บทที่ 19 19. จะใจเย็นอะไรได้อีก!
เพล้ง!!!!
ถ้วยและกาน้ำชาถูกปัดร่วงลงสู่พื้นแตกกระจาย เยว่ซินกุ้ยเฟยกำมือแน่น ดวงตาฉายประกายความโกรธเกรี้ยวอย่างห้ามไม่อยู่
“พระทัยเย็น ๆ ก่อนนะเพคะ” ซูหว่านเอ่ยเสียงแผ่ว พยายามปลอบให้ผู้เป็นนายสงบลง
“จะใจเย็นอะไรได้อีก!” เยว่ซินกุ้ยเฟยตวาดอย่างเหลืออด “นังมารร้ายนั่นแย่งความโปรดปรานจากฮ่องเต้ไปแล้ว!”
ซูหว่านจึงก้มหน้านิ่ง ไม่เอ่ยคำใดต่อ นางรู้ดีถึงนิสัยของผู้เป็นนาย หากโทสะปะทุขึ้นมาแล้ว ต่อให้เอาช้างมาฉุดก็ยากจะหยุดได้ ตราบใดที่ยังคิดถ้อยคำหวานหู เอาอกเอาใจไม่ออก นิ่งสงบคือสิ่งเดียวที่ควรกระทำ
“ในเมื่อฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนพระทัย เช่นนั้นก็อย่าโทษว่าข้าโหดร้ายก็แล้วกัน!” เยว่ซินกุ้ยเฟยเอ่ยเสียงเหี้ยม แววตาฉายประกายเย็นเยียบ
ซูหว่านเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย “พระองค์คิดจะกระทำการใดหรือเพคะ”
“เทศกาลวันพระราชสมภพของฮ่องเต้จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่สิบวันข้างหน้า” เยว่ซินกุ้ยเฟยกล่าว พลางยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางที่แฝงความอำมหิต “ข้าจะใช้งานเลี้ยงในวันนั้น… ทำให้ฮ่องเต้หมดความโปรดปรานในตัวนาง” คำสุดท้ายเอ่ยออกมาช้า ๆ ราวกับได้วางแผนไว้แล้ว
“ได้ยินว่าช่วงนี้ที่ตำหนักฮองเฮาคึกคักยิ่งนัก บรรดาอนุแวะเวียนไปพูดคุยทักทายกันเป็นว่าเล่น ขนาดถูกไล่ให้กลับแล้วยังไม่ยอมกลับกัน คอยเอาอกเอาใจไม่ห่างเลยทีเดียว”
“ก็ไม่แปลกนี่นา พระนางทรงเป็นคนโปรดในยามนี้”
“ต่อให้มิใช่คนโปรด แต่ถึงอย่างไรก็ทรงเป็นถึงฮองเฮา แค่ตำแหน่งของพระนาง และฐานะจากตระกูลลู่ ก็เพียงพอให้ดำรงอยู่ในวังหลวงได้อย่างสง่างาม ต่อให้ไม่ได้รับความรักจากฮ่องเต้ ก็ใช่ว่าจะต้องลำบากแต่อย่างใด เว้นเสียแต่ว่า… ฮ่องเต้โปรดปรานผู้อื่นจนยกยอคนผู้นั้นอยู่เหนือฮองเฮา”
“แต่เยว่ซินกุ้ยเฟยผู้นั้น เคยวางตัวอยู่เหนืออนุทุกคนมาโดยตลอด ยามนี้กลับไม่มีใครไปหานางเหมือนเช่นเคย เห็นแล้วช่างน่าสมเพชยิ่งนัก นับว่าสมน้ำหน้านางแท้ ๆ”
เสียงกระซิบกระซาบเหล่านั้นดังแผ่วเบา ลอยไปตามทางเดินในวัง
“เหตุใดเจ้ายิ้มไม่หุบเช่นนั้น” ลู่เวยเหยาฮองเฮาเอ่ยถามเสี่ยวจู๋ เมื่อเห็นว่ายามนี้ไม่ว่านางจะหยิบจับสิ่งใด หรือเข้ามาปรนนิบัติอยู่ใกล้เพียงไหน รอยยิ้มก็ยังปรากฏบนใบหน้าไม่จางหาย
เสี่ยวจู๋ยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงสดใส
“หม่อมฉันสะใจเพคะ”
“สะใจอะไรของเจ้า”
“พระองค์จำที่หม่อมฉันเล่าให้ฟังคราวก่อนได้หรือไม่เพคะ เรื่องที่บอกว่าหม่อมฉันฝัน”
ลู่เวยเหยาฮองเฮาพยักหน้า
“จำได้สิ”
เสี่ยวจู๋จึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าเดิม
“ในฝันนั้น เยว่ซินกุ้ยเฟยผู้นั้นทำตัวหยิ่งยโส โอหัง และไม่เคารพพระองค์เลยเพคะ เพราะเห็นว่าพระองค์ไม่ทรงเป็นที่โปรดปราน นางเป็นผู้เดียวที่กล้าตำหนิพระองค์ต่อหน้าธารกำนัล เวลานั้นหม่อมฉันจำได้ดี นอกจากฮ่องเต้ไม่ทรงตำหนินางแล้ว ยังทรงเข้าข้างนางเสียอีก ทำให้นางยิ่งได้ใจ กล้าทำเช่นนั้นมากขึ้น แต่ยามนี้นางไร้ความโปรดปรานดังอดีต คิดแล้วหม่อมฉันก็อดสะใจไม่ได้จริง ๆ เพคะ”
ลู่เวยเหยาหลุดหัวเราะเบา ๆ
“เพียงความฝัน ก็ทำให้เจ้ายิ้มมีความสุขได้ถึงเพียงนี้ ในฝันของเจ้าคงสมจริงยิ่งนักเลยกระมัง”
“เพคะ” เสี่ยวจู๋พยักหน้า “เป็นฝันที่ยาวนานถึงสามปีเชียวล่ะเพคะ และหม่อมฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ อีกไม่นานจะมีการจัดงานใหญ่ พระองค์ต้องทรงระวังพระองค์ไว้ด้วยนะเพคะ เพราะวันนั้นอาจถูกใส่ร้ายโดยกุ้ยเฟยผู้นั้นได้”
เมื่อเห็นว่าสาวใช้คนสนิทจริงจังกับเรื่องความฝันนี้มาก ลู่เวยเหยาฮองเฮาจึงยกยิ้มบาง ๆ แล้วพยักหน้าเบา ๆ เพื่อให้นางสบายใจ
ขณะที่ฮองเฮาและเสี่ยวจู๋กำลังสนทนากันอยู่ จู่ ๆ ไทเฮาก็เสด็จมาที่พระตำหนักของนางอย่างไม่คาดคิด
“ถวายบังคมไทเฮา” ลู่เวยเหยากล่าว พลันยอบกายลงถวายความเคารพอย่างนอบน้อม
“มานี่มาฮองเฮา” ไทเฮากล่าวด้วยรอยยิ้มเปี่ยมความเอ็นดู นางรักลู่เวยเหยาเสมือนบุตรีอีกคนหนึ่ง จึงทรงเมตตาและดีกับนางเป็นพิเศษ ครั้นตรัสจบ พระนางก็จับมือฮองเฮาไว้ ก่อนจะพาเดินไปนั่งเคียงกันอย่างใกล้ชิด
“พระองค์เสด็จมาหาหม่อมฉันด้วยพระองค์เอง มีเรื่องด่วนอันใดหรือเพคะ” ลู่เวยเหยาเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ข้าเพียงออกมาเดินเล่นเท่านั้น บังเอิญได้ยินบรรดานางกำนัลกล่าวว่า ช่วงนี้ฮ่องเต้ทรงดีกับเจ้ามาก ด้วยความดีใจ ข้าจึงได้แวะมาถามด้วยตัวเอง” ไทเฮาตรัสด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มแห่งความสุขใจ
ลู่เวยเหยาฮองเฮาคลี่ยิ้มบาง ๆ
“เพคะ ฝ่าบาททรงดีกับหม่อมฉันมากจริง ๆ”
ไทเฮาพยักหน้าอย่างพึงพอพระทัย
“ดียิ่งนัก เจ้าลูกคนนี้คิดได้เสียที จะมีผู้ใดจงรักภักดีได้เท่าตระกูลลู่อีกเล่า เมื่อก่อนฮ่องเต้ทรงดื้อดึงไปบ้าง เจ้าก็อย่าได้ถือสาเรื่องในอดีตเลยนะ”
“หม่อมฉันไม่กล้าโกรธเคืองอันใดเพคะ” ลู่เวยเหยาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนน้อม
ไทเฮาคลี่ยิ้มอย่างอารี
“เจ้ารู้ความนัก” ไทเฮาตรัสด้วยสีหน้าพึงพอพระทัย
“ใกล้ถึงวันพระราชสมภพของฮ่องเต้แล้ว เจ้าควรเริ่มตระเตรียมงานได้เสียที ข้าจะให้ชิงหลัวมาช่วยเหลือเจ้า หากมีสิ่งใดสงสัย ก็สอบถามนางได้ นี่เป็นครั้งแรก ตั้งแต่เจ้าเข้ามารับตำแหน่ง และจัดงานใหญ่เช่นนี้ นางจะคอยแนะนำและดูแลเจ้าอย่างใกล้ชิด”
“ขอบพระทัยเพคะ” ลู่เวยเหยาฮองเฮาตอบรับ พร้อมยกยิ้มบางอย่างอ่อนโยน
ลู่เวยเหยาฮองเฮารู้ดี ว่าชิงหลัว คือ นางกำนัลใหญ่ผู้ใกล้ชิดข้างพระวรกายไทเฮา ถือเป็นผู้มีประสบการณ์และความรอบคอบสูง การที่ไทเฮาส่งนางมาช่วยเหลือ นับเป็นความไว้วางใจอย่างยิ่งยวดที่มีต่อตน
หลังจากนั้น ไทเฮาและฮองเฮาก็ทรงสนทนาเรื่องทั่วไปกันอยู่อีกสักพัก บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและผ่อนคลาย ก่อนที่ไทเฮาจะทรงลุกขึ้น และเสด็จกลับพระตำหนักของพระองค์ในเวลาต่อมา
ลู่เวยเหยาฮองเฮายืนส่งอย่างนอบน้อม จนเห็นพระวรกายของไทเฮาลับสายตา จึงค่อยผ่อนคลายสีหน้าลงเล็กน้อย
การจัดเตรียมงานเทศกาลวันพระราชสมภพของฮ่องเต้เริ่มต้นขึ้นโดยลู่เวยเหยาฮองเฮาทรงเป็นผู้ควบคุมดูแลทุกขั้นตอนด้วยพระองค์เอง โดยมีชิงหลัว นางกำนัลใหญ่ข้างกายไทเฮา คอยให้คำแนะนำและคำปรึกษาอย่างใกล้ชิด
ภายในตำหนัก บรรยากาศเต็มไปด้วยความขะมักเขม้น เสี่ยวจู๋ยื่นกระดาษแบบร่างผังพิธีการออกไป พลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“ผังพิธีดังนี้ดีหรือไม่เพคะ?”
ลู่เวยเหยาฮองเฮารับกระดาษไปพิจารณาอย่างละเอียด ก่อนจะหันไปถามชิงหลัว
“กงหนี่ชิงหลัว เจ้าคิดว่าผังนี้เป็นเช่นไร”
ชิงหลัวกวาดตามองผังพิธีอีกครั้งอย่างรอบคอบ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ พร้อมรอยยิ้ม
“เป็นผังที่เหมาะสมและรัดกุมยิ่งนักเพคะ เสี่ยวจู๋ทำงานได้ดียิ่งนัก”
ได้ยินเช่นนั้น เสี่ยวจู๋ก็ยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ จากประสบการณ์ในชาติภพก่อน นางย่อมรู้ดีว่าชิงหลัว และฮองเฮานิยมพิธีการแบบใด จึงจัดเตรียมทุกสิ่งมาอย่างพิถีพิถัน จนสามารถผ่านความเห็นชอบได้ตั้งแต่ครั้งแรกโดยไม่ต้องแก้ไขแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นก็เอาตามนี้” ลู่เวยเหยาฮองเฮากล่าวยิ้ม ๆ
