บทที่ 20 20. จะต้องไม่เกิดเรื่องซ้ำรอยเดิมอีก
ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้หาได้เสด็จเข้าไปพบฮองเฮาในตำหนักไม่ ทว่าพระองค์กลับเดินผ่านเส้นทางนั้นแทบทุกวัน และยิ่งทอดพระเนตรก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ
ทางไปตำหนักฮองเฮาคึกคักผิดปกติ บรรดาขันทีและนางกำนัลเข้าออกไม่ขาดสาย ราวกับมีเรื่องสำคัญอันใดกำลังดำเนินอยู่
“นางยุ่งอยู่กับเรื่องใดหรือ” พระองค์เอ่ยถามขึ้นในที่สุด
เป่ากงกงเลิกคิ้วเล็กน้อย คล้ายไม่เข้าใจในทันที
“ผู้ใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ฮองเฮาอย่างไรเล่า เหตุใดตำหนักของนางจึงมีผู้คนเข้าออกไม่ซ้ำหน้าเช่นนี้”
“อ๋อ…” เป่ากงกงคลี่ยิ้มบาง ๆ “ก็งานเทศกาลวันพระราชสมภพของพระองค์อย่างไรเล่าล่ะพ่ะย่ะค่ะ พระนางเป็นผู้ดูแลจัดการดูแลทุกขั้นตอน”
คำพูดนั้นทำให้หลี่เซี่ยหยางชะงักไปเล็กน้อย ความทรงจำในอดีตชาติย้อนกลับมาโดยไม่อาจห้ามได้
ชาติที่แล้ว งานนี้เป็นงานแรกที่ฮองเฮาเป็นผู้จัดการด้วยตัวเอง แต่แทนที่พระองค์จะให้เกียรติ นับถือ หรือแม้แต่สนใจ พระองค์กลับแสดงความรังเกียจออกมาอย่างเปิดเผย และยังเข้าข้างเยว่ซินกุ้ยเฟยอย่างชัดเจน
ในวันพิธี เยว่ซินกุ้ยเฟยเป็นผู้ทำผิดพลาดต่อหน้าราชสำนักและแขกบ้านแขกเมือง ทว่าสิ่งที่พระองค์ทำกลับตรงกันข้าม ไม่เพียงไม่ตำหนินาง กลับกล่าวโทษฮองเฮาว่าเป็นต้นเหตุของความผิดพลาดทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดเหตุเก้าอี้ของไทเฮาหัก พระองค์ทรงพระบาทเจ็บจนเดินไม่ได้ ความโกรธและความลำเอียงในเวลานั้นทำให้พระองค์สั่งลงโทษฮองเฮาอย่างหนัก ทั้งกักบริเวณ ทั้งโบยบ่าวรับใช้ของนางทุกคนเพื่อเป็นการลงโทษ
แม้ภายหลังจะพบว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงการใส่ร้าย และสามารถจับตัวผู้กระทำผิดได้ แต่เมื่อพยานหลักฐานเริ่มสาวไปถึงเยว่ซินกุ้ยเฟย พระองค์กลับเลือก “ปิดคดี” เสียเอง
และนั่น… อาจเป็นหนึ่งในบาดแผลที่ทำให้ลู่เวยเหยาแค้นเคืองพระองค์มาจนถึงลมหายใจสุดท้าย
“คราวนี้เจ้าส่งคนตรวจสอบเก้าอี้ของไทเฮาให้ละเอียดที่สุด อย่าให้มีสิ่งใดผิดพลาดแม้แต่น้อย และถ้าเป็นไปได้… ก็อย่าให้เยว่ซินกุ้ยเฟยออกมาก่อกวนได้เหมือนชาติที่แล้วอีก”
“พ่ะย่ะค่ะ” เป่ากงกงก้มศีรษะรับคำ แต่ครั้นเดินไปได้เพียงก้าวเดียวก็ชะงัก คล้ายเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นมา จึงเงยหน้าขึ้นทูลอีกครั้ง
“ฝ่าบาท อำนาจของตระกูลลู่เริ่มอ่อนลงหลังเหตุการณ์ที่ไทเฮาตกจากเก้าอี้ในงานพระราชสมภพครั้งก่อน ตอนนั้นเยว่ซินกุ้ยเฟยและพระองค์ ร่วมกันทำให้ไทเฮาทรงเริ่มหวาดระแวงตระกูลลู่ แม้เพียงเล็กน้อย แต่นั่นก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการล้มล้างอำนาจของตระกูลลู่ มิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดยังไม่ทันจบ หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ก็ถลึงพระเนตรใส่ทันที
“ชาติที่แล้วข้าไม่ได้ร่วมมือกับเยว่ซินกุ้ยเฟยเสียหน่อย! เป็นนางทำเพียงผู้เดียว ข้าแค่… ช่วยปกปิดเท่านั้น!”
เป่ากงกงถึงกับทำหน้างุนงง หลุดถามออกมาโดยไม่ทันคิด
“มันก็ไม่ต่างกันไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ…”
“ไม่ต่างได้อย่างไร! มันต่าง!” พระสุรเสียงกดต่ำอย่างเดือดดาล “ชาตินี้เจ้าก็ยังบังอาจมาชักนำให้ข้าทำผิดอีก เจ้าจะล้มตระกูลลู่ แล้วให้ข้ามีจุดจบเช่นเดิมหรือไร!”
สิ้นคำ พระองค์สะบัดชายเสื้ออย่างแรง ก่อนจะไพล่มือไว้ด้านหลัง หมุนพระวรกายหันหลังให้เป่ากงกง
“หม่อมฉันผิดไปแล้ว พูดผิดไปจริง ๆ ขอฝ่าบาทอย่าทรงถือสา” เป่ากงกงรีบก้มหน้าลง พลางตบปากตนเองเบา ๆ สองสามครั้งเพื่อแสดงความสำนึก
ฮ่องเต้หลับพระเนตรครู่หนึ่ง ก่อนถอนพระทัยยาว
“ช่างเถิด… งานเทศกาลครั้งนี้ จะต้องปกป้องฮองเฮาให้ดี จะต้องไม่เกิดเรื่องซ้ำรอยเดิมอีก”
“พ่ะย่ะค่ะ” เป่ากงกงรับคำเสียงแผ่ว กลืนน้ำลายลงคออย่างเงียบงัน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอยู่รับใช้กันมานาน หรือเพราะสายตาของใครก็ตามก็มองออกได้ชัดเจนยิ่งนักว่า… ฮ่องเต้ ไม่ได้เพียง ‘ปกป้อง’ ฮองเฮาเท่านั้น แต่ทรงกำลัง “หวั่นไหว” ต่อพระนางแล้วอย่างไม่อาจปฏิเสธได้เลย
หลังจากก้มหน้าก้มตาวางแผนงานอยู่นานจนแทบลืมเวลา ลู่เวยเหยาฮองเฮาก็ค่อย ๆ ยืดกายขึ้น พลางยกพระหัตถ์ดันแผ่นหลังเบา ๆ เพื่อคลายความเมื่อยล้า อาการตึงร้าวที่สะสมมาทั้งวันค่อยทุเลาลงเล็กน้อย
เสี่ยวจู๋เห็นดังนั้นก็รีบวางงานในมือลงทันที ก่อนจะก้าวเข้ามาประคองผู้เป็นนายด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“เสด็จกลับไปพักเถิดเพคะ พระองค์ทรงทำงานมาทั้งวันแล้ว”
“ทำให้เสร็จก่อนดีกว่า” พระนางเอ่ยเสียงอ่อน พลางคลี่ยิ้มบาง ๆ “พรุ่งนี้จะได้มอบหมายให้บรรดาสนม และนางกำนัลจัดการต่อได้ เดี๋ยวจะไม่ทันการ”
เสี่ยวจู๋มองพระพักตร์ของฮองเฮาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างจำยอม
“เพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันจะอยู่เป็นเพื่อนพระองค์เอง”
ในห้องยังคงมีเพียงแสงโคมอ่อน ๆ ส่องลงบนร่างบางของฮองเฮา และกองเอกสารที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ
ภายหลังจากได้รับพระบัญชาจากฮ่องเต้ให้มาปฏิบัติหน้าที่เป็นองครักษ์ประจำพระองค์ แม้อู่เจี๋ยจะรู้สึกผิดหวังอยู่ลึก ๆ ที่ไม่ได้อยู่เคียงข้าง คอยดูแลฮองเฮาอย่างที่หวัง แต่เขาก็ไม่อาจขัดพระประสงค์ได้ เมื่อถึงเวลารายงานตัว จึงเดินทางมายังพระตำหนักอย่างเคร่งครัด
“กระหม่อม อู่เจี๋ย องครักษ์ส่วนพระองค์คนใหม่ มารายงานตัวพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ ซึ่งกำลังประทับนั่งอ่านตำราพิชัยสงครามอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์ ชะงักมือเล็กน้อยก่อนจะเงยพระพักตร์ขึ้น แววพระเนตรทอดมององครักษ์เบื้องหน้าด้วยสายตาเย็นเฉียบ แฝงความไม่สบอารมณ์อย่างชัดเจน
ไม่ใช่เพราะถูกขัดจังหวะการอ่าน หากแต่เป็นเพราะนามของชายผู้นี้ คือ อู่เจี๋ย …ชื่อของบุรุษที่เคยอยู่เคียงข้างฮองเฮาในภพชาติที่แล้ว
พระองค์ขมวดพระขนงเพียงเล็กน้อย ก่อนจะปิดตำราลงอย่างแผ่วเบา
“ในเมื่อเจ้ามาอยู่ข้างกายเราแล้ว ก็จงจำไว้ให้ดี” พระสุรเสียงราบเรียบ แต่แฝงอำนาจน่าหวาดหวั่น “ตั้งแต่นี้ไป เจ้ามีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือปกป้องเรา และอย่าให้มีเหตุให้ต้องสงสัยในความจงรักภักดีของเจ้า”
อู่เจี๋ยก้มศีรษะต่ำกว่าเดิมทันที
“กระหม่อมจะปฏิบัติตามพระบัญชาอย่างสุดความสามารถพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ทอดพระเนตรอู่เจี๋ยอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“วันนี้เราจะอ่านตำรา ข้างกายข้ามีทั้งเป่ากงกง และจ้าวเหิงอวี่ ซึ่งเป็นคนดูแล และองครักษ์ใกล้ชิดอยู่แล้ว ข้าจึงไม่จำเป็นต้องมีคนเพิ่มในยามนี้ เช่นนั้นเจ้าไปทำงานให้เราอย่างหนึ่งก็แล้วกัน”
“พ่ะย่ะค่ะ ขอฝ่าบาททรงรับสั่ง ต่อให้บุกน้ำลุยไฟ กระหม่อมก็จะปฏิบัติอย่างสุดกำลังพ่ะย่ะค่ะ” อู่เจี๋ยขานรับอย่างมั่นคง แววตามุ่งมั่นไม่ลังเลแม้แต่น้อย
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้เหลือบมองเขา ก่อนจะตรัสอย่างไม่เร่งรีบ ราวกับเป็นเพียงคำสั่งเล็กน้อยทั่วไป
“ดี! เราอยากได้หินที่อยู่หลังสวน กระสอบละหนึ่งพันก้อน เจ้าจงเก็บมันใส่กระสอบ โดยนับทีละเม็ดให้ครบถ้วน แล้วนำไปเรียงไว้บนรถเข็น ส่วนจะให้เอาไปที่ใด เดี๋ยวเราจะบอกอีกครั้ง”
คำรับสั่งนั้นทำให้อู่เจี๋ยนิ่งงัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ริมฝีปากอ้าค้างราวกับไม่แน่ใจว่าตนได้ยินผิดหรือไม่
ไม่เพียงแต่อู่เจี๋ยเท่านั้น
แม้แต่เป่ากงกง จ้าวเหิงอวี่ และบรรดาข้าราชบริพาร ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังก็ยังเผลอชะงัก สีหน้าฉายแววตกใจไม่แพ้กันอย่างเห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างเข้าใจตรงกันว่า นี่ไม่ใช่เพียงคำสั่งธรรมดา แต่คือการ “แกล้ง” อย่างเปิดเผย
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้เพียงยกมุมพระโอษฐ์ขึ้นเล็กน้อย ก่อนหันกลับไปยังตำราพิชัยสงคราม ราวกับไม่ใส่ใจต่อความอึดอัดที่ปกคลุมทั่วทั้งห้อง
