บทที่ 5 5. หวังว่าเจ้าจะมีโอรสโดยเร็ว
“ฮ่องเต้คิดต่อต้านข้าและบิดาของเจ้าอยู่เสมอ” ไทเฮาตรัสพลางทอดพระเนตรลู่เวยเหยาด้วยสายตาอ่อนโยน แต่แฝงความเฉียบคม “แรกเริ่มข้าก็เกรงว่าพระองค์จะทรงหมางเมินใส่เจ้า จนเจ้าอยู่ในวังหลังแห่งนี้อย่างเดียวดาย”
พระนางวางถ้วยชาอย่างแผ่วเบา ก่อนเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มที่ดูโล่งอกชัดเจน
“แต่ได้ยินมาว่าเมื่อคืนฮ่องเต้เสด็จกลับไปร่วมหอกับเจ้า… ข้าก็สบายใจยิ่งนัก เห็นทีพระองค์คงทรงเอ็นดูเจ้าบ้างแล้ว ไม่มากก็น้อย”
ลู่เวยเหยาก้มศีรษะคลี่ยิ้มบาง ๆ อย่างนอบน้อม มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ ว่าฮ่องเต้เพียงเสด็จมานอนร่วมเตียง แต่ไม่แตะต้องตัวนางแม้เพียงปลายก้อย ความเย็นชานั้นยังคงอยู่ ทว่าก็ไม่อาจเอ่ยออกไปได้
ไทเฮาพิจารณาใบหน้านางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มกว้างขึ้น
“หวังว่าเจ้าจะมีโอรสโดยเร็ว… หากมีพระโอรสสักองค์ สถานะของเจ้าจะยิ่งมั่นคงในวังหลัง”
คำกล่าวนั้นเหมือนคลื่นบางเบาที่ซัดเข้ามาในใจของลู่เวยเหยา ทั้งอบอุ่น ทั้งกดดัน… และทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเรื่องที่อาจไม่ง่ายอย่างที่ไทเฮาคิด
“เพคะ” ลู่เวยเหยาฮองเฮาตอบรับอย่างสงบ ดวงหน้าเปื้อนยิ้มน้อย ๆ อ่อนหวานพองาม
หลังจากนั้น นางก็นั่งพูดคุยกับไทเฮาเรื่องทั่ว ๆ ไปอยู่ครู่หนึ่ง บรรยากาศภายในตำหนักเต็มไปด้วยความอบอุ่นจากพระเมตตาของไทเฮา และความอ่อนน้อมของฮองเฮาผู้เป็นสะใภ้ใหม่
เมื่อเวลาล่วงเลยไปพอสมควร ลู่เวยเหยาก็ลุกขึ้น ค้อมกายถวายบังคมอย่างงดงาม
“หม่อมฉันขอทูลลา เพื่อกลับไปปฏิบัติพระกรณียกิจที่ตำหนักของหม่อมฉันเพคะ”
ไทเฮาพยักพระพักตร์อย่างอ่อนโยน ก่อนอนุญาตให้นางกลับตำหนักได้
ลู่เวยเหยาเดินออกจากตำหนักไทเฮาด้วยกิริยาเรียบร้อยสง่างาม อากัปกิริยาของนางทำให้เหล่านางกำนัลลอบมองด้วยความชื่นชม
ทางด้านฮ่องเต้หลี่เซี่ยหยาง หลังเสร็จจากการว่าราชกิจ ก็ทรงประทับบนเก้าอี้หยกขาวภายในพระตำหนักส่วนพระองค์ ลมหายใจหนักหน่วงถูกผ่อนออกมาอย่างไม่อาจกักเก็บ ราวกับมีบางสิ่งค้างคาอยู่ในพระทัย
ไม่เพียงแต่ฮ่องเต้เท่านั้น แม้แต่เป่ากงกง ขันทีคนสนิทที่ยืนอยู่เคียงข้างก็ถอนหายใจเช่นกัน เสียงถอนหายใจซ้ำ ๆ จนฮ่องเต้ต้องเหลือบพระเนตรมองอย่างข้องพระทัย
“เป็นอะไรของเจ้า?” พระสุรเสียงทรงนิ่ง แต่แฝงความสงสัย
เป่ากงกงชะงักเล็กน้อย ก่อนมองพระพักตร์ฮ่องเต้อย่างชั่งใจ แล้วก็ถอนหายใจยาวอีกครั้งราวยอมแพ้ต่อความกังวลของตนเอง
ท้ายที่สุดก็รวบรวมความกล้ากล่าวออกมา
“ฝ่าบาท… เหตุใดเมื่อคืนจึงเสด็จไปยังตำหนักฮองเฮาเล่าพ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้เลิกพระขนงทันที ความไม่เข้าใจฉายชัดในดวงเนตร โดยปกติ เป่ากงกงเป็นคนระมัดระวังปากคำที่สุด แม้จะประจบประแจงเก่ง แต่ก็ไม่ถามเรื่องส่วนพระองค์เช่นนี้ แต่วันนี้กลับกล้าทูลถามเช่นนี้ ช่างน่าแปลกยิ่งนัก
“ใช่เรื่องที่เจ้าควรถามหรือ?” หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้เอ่ยถาม
เป่ากงกงถอนหายใจยาวอย่างจนใจ ก่อนจะขยับกายเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีลังเล
“กระหม่อมขออภัยที่บังอาจ แต่ก็จำต้องกล่าวตรง ๆ พ่ะย่ะค่ะ… ฮองเฮาพระองค์นั้น แท้จริงไม่ใช่คนใสซื่ออย่างที่เห็นภายนอกนะพ่ะย่ะค่ะ นางเพียงดูอ่อนโยน แต่ที่แท้แล้ว… นางโหดร้ายไม่น้อย หากพระองค์ไม่โปรดพระนางอยู่แล้ว เช่นนั้นอยู่ห่าง ๆ ไว้จะเป็นการดีกว่า อย่าได้เข้าใกล้พระนางเลยพ่ะย่ะค่ะ” เขากล่าวอย่างนอบน้อม แต่ก็ไม่วายสอดแทรกความหวาดกลัวออกมาในน้ำเสียง และแววตา
ฮ่องเต้สะบัดพระพักตร์เบา ๆ
“ไม่ได้หรอก ข้าฝันประหลาดนัก ฝันว่านางฆ่าข้า หากข้าทำไม่ดีต่อนาง แล้วฝันนั้นเกิดเป็นจริงขึ้นมาจะทำอย่างไร” พระสุรเสียงสั่นน้อย ๆ
เพียงได้ยินเท่านั้น เป่ากงกงถึงกับเบิกตากว้าง
“พะ… พระองค์ทรงฝันว่าอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ คะ… ฆ่าเช่นไร?”
ท่าทีตกใจจนเกินเหตุของเป่ากงกงทำให้หลี่เซี่ยหยางทรงเลิกพระขนงขึ้นอีกครั้ง
เป่ากงกง… ทำไมถึงประหลาดใจเกินเหตุขนาดนี้นะ
“นางยกกระบี่ปาดคอข้า” ฮ่องเต้ตรัสออกไป พลางคิดขึ้นมาราง ๆ อย่างไม่จริงจังนักว่า ไม่ใช่ว่าเป่ากงกงผู้นี้… ก็ย้อนอดีตมาด้วยหรอกหรือ?
ทันทีที่ได้ฟัง เป่ากงกงรีบยกมือขึ้นปิดปาก ใบหน้าเต็มไปด้วยความตระหนก ดวงตาเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม
“หม่อมฉัน… หม่อมฉันก็ฝันเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ!” เขาโพล่งออกมาราวกับเก็บซ่อนไว้ลึกสุดใจ และในที่สุดก็มีโอกาสเอ่ยมันออกมาเสียที
ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็เบิกพระเนตรกว้าง
“เจ้า… ฝันว่าเราถูกฆ่าด้วยปลายดาบของนางงั้นหรือ?” พระสุรเสียงสั่นเล็กน้อย พระวรกายโน้มไปข้างหน้าอย่างลืมพระอิริยาบถจนเกือบตกจากบัลลังก์ ความตกใจถาโถมเข้ามาไม่ต่างจากคลื่นซัด พระองค์พลันนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น วันที่พระองค์สิ้นพระชนม์อย่างอเนจอนาถ ซึ่งเป่ากงกงก็อยู่ตรงนั้น หรือว่า… เขาจะย้อนเวลามาเช่นเดียวกับพระองค์จริง ๆ?
“พ่ะย่ะค่ะ” เป่ากงกงตอบพร้อมสูดหายใจลึก “และในฝันของหม่อมฉัน… ช่างยาวนานราวสามปี เหมือนใช้ชีวิตอยู่ในนั้นจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้พระพักตร์ของฮ่องเต้ซีดเผือด หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบได้ยินชัดในพระกรรณ
“ในฝันนั้น เหตุการณ์ล้วนเหมือนจริงไม่มีผิด… กุ้ยเฟยประสูติพระโอรสองค์หนึ่งให้เรา และเราก็…” พระสุรเสียงสะท้าน ก่อนจะตรัสต่อแผ่วเบา “…ตายตอนที่พระโอรสมีพระชันษาเพียงหนึ่งขวบเท่านั้น”
เป่ากงกงได้ฟังก็ถึงกับชะงัก ดวงตาเบิกโพลงราวกับถูกฟ้าผ่า ทั้งสองต่างชี้หน้ากันด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเอ่ยออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“พระองค์/เจ้า… ย้อนเวลามาเช่นกันหรือ!?”
ทันใดนั้น ความเงียบงันก็ปกคลุมทั่วทั้งพระตำหนัก ราวกับเวลาได้หยุดนิ่งลงชั่วขณะ
