บทที่ 4 4. เหตุใดพระองค์จึงกลัวข้าถึงเพียงนี้กัน?
เพียงได้ยินคำตอบนั้น ไม่รู้เพราะเหตุใด อาจเพราะความกลัวตายที่ฝังรากลึก หรือเพราะภาพในอดีตยังตามหลอกหลอนอยู่ไม่หาย ทำให้หลี่เซี่ยหยางรู้สึกโล่งใจ อย่างประหลาด
พระองค์ถึงกับเผลอถอนหายใจออกมาอย่างแรง ราวกับแบกหินหนักพันชั่งอยู่บนอก แล้วจู่ ๆ ถูกยกออกไปครึ่งหนึ่ง
ความตึงเครียดในบ่าและคอคลายลงเล็กน้อย นิ้วมือที่กำคอเสื้ออยู่ก็ผ่อนแรงลงโดยไม่รู้ตัว
ลู่เวยเหยามองเห็นทุกอย่าง เห็นแม้แต่ลมหายใจโล่งอกของพระองค์ และไม่รู้ว่าทำไม… แต่มันกลับทำให้นางรู้สึกเจ็บวูบในอก …เหตุใดพระองค์จึงกลัวข้าถึงเพียงนี้กัน?
“เจ้ารีบล้างหน้าแล้วเข้านอนเสีย คืนนี้เป็นคืนอภิเษก… เราอยู่เป็นเพื่อนเจ้าเอง” หลี่เซี่ยหยางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็ง ๆ แต่ตอนท้ายกลับหลุดประโยคประหลาดออกมา “เจ้าอย่าได้โกรธเคืองถึงขั้นคิดฆ่าเราขึ้นมาอีกล่ะ…”
พระองค์พูดไปก็มือสั่นไป ก่อนจะรีบเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้กลมอย่างเก้งก้างราวคนไม่รู้จะวางตัวอย่างไร
ลู่เวยเหยาลุกขึ้นทันทีด้วยความเคารพ รีบรินน้ำชาใส่ถ้วยแล้วถวายให้พระองค์
แต่แทนที่หลี่เซี่ยหยางจะรู้สึกดี กลับขมวดคิ้วแน่น …เสแสร้ง ทำตัวอ่อนหวานเพราะอยากเอาใจเรา ยิ่งเป็นหญิงตระกูลใหญ่เช่นนาง ต้องมีเล่ห์เหลี่ยมมากมายเป็นแน่
แต่ถึงคิดเช่นนั้น… พระองค์ก็ยังต้องรับถ้วยชามาช้า ๆ ไม่กล้าปฏิเสธหรือบอกให้นางหยุด กลัวเหลือเกินว่าจะทำให้นางไม่พอใจ แล้วลงมือกับพระองค์เหมือนในอดีต
นางรินน้ำชาเสร็จก็นั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างอย่างสุภาพ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“พระองค์คงเพิ่งเสร็จจากการทรงงานอย่างหนัก งานคงยุ่งมากเป็นแน่เพคะ… พระองค์รีบบรรทมเถิดเพคะ อีกไม่กี่ชั่วยามก็ต้องเสด็จออกว่าราชกิจต่อแล้ว”
คำพูดเพิ่งจบ
“แค่ก! แค่ก!”
หลี่เซี่ยหยางก็สำลักน้ำชาจนเกือบคายออกมา เขาเช็ดปากแทบไม่ทัน ดวงตาเบิกกว้างอย่างตกใจ
นี่นางรู้… รู้ว่าข้าไปหากุ้ยเฟย? จึงต่อว่าข้าแบบอ้อม ๆ หรือนางกำลังแดกดันข้าอย่างอ่อนโยนกันแน่…?
ยิ่งคิด… พระองค์ก็ยิ่งไม่มั่นใจว่าตนกำลังถูกตำหนิหรือถูกปรามอย่างสุภาพกันแน่ มือที่ถือถ้วยชาก็สั่นไม่หยุด
“ฝ่าบาท… มีอะไรหรือเพคะ?” ลู่เวยเหยาเอียงศีรษะเล็กน้อย ดวงตาคู่งามเต็มไปด้วยความงุนงง นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮ่องเต้ถึงได้สำลักชาจนหน้าแดงเช่นนั้น
หลี่เซี่ยหยางสะดุ้ง ราวกับถูกจับได้ว่ากำลังทำสิ่งผิดมหันต์ พระองค์รีบส่ายพระพักตร์รัว ๆ
“มะ… ไม่ ๆ ไม่มีอะไรทั้งนั้น!”
น้ำเสียงรีบร้อนผิดปกติ ขนาดลมหายใจยังสะดุดนิด ๆ
พระพักตร์แดงเรื่ออย่างคนตกใจและพยายามทำตัวปกติ แต่ยิ่งพูด… ยิ่งดูไม่ปกติอย่างยิ่ง
หลี่เซี่ยหยางหลบสายพระเนตรนางแทบจะทันที ก้มหน้าก้มตาจิบชาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ อีกครั้ง
บรรยากาศจึงเงียบลงเพียงชั่วอึดใจ ทว่าเป็นความเงียบที่ทำเอาฮ่องเต้ใจเต้นโครมครามราวกับว่าหัวใจจะกระโดดออกจากอก
นั่งนิ่ง ๆ อย่างเก้ ๆ กัง ๆ อยู่พักใหญ่ ท้ายที่สุดฮ่องเต้ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ลู่เวยเหยาเห็นดังนั้นก็รีบลุกตามแทบจะในทันที เพราะคำสอนเรื่องการปรนนิบัติสามีนั้นถูกปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเยาว์
แต่เพียงครู่เดียวที่นางก้าวเข้าไปใกล้ พร้อมเอื้อมมือหมายจะช่วยถอดฉลองพระองค์ ฮ่องเต้หลี่เซี่ยหยางกลับสะดุ้งแล้วถอยหลังไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกผีหลอก
“เจ้าจะทำอะไรของเจ้า?” น้ำเสียงแฝงความหวาดระแวงจนเห็นได้ชัด
ลู่เวยเหยาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างนอบน้อม
“หม่อมฉันเพียงจะช่วยฝ่าบาทถอดฉลองพระองค์เพคะ”
ได้ยินดังนั้น ฮ่องเต้ก็ถอนหายใจโล่งอก รีบยกพระหัตถ์ขึ้นส่ายไปมาแทบจะทันที
“ไม่ต้อง ๆ! เจ้าพักผ่อนเถิด ขึ้นเตียงไปก่อนเลย เสร็จแล้วข้าจะตามไปนอนด้วย”
ลู่เวยเหยาชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้าช้า ๆ อย่างเชื่อฟัง
เมื่อลู่เวยเหยาขึ้นเตียงเรียบร้อยแล้ว ฮ่องเต้หลี่เซี่ยหยางก็ทรงเดินมาดับตะเกียง ก่อนก้าวขึ้นเตียงอย่างลังเลเล็กน้อย แล้วทรงเอนพระวรกายลงนอนข้าง ๆ นาง โดยหันหลังให้ราวกับกลัวว่านางจะทำอันตราย
ความเงียบงันโรยตัวปกคลุมทั่วห้อง มีเพียงเสียงลมหายใจของทั้งสองสะท้อนอยู่ในความมืด ลู่เวยเหยานอนหงาย พลางกะพริบตาช้า ๆ ความรู้สึกประหลาดใจกับความอึดอัดปะปนกันอยู่เต็มอก
ทว่าในความอึดอัดนั้น กลับมีประกายความยินดีเล็ก ๆ แทรกขึ้นมา …อย่างน้อยวันนี้พระองค์ก็มานอนข้างนาง
ก่อนหน้านี้ ฮ่องเต้หลี่เซี่ยหยางทรงหมางเมินลู่เวยเหยาจนเกินกว่าจะพรรณนาได้ ก่อนนางจะแต่งเข้ามา ทุกครั้งที่นางเข้าวังมาคารวะหรือเข้าเฝ้า พระองค์จะต้องทำพระพักตร์เฉยเมยไร้อารมณ์ หรือไม่ก็แสดงสีพระพักตร์ไม่พอพระทัยใส่นางอย่างชัดเจน
ความเย็นชาทุกครั้งที่ได้รับ… ทำให้นางมั่นใจว่า หลังพิธีอภิเษก นางย่อมต้องถูกดูแคลน ถูกเย้ยหยัน หรือไม่ก็ถูกทอดทิ้งให้อยู่ลำพังอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นกลับตรงกันข้าม… พระองค์ไม่เพียงไม่ดูถูกนาง แต่ยังเลือกมานอนร่วมเตียงกับนางในคืนนี้ด้วย
ความอบอุ่นบางอย่างจึงซึมแผ่วเข้ามาในหัวใจของนาง
เช้าวันถัดมา ลู่เวยเหยาในฐานะฮองเฮาแห่งแผ่นดินทรงแต่งกายเรียบร้อย ก่อนเสด็จไปคารวะไทเฮาตามระเบียบแบบแผน ส่วนฮ่องเต้หลี่เซี่ยหยางนั้นต้องเสด็จออกว่าราชกิจตั้งแต่ยามเช้า
แม้ชาติก่อน ฮ่องเต้จะไม่ได้ทรงโปรดปรานฮองเฮาผู้นี้มากนัก แต่ไทเฮากลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
พระนางรักและเอ็นดูลู่เวยเหยาอย่างยิ่ง ดุจนางเป็นบุตรีในอุทร ไม่ใช่เพียงสะใภ้ในราชวงศ์
ตระกูลลู่ของนางกุมอำนาจและแผ่บารมีในราชสำนักได้มากเพียงนี้ ก็ล้วนเป็นเพราะไทเฮาผู้นี้ทรงหนุนหลังอยู่เงียบ ๆ
