บทที่ 18 18. คนเราก็อาจเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ

ลู่เวยเหยาฮองเฮานั่งหวีเส้นผมของตนอยู่หน้ากระจก รอบข้างรายล้อมไปด้วยเครื่องประดับพระเกศา และเครื่องประทินโฉมมากมาย

“ฮองเฮาเพคะ พระองค์ทรงนั่งยิ้มเช่นนี้นานเกินไปแล้วนะเพคะ” เสี่ยวจู๋เอ่ยเตือน เมื่อเห็นเจ้านายสาวในชุดนอนผ้าขาวบาง นั่งหวีผมพลางยิ้มเหม่อลอยอยู่นานผิดปกติ

ลู่เวยเหยาฮองเฮาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้น และเสี่ยวจู๋ก็รีบเข้ามาประคองให้นางมานั่งที่เตียงอย่างอ่อนโยน

“ฮองเฮา… อย่าได้ทรงถือโทษที่หม่อมฉันก้าวก่ายเรื่องส่วนพระองค์เลยนะเพคะ” เสี่ยวจู๋เอ่ยด้วยสีหน้าลังเลและไม่สบายใจนัก

ลู่เวยเหยาฮองเฮาเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะดึงมือของเสี่ยวจู๋ให้มานั่งลงข้างกาย

“เจ้ามีอะไรก็พูดมาเถิด ทำราวกับข้าเคยตำหนิเจ้าอย่างนั้นแหละ”

เสี่ยวจู๋พยักหน้ายิ้มบาง ๆ แต่แววตากลับยังเต็มไปด้วยความกังวล

“ฮ่องเต้เข้าหาพระองค์ ต้องมีแผนการบางอย่างเพคะ แต่หม่อมฉันคิดว่า… มันอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้าย ถ้าเรามีแผนรับมือที่ดีพอ หากพระองค์ทรงตั้งครรภ์ขึ้นมา ถึงเวลานั้นก็ให้พระโอรสขึ้นครองบัลลังก์แทนฮ่องเต้ได้”

“เสี่ยวจู๋!” ลู่เวยเหยาเอ่ยเสียงเข้ม “เหตุใดเจ้าจึงเอ่ยวาจาบังอาจเช่นนี้ออกมา!”

“ขออภัยที่บังอาจทูลเช่นนี้เพคะ” เสี่ยวจู๋รีบคุกเข่าลงกับพื้น “แต่หม่อมฉันหวังดีกับพระองค์ ไม่อยากให้ทุกอย่างซ้ำรอยอดีตอีก”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น น้ำเสียงของฮองเฮาก็อ่อนลง

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”

เสี่ยวจู๋สูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับรวบรวมความกล้า ก่อนจะเอ่ยออกมาช้า ๆ

“หากหม่อมฉันพูดไป พระองค์อาจไม่ทรงเชื่อ… แต่หม่อมฉันฝันร้ายเพคะ เป็นความฝันที่เหมือนจริงยิ่งนัก ราวกับเคยเกิดขึ้นมาแล้วจริง ๆ”

ลู่เวยเหยาฮองเฮาหัวเราะเบา ๆ นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า สาวใช้คนสนิทผู้นี้ จะเอ่ยถ้อยคำราวกับเชื่อในลางบอกเหตุเช่นนี้ออกมาได้

“หม่อมฉันพูดจริง ๆ นะเพคะ” เสี่ยวจู๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาฉายความกังวลอย่างชัดเจน

“เช่นนั้นเจ้าลองเล่าความฝันของเจ้าให้ข้าฟังดูเสียหน่อยก็แล้วกัน” ลู่เวยเหยาฮองเฮาตรัส

เสี่ยวจู๋คลี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเริ่มเล่าอย่างช้า ๆ

“ในความฝันนั้น… พระองค์ถูกฮ่องเต้หมางเมินในคืนแต่งงาน ฮ่องเต้เสด็จไปประทับอยู่กับเยว่ซินกุ้ยเฟยทั้งคืน จนเช้าวันต่อมา ข่าวลือเรื่องนี้ก็แพร่กระจายไปทั่ววัง บรรดาบ่าวรับใช้ต่างให้ความเคารพเยว่ซินกุ้ยเฟยมากกว่าพระองค์ ฮ่องเต้ทรงเย็นชากับพระองค์ยิ่งนัก และท้ายที่สุด… ฮ่องเต้ยังทรงมีรับสั่งให้ประหารชีวิตตระกูลลู่ทั้งหมดอีกด้วยเพคะ”

ลู่เวยเหยาเพียงยกยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ

“แล้วในฝันนั้น ข้าทำเช่นไรเล่า”

“พระองค์วัน ๆ เอาแต่นั่งเหม่อ น้ำตาคลออยู่แต่ในตำหนักเพคะ แต่ยังดีที่พระองค์ทรงมีหม่อมฉัน และอู่เจี๋ยคอยอยู่เคียงข้าง จึงยังพอทรงยิ้มได้บ้าง แต่ท้ายที่สุดจุดจบนั้น… ไม่ดีเลยเพคะ หม่อมฉันกลัวจริง ๆ กลัวว่ามันจะเกิดขึ้นอีก”

ลู่เวยเหยาหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ คล้ายไม่ถือสา

“ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันพูดจริง ๆ นะ เหตุใดพระองค์จึงหัวเราะหม่อมฉันเช่นนี้” เสี่ยวจู๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงปนน้อยใจ

“ข้าเปล่าเสียหน่อย” ลู่เวยเหยาปฏิเสธ ยังคงยิ้มบาง ๆ “เจ้าอย่าได้นำความฝันมาปะปนกับความเป็นจริงเลย คืนวันแต่งงานฮ่องเต้ก็ทรงเสด็จมาหาข้า แล้วเช่นนี้ความฝันของเจ้าจะเป็นจริงได้อย่างไรกัน”

น้ำเสียงของนางยังคงอ่อนโยนและมั่นคง

เสี่ยวจู๋ถอนหายใจแผ่วเบา นางเองก็ไม่อาจเข้าใจได้เช่นกันว่าเหตุใดฮ่องเต้ในยามนั้น กับฮ่องเต้ในยามนี้ จึงแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

จะว่านั่นเป็นเพียงความฝัน… ก็ช่างเหมือนจริงเสียเหลือเกิน ฝันเช่นใดกันที่ยาวนานถึงสามปี

ความเจ็บปวดในวันที่นางสูญเสียเจ้านายผู้เป็นที่รักยังคงฝังแน่นอยู่ในอก ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ความรู้สึกเย็นเฉียบในยามสิ้นหวังนั้น นางไม่มีวันลืมได้เลย

และบัดนี้… นางได้รับโอกาสกลับมาอยู่เคียงข้างฮองเฮาของนางอีกครั้ง

ไม่ว่าครั้งนี้ฮ่องเต้จะมีเจตนาเช่นไร นางก็จะปกป้องพระนางให้ถึงที่สุด แม้ต้องใช้ร่างกายของตนรับคมศรแทน นางก็จะไม่ลังเลแม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว

“เอาล่ะ เสี่ยวจู๋” ลู่เวยเหยาฮองเฮายกพระหัตถ์ลูบหลังมือของบ่าวรับใช้คนสนิทอย่างแผ่วเบา พลางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้าคงเพียงฝันไปเท่านั้น เพราะเจ้ารัก และเป็นห่วงข้าเกินไป แม้ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้จะทรงเฉยเมยกับข้า แต่บัดนี้พระองค์ไม่ใช่เช่นนั้นแล้ว”

นางยิ้มบาง ๆ ดวงตาฉายแววนุ่มนวล

“บางครั้ง… คนเราก็อาจเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ”

พระตำหนักของเยว่ซินกุ้ยเฟย

“อะไรนะ! ฮ่องเต้เสด็จไปยังพระตำหนักของฮองเฮาอีกแล้วหรือ!” เยว่ซินกุ้ยเฟยตวาดเสียงใส่นางกำนัลที่เข้ามารายงานข่าวการเสด็จของฮ่องเต้ไปยังตำหนักฮองเฮาทำให้นางเดือดดาลแทบควบคุมอารมณ์ไม่อยู่

นางลอบติดสินบนบรรดาบ่าวไพร่ไว้หลายตำหนัก หนึ่งในนั้นคือตำหนักฮองเฮา จึงทำให้นางสามารถรู้ข่าวสารได้อย่างรวดเร็วเหนือผู้ใด

“เพคะ…” นางกำนัลตอบเสียงสั่น พลางก้มหน้าลงด้วยความหวาดกลัว

เยว่ซินกุ้ยเฟยกำมือแน่น ความโกรธเกรี้ยวปะทุขึ้นในอก เหตุใด… เหตุใดจึงต้องเป็นเช่นนี้!

ซูหว่านจึงรีบเอ่ยสั่งเสียงเย็น “รีบรายงานมา ฮ่องเต้กับฮองเฮาทรงสนทนาเรื่องใดกันบ้าง”

นางกำนัลลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรายงานด้วยความระแวดระวัง

“เอ่อ… คือ… บรรดานางกำนัลต่างเห็นตรงกันเพคะว่า… ฮ่องเต้เสด็จไปยังตำหนักของฮองเฮา แล้วทอดพระเนตรพบองครักษ์นายหนึ่ง จึงทรงแสดงอาการไม่พอพระทัย คล้ายทรงหึงหวง จากนั้นก็มีรับสั่งให้องครักษ์ผู้นั้นย้ายมาประจำอยู่ข้างกายพระองค์ และห้ามเข้าใกล้ฮองเฮาอีกเพคะ…”

ขณะนางกำนัลกล่าวจบลง ดวงตาก็เผลอเหลือบมองใบหน้าของเยว่ซินกุ้ยเฟย สีหน้าของนางยามนี้ เย็นเยียบ น่าหวาดหวั่นยิ่งนัก ราวกับพายุแห่งความริษยากำลังก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ

“ออกไป!” ซูหว่านเอ่ยเสียงแข็ง ราวกับไม่ต้องการให้บุคคลผู้นั้นอยู่ต่ออีกแม้เพียงอึดใจเดียว พลางหยิบถุงเงินโยนออกไปตรงหน้า

นางกำนัลรีบก้มตัวรับไว้ด้วยท่าทีร้อนรน สีหน้าฉายความหวาดกลัวปนโล่งใจ ก่อนจะถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าชักช้าแม้เพียงครู่เดียว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป