได้ว่าไม่มีวันเมา แต่ไม่คิดเลยว่าเรื่องราวจะกลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้
พระองค์ทรงดื่มไปไม่มากนักอย่างแน่นอน แต่เหตุใดผลสรุปจึงดูคล้ายกับค่ำคืนนั้นเล่า….
เช้าวันต่อมา หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ทรงตื่นขึ้นมา ในอ้อมกอดของพระองค์มีร่างของฮองเฮานอนเคียงอยู่ พระองค์ค่อย ๆ ขยับกาย ก่อนชันแขนขึ้นเล็กน้อย แล้วทอดพระเนตรใบหน้างามที่กำลังหลับตาพริ้มอยู่
งดงามยิ่งนัก… ไม่ว่านางจะอยู่ในอิริยาบถใดก็งดงามยิ่งนัก เหตุใดชาติที่แล้วข้าถึงได้ตาถั่วเช่นนั้น ไม่ยอมเป็นสามีภรรยากับนางอย่างแท้จริง เพียงชายตามองยังไม่ยอมมอง เฮ่อ… พลาดสิ่งดี ๆ ไปจริง ๆ
ทว่าแล้วภาพหนึ่งก็พลันผุดขึ้นมาในความคิด ภาพที่นางยกมีดพาดผ่านลำคอของตน ความรู้สึกเย็นวาบแล่นขึ้นตามสันหลังในทันที
พระองค์สูดลมหายใจลึก ก่อนจะลุกขึ้นนั่งและยังคงมองใบหน้างามของผู้เป็นภรรยาอยู่
เจ้าในยามนั้น… น่ากลัวยิ่งนัก เมื่อคืนยามที่ข้าสบตาเจ้า แววตาของเจ้าช่างแตกต่างจากยามนั้นเหลือเกิน หรือว่าเจ้าจะจำอดีตไม่ได้จริง ๆ …
แต่ก็ยังแปลก… แปลกมากจริง ๆ ดวงตาของเจ้างดงามดุจเมล็ดท้อ ทว่าแววตาเจ้าตอนฆ่าข้า เหมือนจะเรียวเล็กกว่านี้อย่างเห็นได้ชัด…
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ขมวดพระขนง ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างช้า ๆ
…หรือว่าผู้ที่ฆ่าข้าในยามนั้น จะไม่ใช่เจ้า?
หลังจากเสด็จกลับมายังตำหนักของพระองค์เอง หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ก็ยังคงขมวดพระขนง นั่งครุ่นคิดถึงเรื่องที่ว่า คนที่ลงมือฆ่าตนอาจไม่ใช่ลู่เวยเหยาผู้นี้เสียแล้ว จนเป่ากงกงอดเอ่ยถามไม่ได้
“ฝ่าบาท เหตุใดพระพักตร์จึงดูเคร่งเครียดนักเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
พระองค์หันมาสบตากับเป่ากงกงอยู่นาน จนขันทีคนสนิทต้องก้มหน้าลง ไม่กล้าสบพระเนตรต่อ
“ดวงตาของเจ้ายังคงเหมือนชาติที่แล้ว”
ได้ยินเช่นนั้น เป่ากงกงก็อดขันเล็กน้อยไม่ได้
“ก็กระหม่อมคนเดิม ดวงตาจะเปลี่ยนไปได้เช่นไรเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ขมวดพระขนงแน่นขึ้น
“นั่นน่ะสิ… แต่เรารู้สึกว่าฮองเฮา นางอาจไม่ใช่คนที่ฆ่าเราเมื่อชาติที่แล้ว”
คำตรัสนั้นทำให้เป่ากงกงหน้าถอดสีในทันที
“ฝ่าบาท พระองค์ทรงหลงเสน่ห์มนต์ดำของพระนางแล้วจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเห็นกับตาว่าผู้ที่ปลงพระชนม์ฝ่าบาทคืนนั้นคือฮองเฮา ที่ตำหนักของนางเองนะพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ทำพระพักตร์ครุ่นคิด หนึ่งส่วนก็เห็นด้วยกับคำพูดของเป่ากงกง เพราะยามนี้พระองค์รู้สึกหลงใหล อยากพบเจอแต่นางเพียงผู้เดียว ทว่าอีกใจกลับรู้สึกคล้ายรางเลือน ราวกับว่านางผู้นี้ไม่ใช่คนเดียวกับในความทรงจำเมื่อชาติที่แล้ว
ยิ่งนึกถึงดวงตาของนาง ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ดวงตาคู่นั้น… มันเหมือนเป็นของคนละคนจริง ๆ
“เจ้าจงเล่าเรื่องในชาติที่แล้วให้ข้าฟังต่อ หลังจากฮองเฮาเสด็จสวรรคตแล้ว เกิดสิ่งใดขึ้นอีก” หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ตรัสถามเป่ากงกงด้วยความสงสัย
เป่ากงกงทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มเล่า
“ในตอนนั้น กระหม่อมสั่งให้จับนางกำนัลเสี่ยวจู๋ไปทรมานเพื่อให้รับสารภาพ แต่นางกลับไม่ยอมปริปากพูดเลย จากนั้น…”
ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวต่อให้จบ หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ก็พลันขมวดพระขนง จู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นวาบขึ้นมา
“เสี่ยวจู๋ผู้นี้มีท่าทีแตกต่างจากชาติที่แล้วยิ่งนัก… หรือว่านางจะย้อนเวลามาเช่นเดียวกัน!”
เป่ากงกงเบิกตากว้างขึ้นทันที ในใจยิ่งรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้ไม่น้อย นางเสี่ยวจู๋ผู้นี้ดูเกลียดชังตนอย่างชัดเจนในชาตินี้ แตกต่างจากชาติก่อนอย่างเห็นได้ชัด
“เป็นไปได้พ่ะย่ะค่ะ และหากฮองเฮาจำอดีตไม่ได้จริง ๆ เช่นนั้น การปล่อยให้เสี่ยวจู๋ ผู้ที่อาจจำอดีตชาติได้อยู่ใกล้ตัวฮองเฮา ก็ยิ่งน่าหวาดหวั่น เกรงว่านางจะเล่าเรื่องในอดีตออกมา และนั่นย่อมไม่เป็นผลดีต่อพวกเรานะพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ทรงพยักหน้าเห็นด้วย
“เช่นนั้น… สั่งประหารนางเสียเลยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เป่ากงกงเอ่ยเสียงสั่น
“เจ้าจะบ้าหรือ” พระองค์ขมวดพระขนง “ทำเช่นนั้น ฮองเฮาจะยอมได้หรือไร ข้าว่า… ให้เจ้าแต่งงานกับนางดีกว่า”
เป่ากงกงทรุดลงกับพื้นในทันที คุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นอย่างร้อนรน
“ฝ่าบาท ไว้ชีวิตกระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้กลับแย้มพระโอษฐ์ หัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี ก่อนตรัสขึ้น
“ข้าเพียงให้เจ้าแต่งงาน จะได้มีคนคอยปรนนิบัติพัดวี แม้เจ้าจะเป็นขันที แต่ก็ยังเป็นบุรุษอยู่ดี มีสตรีมาอยู่เคียงข้าง คอยดูแลเอาใจ ไม่ดีกระนั้นหรือ”
เสียงสะอื้นของเป่ากงกงดังขึ้นทันที เขาร้องไห้ออกมาโฮใหญ่ ราวกับโลกทั้งใบถล่มลงตรงหน้า
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ทรงหัวเราะร่า ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงขัน
“เอาน่า เราเพียงล้อเล่น หากให้เสี่ยวจู๋แต่งงานกับเจ้าจริง ๆ ฮองเฮาของข้าก็คงไม่มีวันยอมเป็นแน่”
เป่ากงกงที่กำลังร้องไห้ฟูมฟาย เมื่อได้ยินคำว่า ฮองเฮาของข้า ก็ถึงกับชะงัก น้ำตาที่ไหลรินหยุดลงในทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ร้องต่อแล้วหรือ” พระองค์เงยพระพักตร์มาถาม ใบหน้าประดับรอยยิ้มเย้าแหย่
“พระองค์… ตรัสคำว่า ‘ฮองเฮาของข้า’ ออกมานะพ่ะย่ะค่ะ” เป่ากงกงเอ่ยเสียงเบา ราวกับไม่อยากเชื่อหูตนเอง
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้หุบพระโอษฐ์ฉับพลัน สีพระพักตร์แข็งตึงเล็กน้อย
“ข้าไม่ได้ตรัสสิ่งใดเช่นนั้นออกมาแน่นอน”
เป่ากงกงส่ายหน้าช้า ๆ
“พระองค์ตรัสออกมาจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ขมวดพระขนงแน่น สีพระพักตร์ฉายความหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยไล่ออกไปด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“เจ้าออกไปได้แล้ว ออกไป!”
เป่ากงกงไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดอีก ได้แต่ค้อมศีรษะรับคำ แล้วรีบถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
