บทที่ 6 6. คนอื่นก็อาจย้อนเวลามาได้เช่นเดียวกัน
ฮ่องเต้กะพริบพระเนตรหนึ่งครั้ง ก่อนจะตรัสออกมาอย่างตื่นตระหนก
“เช่นนั้น… คนอื่นก็อาจย้อนเวลามาได้เช่นเดียวกันอย่างนั้นหรือ!?”
เป่ากงกงรีบพยักหน้าแทบจะทันที
“นั่นน่ะสิพ่ะย่ะค่ะ! แล้วถ้าฮองเฮาพระองค์นั้น… หากนางก็ย้อนเวลามาด้วยเล่า? หากนางกักเก็บความเคียดแค้นจากอดีต ไม่แน่ว่าตอนนี้นางอาจกำลังหาทางลอบสังหารพระองค์อยู่ก็เป็นได้!”
ฮ่องเต้ชะงัก สีพระพักตร์เคร่งเครียดขึ้นมาทันควัน
“เจ้าพูดก็ถูก ส่วนกุ้ยเฟย เมื่อวานข้าฟื้นขึ้นมาอยู่ข้างกายนาง นางหัวเราะขบขันใส่ คิดว่าข้าฝันร้าย… นางคงไม่ได้ย้อนมา”
พระองค์กัดพระโอษฐ์เล็กน้อย ก่อนจะลุกพรวดขึ้น
“ข้าต้องไปพิสูจน์กับฮองเฮาก่อน ว่านางย้อนเวลามาหรือไม่ หากนางย้อนอดีตมาจริง ข้าจะได้กล่าวขอโทษกับนางตรง ๆ ให้รู้เรื่อง!”
เป่ากงกงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ น้ำตาคลอเบ้าอย่างห้ามไม่อยู่
ฮ่องเต้เหลือบมองอย่างแปลกพระทัย
“เจ้าเป็นอะไร? เหตุใดทำหน้าเช่นนั้น?”
“ก็… ก็ในชาติที่แล้ว หลังจากที่ฝ่าบาทเสด็จสวรรคต กระหม่อม…” เป่ากงกงเสียงสั่น ท่าทางเหมือนจะล้มพับ “กระหม่อมเป็นคนสั่งองครักษ์ยิงธนูใส่ฮองเฮาด้วยมือของตัวเองพ่ะย่ะค่ะ! ยัง… ยังใช้เท้าเขี่ยพระศพของพระนางด้วยความโกรธแค้น หวังให้นางเป็นศพไร้ญาติ ปล่อยให้แร้งกากินพ่ะย่ะค่ะ!”
เสียงเป่ากงกงเครือจนแทบฟังไม่เป็นคำ ใบหน้าเหงื่อแตกพลั่ก
“กระหม่อม… กระหม่อมทำผิดมหันต์นัก! หากพระนางจำชาตินั้นได้ คนแรกที่พระนางจะฆ่าต้องเป็นกระหม่อมแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
เขารีบทรุดตัวลงต่อหน้าฮ่องเต้ มือสั่นระริก น้ำตาไหลพราก
“ฮ่องเต้… พระองค์ต้องช่วยกระหม่อมด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ ฮือ ฮือ… ที่กระหม่อมทำไปทั้งหมด ก็เพราะโกรธแค้นแทนพระองค์ในวันนั้นจริง ๆ นะพ่ะย่ะค่ะ ฮือออ…!”
เป่ากงกงร้องห่มร้องไห้เสียงดังลั่นราวกับคนกำลังจะถูกลากไปประหารในบัดนั้น
ฮ่องเต้ทอดถอนพระทัยยาว ไม่รู้ว่าควรสงสารตัวเองก่อน หรือควรสงสารเป่ากงกงที่กำลังร้องไห้เป็นสตรีชาววังดี…
“หากตอนนี้นางคิดจะปลงพระชนม์ข้า” พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงขมหนัก “ด้วยอำนาจของตระกูลนางในเวลานี้ เพียงวางยาข้าให้เป็นผักเป็นปลาย่อมทำได้ง่ายดายนัก และหากนางอยากชิงอำนาจขึ้นเป็น ‘ฮ่องเต้หญิง’ ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมเลย”
พระพักตร์ของฮ่องเต้เคร่งเครียดยิ่งขึ้น
“กว่าข้าจะรวบอำนาจกลับมาได้อย่างแท้จริง ต้องรออีกสองปีเต็ม และช่วงนี้… ข้าต้องค่อย ๆ วางรากฐานให้กุ้ยเฟยก่อน เจ้าคิดดูสิ ในตอนที่ตัวข้าอำนาจยังไม่แข็งแกร่งพอ ข้ายังเอาตัวเองให้รอดไม่ได้ เจ้าคิดว่าข้าจะมีแรงไปช่วยเจ้าได้อย่างไรเล่า?”
เป่ากงกงหน้าซีดเหมือนถูกประกาศโทษประหาร เขาทรุดลงกองกับพื้น น้ำตาไหลพรากไม่หยุด
“ฮือ… ฮือ… ฝ่าบาท… ฝ่าบาทช่วยกระหม่อมด้วย… กระหม่อมไม่อยากตาย… ฮือออ…”
เสียงสะอื้นดังสะท้อนไปทั้งตำหนักราวกับงานศพเพิ่งเริ่มต้นขึ้นตรงหน้า
“พอ ๆ เลิกร้องเสียทีเถิด” ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์อย่างอ่อนพระทัย “ได้ยินเสียงเจ้าร้องแล้วข้าปวดเศียรไปหมด”
พระองค์ถอนพระทัย ก่อนตรัสต่อด้วยน้ำเสียงจำยอมผสมเหนื่อยใจ
“เอาเช่นนี้แล้วกัน เดี๋ยวข้าจะลองไปหยั่งเชิงนางดูก่อน หากนางจำอดีตได้จริง ข้าจะเจรจากับนางให้ดี… จะไม่ยกกุ้ยเฟยให้อยู่เหนือนางเหมือนในชาติก่อน และจะไม่มีวันสั่งฆ่าบิดามารดานางด้วย ต่อให้จะทำผิดมากเพียงใดก็จะไม่ทำ”
พระองค์เอียงพระพักตร์มองเป่ากงกงอย่างปลง ๆ
“ถือว่าแลกกับชีวิตของเจ้า… และชีวิตของข้าก็แล้วกัน”
พอได้ยินฮ่องเต้ตรัสเช่นนั้น เป่ากงกงก็สูดน้ำมูกอย่างแรง จมูกแดงเถือกเป็นลูกตำลึง
“ขะ… ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ ฮึก!” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโล่งใจราวกับได้รับพระราชทานชีวิตใหม่
ลำพังเพียงเมื่อคืนที่ฮ่องเต้เสด็จกลับมาประทับร่วมหอกับฮองเฮา ก็ทำเอาทั้งพระนางเอง และเหล่าข้าหลวงทั้งวังแปลกใจไปตาม ๆ กันแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ทุกผู้คนตกใจยิ่งกว่าคือในวันนี้ หลังจากว่าราชกิจเสร็จสิ้น ฮ่องเต้กลับเสด็จมายังตำหนักฮองเฮา อีกครั้ง!
เวลานี้ฮองเฮากำลังทรงมอบหมายงานต่าง ๆ ให้บรรดาสนมตามหน้าที่ที่พึงกระทำ อยู่ในห้องโถงใหญ่ของตำหนัก
ทว่าในจังหวะที่นางกำลังออกคำสั่งอย่างสง่างาม เสียงขันทีประกาศ “ฮ่องเต้เสด็จ” ก็ดังขึ้น และเมื่อทุกคนเงยหน้าขึ้น พอเห็นพระองค์ก้าวผ่านธรณีประตูเข้ามา ทั้งสนม ข้าหลวง กระทั่งฮองเฮาเอง… ก็ชะงักงันไปตามกัน
พระองค์เสด็จมาหาฮองเฮาเป็นครั้งที่สองในรอบวัน ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้ทรงแสดงออกชัดเจนว่าไม่ยอมรับ และรังเกียจฮองเฮาผู้นี้มากไม่ใช่หรือ?
หรือว่า… เมื่อคืนฮองเฮาจะ รับใช้เบื้องพระยุคลบาท จนฮ่องเต้ทรงลุ่มหลง?
ความคิดนี้แล่นผ่านในหัวของบรรดาสนมแทบพร้อมกัน
ส่วนฮองเฮา… นางนิ่งค้างไปชั่วครู่เช่นกัน
เพราะนางรู้ดียิ่งกว่าใคร เมื่อคืนพระองค์เพียง “นอนร่วมเตียง” แต่ไม่ได้ทำสิ่งใดสักอย่าง
ทว่าภาพที่เห็นตรงหน้า… กลับไม่ต่างจากฮ่องเต้ผู้ลุ่มหลงเมียขึ้นมาอย่างกะทันหันเสียอย่างนั้น!
ฮองเฮาคุกเข่าลงอย่างงดงาม ประสานมือขึ้นถวายพระพร
“หม่อมฉันขอถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ” พระสุรเสียงอ่อนหวานของลู่เวยเหยาฮองเฮาดังก้องไปทั่วโถงตำหนัก
“หม่อมฉันทั้งหลายขอถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ” เสียงเหล่านางสนมก็ดังกระหึ่มตามมา
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ ที่เต็มไปด้วยความกังวลว่าฮองเฮาจะระลึกถึงเรื่องราวในอดีตได้ รีบก้าวเข้ามาประคองท่อนแขนของนางให้ลุกขึ้นอย่างนอบน้อมเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดได้
“ลุกขึ้นเถิด… ฮองเฮา” พระสุรเสียงของฮ่องเต้นุ่มลึกผิดจากปกติ
พระหัตถ์ของพระองค์เอื้อมลงมาประคองแขนของลู่เวยเหยาอย่างระมัดระวัง สายพระเนตรจดจ้องนางไม่วาง จนฮองเฮาแทบไม่กล้าหายใจ
“ต่อไปนี้… เจ้าไม่จำเป็นต้องคุกเข่าต่อหน้าข้าอีก” พระองค์เอ่ยช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ “ข้ายกเว้นให้เจ้า”
การกระทำนั้นทำให้ลู่เวยเหยาเบิกตากว้างตกใจยิ่งกว่าตอนฟ้าผ่ากลางฤดูหนาวเสียอีก
ฮ่องเต้พระองค์นี้… คือพระองค์เดียวกับผู้ที่เคยหมางเมินนางมาตลอดจริงหรือ?
เมื่อคืนยังถึงขั้นนอนร่วมห้องหอ แม้พระองค์จะไม่ได้แตะต้องตัวนางเลยแม้แต่ปลายเล็บ แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้นางสั่นสะท้านด้วยความประหลาดใจ และตอนนี้… ยังมาประคองนางต่อหน้าผู้อื่นอีก น้ำเสียงอ่อนโยน พระพักตร์ดูอ่อนโยนราวกับคนละคนกับอดีตที่ผ่านมา
นี่มันไม่เหมือนฮ่องเต้พระองค์ก่อนเลย…
