บทที่ 3 3. ข้าได้รับโอกาสให้แก้ไขอดีต

เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ดังใกล้เข้ามาในความเงียบงันของยามอิ๋น ทุกย่างก้าวดังก้องชัดเจนราวกับเหยียบลงบนหัวใจของลู่เวยเหยา

นางเผลอกำปลายแขนเสื้อแน่นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกบางอย่างตีตื้นขึ้นมาในอก …ความหวาดกลัวที่อธิบายไม่ได้

เพราะนางรู้ดี… รู้มาตลอดว่า ฮ่องเต้ผู้นี้ ไม่พอใจครอบครัวของนาง ไม่พอใจอำนาจของบิดา และยิ่งไม่โปรดปรานในตัวนางเลยแม้แต่น้อย

นับตั้งแต่นางถูกคัดเลือกเป็นฮองเฮา นางได้พบพระองค์จริง ๆ เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น แต่ทุกครั้ง… ทุกสายตาที่พระองค์มองมายังตัวนาง ล้วนเต็มไปด้วยความเย็นชา และความเกลียดชังซ่อนอยู่ในนั้น

ความทรงจำเหล่านั้นผุดขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาถึงหน้าประตูตำหนักพอดี

หัวใจของลู่เวยเหยาจึงเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก ความกลัวแล่นวาบเข้าจับปลายเส้นประสาททุกส่วน

คืนนี้… พระองค์เสด็จกลับมาอย่างไม่คาดคิด

คงไม่ใช่เพื่อปลอบประโลม หรือร่วมหอกับนาง แล้วเขามาเพื่ออะไรกันแน่?

ร่างบางจึงได้แต่นั่งนิ่งหวาดหวั่น ดวงตาสั่นไหว

และเมื่อเงาของผู้เสด็จมาหยุดอยู่ตรงหน้า ลมหายใจของนางแทบหยุดลงในชั่วขณะ

ทันทีที่ฝีเท้าของหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้หยุดลงตรงหน้าร่างบางในชุดสีแดงเข้ม ผ้าคลุมหน้าโปร่งบางปิดบังความงามของเจ้าสาวผู้รอคอย ฮ่องเต้หลี่เซี่ยหยางกลับรู้สึกหนาววาบไปทั่วทั้งสันหลัง ราวลมเย็นพัดฝ่ากระดูก

พระองค์เผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เพราะในเสี้ยววินาทีที่เห็นเงาของนาง นิมิตจากชาติก่อนก็ผุดขึ้นมาอย่างรุนแรง…

ภาพนางยืนน้ำตาคลอเต็มขอบตา ภาพความเจ็บปวดและความผิดหวังที่สะสมมาหลายปี และ… ภาพแววตาโหดเหี้ยมคู่นั้น ก่อนที่ปลายมีดจะตวัดผ่านลำคอของเขา…

เพียงคิดถึงตรงนั้น พระองค์ก็ยกมือขึ้นแตะคอของตัวเองทันทีราวกับกลัวว่าบาดแผลจะยังอยู่

หัวใจเต้นแรงจนเจ็บอก ปลายมือสั่นเทา ฮ่องเต้ไม่กล้าก้าวเข้าไปใกล้นางมากไปกว่านี้ เหมือนร่างกายจดจำ “ความตาย” จากชาติที่แล้วได้แม่นยำเกินไป

แต่แล้วพระองค์ก็พยายามบังคับลมหายใจให้สงบลง

ข้าย้อนเวลากลับมาแล้ว… ข้าได้รับโอกาสให้แก้ไขอดีต

ถ้าข้าปฏิบัติดีต่อนาง นางจะไม่ฆ่าข้า… ใช่หรือไม่…? ต้องใช่สิ…

เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เซี่ยหยางก็รวบรวมความกล้าครั้งใหญ่

พระองค์ยกเท้า ก้าวเข้าไปอีกเพียงก้าวเดียว ก้าวที่หนักหนาราวยกภูเขา

ปลายนิ้วสั่นระริกของเขาเอื้อมไปแตะผ้าคลุมหน้า แล้วค่อย ๆ เปิดมันขึ้นจากใบหน้าของนางอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าการเคลื่อนไหวเพียงน้อยนิดอาจทำให้นางโมโหจนกลับมาเป็นผู้ปลิดชีพเขาอีกครั้ง…

ทันทีที่ผ้าคลุมหน้าโปร่งบางถูกยกขึ้น ลู่เวยเหยาก็ค่อย ๆ ช้อนสายตาขึ้นมองผู้ที่เปิดมันออก

ดวงตาคู่งามของนางแดงก่ำ คราบน้ำตายังชื้นอยู่บนขอบตา ความอ่อนแอที่ถูกซ่อนเร้นไว้เผยออกมาต่อหน้าพระองค์อย่างไม่ตั้งใจ

ภาพนั้นทำให้ร่างของหลี่เซี่ยหยางชะงัก ราวกับมีมือเย็น ๆ มาบีบหัวใจไว้แน่น

เพราะมันทำให้พระองค์นึกถึง… วันสุดท้าย ในชาติที่แล้วอีกครั้ง

วันที่นางยืนมองเขาด้วยน้ำตาคลอเช่นนี้ ก่อนจะฟาดปลายคมมีดผ่านลำคอเขาอย่างไม่ลังเล

สายตาคู่นั้น…

เศร้า

เจ็บปวด

เต็มไปด้วยความโกรธแค้น และไอสังหาร

แต่ตอนนี้… ไม่เหมือนวันนั้นเสียทีเดียว

ใช่… นางยังมีน้ำตา ยังมีความเศร้า แต่มันไม่มีเงาของ “ความโกรธแค้น” เหมือนดังชาติที่แล้ว

สายตาของนางตอนนี้นั้น…

เหมือนเด็กสาวที่ยังไม่ประสา

เหมือนผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้ว่าตนถูกทอดทิ้งตั้งแต่คืนแรกของชีวิตคู่จึงมีน้ำตา

เหมือนกำลังกลัว… ไม่ใช่เกลียด

หลี่เซี่ยหยางรู้สึกร้อนวูบวาบในอก ทั้งโล่งใจ… และทั้งเจ็บลึกจนหายใจติดขัด

นางยังไม่เกลียดข้าในตอนนี้…

ขณะที่หลี่เซี่ยหยางกำลังจมอยู่กับความคิด ภาพอดีตที่ยังหลอกหลอนจนมือเท้าเย็นเฉียบ จู่ ๆ มือเรียวของลู่เวยเหยาก็ยกขึ้นอย่างช้า ๆ

เพียงเท่านั้น… หัวใจของหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ก็แทบหลุดออกจากอก

ปลายนิ้วของนางยกขึ้นในเงาสลัวของห้องร่วมหอ แต่ในสายตาของเขากลับแปรเปลี่ยนเป็น ภาพปลายมีด ในชาติที่แล้วทันที

“อย่าเข้ามา!”

พระองค์สะดุ้งสุดตัว กระถดหนีอย่างรวดเร็วราวกับมีใครยกดาบจ่อคอ มือยกขึ้นป้องลำคอโดยสัญชาตญาณ ดวงตาเบิกกว้างเต็มไปด้วยความตระหนก

ความคิดผุดขึ้นทันที นางจะฟันคอข้าอีกแล้วใช่หรือไม่?!

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง… แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

ลู่เวยเหยาเบิกตากว้าง ตกใจมากกว่าพระองค์เสียอีก นางชะงักค้าง ปลายนิ้วแข็งทื่อกลางอากาศ

หัวใจของนางกระตุกวูบ นางไม่คิดเลย ไม่แม้แต่จะจินตนาการได้ด้วยซ้ำ ว่าฮ่องเต้จะ “ผวาหนี” เพียงแค่เห็นนางยกมือ

ทั้งที่นางเพียงแค่… เพียงแค่จะวาดมือน้อย ๆ เชิญพระองค์ให้นั่งตามธรรมเนียมคู่บ่าวสาวเท่านั้น

ใบหน้าของลู่เวยเหยาเผยความตกใจและความสับสนเต็มเปี่ยม

ข้า… ทำอะไรผิดไปหรือ?

เหตุใดพระองค์ต้องกลัวข้าถึงเพียงนี้?

ความเจ็บวูบหนึ่งแล่นผ่านหัวใจนางโดยไม่ทันตั้งตัว ราวกับคำว่า “ไม่ต้องการ” ถูกตวัดใส่ซ้ำแล้วซ้ำอีก…

“จะ… เจ้าจะทำอะไร!” หลี่เซี่ยหยางเอ่ยถามอย่างหวั่น ๆ น้ำเสียงสั่นจนแทบไม่เป็นคำ

ลู่เวยเหยาชะงัก ปลายนิ้วยังค้างกลางอากาศ นางรีบส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนตอบด้วยเสียงเบาและเรียบที่สุดเท่าที่พอทำได้

“ขะ… ข้าเพียงแค่จะเชื้อเชิญพระองค์ให้นั่ง… เท่านั้นเพคะ”

ดวงตาคู่งามของนางใสซื่อปนหวาดหวั่นน้อย ๆ เหมือนเด็กที่กลัวว่าจะทำอะไรผิดโดยไม่รู้ตัว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป