บทที่ 7 7. ทุกอย่างกลับตาลปัตร
ไม่เพียงฮองเฮาที่ตะลึงงัน แม้แต่บรรดาสนมทั้งหลายก็ล้วนมองภาพเบื้องหน้าเหมือนถูกสายฟ้าฟาด ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วตำหนักอย่างแปลกประหลาด
โดยเฉพาะ “เยว่ซินกุ้ยเฟย” นางกำมือแน่นจนเล็บจิกลงในฝ่ามือ ใจร้อนระอุราวจะลุกเป็นไฟ
ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้โปรดปรานนางเพียงผู้เดียว
ทุกยามเช้าเย็นทรงบ่นให้ฟังว่า “ไม่ต้องการแต่งฮองเฮา รังเกียจนางและตระกูลของนางที่สุด”
ถึงขั้นรับสนมเข้าวังมามากมาย ถ่วงเวลา ไม่ยอมอภิเษกกับลู่เวยเหยาเสียที จนล่วงเลยเวลาที่ควรแต่งมานับปี ไม่อาจเลื่อนต่อไปได้อีก
แล้วเหตุใด… เพียงชั่วข้ามคืน ทุกอย่างจึงกลับตาลปัตรจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้!?
“ฝ่าบาทเสด็จมาที่นี่… มีเรื่องสำคัญอันใดหรือเพคะ” ลู่เวยเหยาฮองเฮาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่สีหน้ากลับลังเลจะยิ้มก็ไม่กล้า จะทำหน้าเรียบนิ่งก็ดูเกร็งราวกับไม่รู้จะวางตัวเช่นไรต่อพระพักตร์ของฮ่องเต้
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ยังไม่ตอบทันที เพียงทอดพระเนตรมองนางครู่หนึ่ง ก่อนหันไปยังบรรดาสนมที่ยืนรอรับสั่งอยู่ด้านหลัง
“พวกเจ้า… ออกไปให้หมด”
ทันทีที่คำตรัสดังขึ้น สนมทั้งหลายต่างก้มศีรษะ ถอนตัวออกไปอย่างว่าง่าย เสียงปลายผ้าปลิวไสวลากไปตามพื้นหินอ่อนดังแผ่วเบา
ทว่าแม้ทั้งหมดจะออกไปแล้ว แต่ก็ยังมีผู้หนึ่งที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง
…เยว่ซินกุ้ยเฟย
นางเชิดคางเล็กน้อยอย่างมั่นใจ เพราะเชื่อว่าฮ่องเต้ทรงโปรดปรานตนเสมอมา และมั่นใจว่าพระองค์ไม่อาจ “ไล่” นางได้จริง ๆ ต่อให้ตรัสเช่นนั้นก็ต้องเป็นคำสั่งรวม ไม่ได้หมายถึงนางแน่แท้ จึงยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่ขยับแม้เพียงก้าวเดียว
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้เลิกพระขนงเล็กน้อย ก่อนตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“เหตุใดเจ้าจึงยังอยู่… ออกไป”
ความเย็นยะเยือกในน้ำเสียงนั้นทำให้เยว่ซินกุ้ยเฟยถึงกับหน้าเสีย แต่เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและตำแหน่ง นางยังคงยิ้มหวานจาง ๆ พยายามออดอ้อนตามนิสัยเดิม
“ฝ่าบาทเพคะ… หม่อมฉันอยู่ด้วยไม่ได้หรือเพคะ” น้ำเสียงนิ่ม แต่ดวงตาฉายแววไม่อยากพ่ายแพ้
ทว่าฮ่องเต้กลับไม่ทรงเหลือความอ่อนโยนใด ๆ
“ข้าบอกให้เจ้าออกไป” พระสุรเสียงกดต่ำ เฉียบคม ก่อนจะกล่าวขึ้นย้ำอีกครั้ง
“ออกไปเดี๋ยวนี้”
คำตรัสหนักแน่นนั้นฟาดลงกลางใจเยว่ซินจนเลือดในกายแทบหยุดไหล นางจำต้องกัดฟันสะกดกลั้นความอับอาย ก่อนค่อย ๆ ถอนกายออกไปด้วยท่าทางแข็งกระด้าง
“ว่าแต่… พระองค์มีอะไรจะตรัสกับหม่อมฉันหรือเพคะ” ลู่เวยเหยาฮองเฮาเอ่ยถาม น้ำเสียงแผ่วปนความหวาดระแวงเล็กน้อย เมื่อทุกคนออกจากห้องโถงไปหมดแล้ว เหลือเพียงเสี่ยวจู๋ นางกำนัลคนสนิทของนาง และเป่ากงกงคนสนิทของหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้เท่านั้น
“นั่งก่อนเถิด ข้ามีเรื่องอยากพูดกับเจ้า” ฮ่องเต้ตรัสพลางประคองนางไปประทับยังเก้าอี้ด้านข้างพระองค์
ลู่เวยเหยาขมวดพระขนงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถาม
“พระองค์… ทรงไม่สบายหรือเพคะ”
หลี่เซี่ยหยางเสมองไปยังสองผู้ติดตาม
“เจ้าทั้งสองออกไปก่อน ข้าจะสนทนากับฮองเฮาตามลำพัง”
เป่ากงกงยอบกายรับคำสั่งทันที ก่อนหมุนตัวเดินออกไป ทว่าเสี่ยวจู๋กลับยืนนิ่งอยู่กับที่ ราวกับไม่ได้ยินพระบัญชา มองฮ่องเต้ด้วยสายตาแปลกประหลาดจนผิดสังเกต
เป่ากงกงต้องหยุดเดิน และหันกลับมาเอ่ยอย่างไม่พอใจ
“เจ้าไม่ได้ยินรับสั่งหรือไร ออกไปกับข้าเดี๋ยวนี้”
เขายื่นมือไปแตะที่ข้อมือเสี่ยวจู๋เพื่อเร่งให้เดินตาม ทว่าเสี่ยวจู๋กลับสะบัดมือออกทันที สีหน้าแสดงความรังเกียจชัดเจน
“นายของข้ายังไม่รับสั่งให้ข้าออกไป” น้ำเสียงของนางแข็งกระด้างผิดจากนิสัยเดิมลิบลับ
ลู่เวยเหยารู้สึกสะดุ้งเล็กน้อยกับท่าทีฉุนเฉียวของเสี่ยวจู๋ แต่ก็ไม่ได้กล่าวตำหนิ เพียงสงสัยอยู่ในใจ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
“เสี่ยวจู๋… ออกไปเถิด”
เสี่ยวจู๋จำต้องยอบกาย
“เพคะ ฮองเฮา”
นางเดินออกไป แต่ก่อนพ้นธรณีประตูยังไม่วายหันกลับไปมองเป่ากงกงที่เดินตามมาติด ๆ ด้วยแววตาเคียดแค้นคล้ายจะกลืนกิน ทำให้บรรยากาศเงียบงันในห้องโถงยิ่งอึดอัดขึ้นไปอีก
เป่ากงกงทำหน้าเหลอหลา ปนความหวั่นกลัวเล็กน้อย แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมเสี่ยวจู๋ถึงแสดงท่าทีแข็งกร้าวเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่อยากเอาเรื่องอะไรมาก คิดเอาเองว่านางคงเพียงแค่รำคาญที่ตนยื่นมือไปเร่งรัดให้นางออกไป
ในชาติที่แล้ว เป่ากงกงกับเสี่ยวจู๋แทบไม่เคยพูดคุยกันเลยด้วยซ้ำ ต่างฝ่ายต่างยืนอยู่ข้างนายของตนอย่างเงียบงัน และนายของทั้งคู่นั้น… ก็ไม่ได้ลงรอยกัน
ดังนั้นทั้งสองก็ไม่ได้มีเหตุให้เสวนาหรือสนิทสนมใด ๆ ยามมีราชโองการ เป่ากงกงก็เพียงอ่านประกาศ แล้วหมุนตัวจากไป ไม่เคยมีคำพูดใดเกินกว่านั้น
เมื่อบ่าวทั้งสองออกไปจนประตูปิดลง ฮ่องเต้ที่ยังยืนอยู่กลางห้องก็ก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามฮองเฮาด้วยน้ำเสียงที่ยากจะคาดเดาอารมณ์
“ฮองเฮา… เจ้าเกลียดข้า หรือโกรธข้ามากหรือไม่”
ทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น ลู่เวยเหยาก็เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตกใจอย่างเห็นได้ชัด
“ฝ่าบาท… หมายความว่าเช่นไรเพคะ”
หลี่เซี่ยหยางจ้องนางนิ่ง ราวกับกำลังอ่านใจ ท่าทีของนาง ตกใจจริง หรือเสแสร้งกันแน่?
ชาติก่อน… นางก็เคยทำเช่นนี้ นางเคยทำตัวใสซื่อบริสุทธิ์ เรียบร้อย อ่อนโยนต่อหน้าตนมาตลอด แม้ตนจะแสดงออกใส่นางว่าเกลียดชังเพียงใด ก็เหมือนไม่มีความโกรธแค้น มีเพียงรอยน้ำตาจาง ๆ เกาะขอบตา
เขาจำได้อย่างชัดเจน
วันนั้น… วันที่เขาไปบอกนางด้วยตนเองว่า
“ความผิดของบิดาเจ้าชัดแจ้ง พรุ่งนี้ข้าจะประกาศราชโองการประหารเขา”
นางทำสีหน้าเศร้าหมอง และร้องไห้
วันถัดมา นางกลับอ้างว่าป่วย ไม่ต้องการพบผู้ใด หลบหน้าทุกคน ทำตัวราวกับอ่อนแอจนลุกจากเตียงไม่ได้
และเป็นเยว่ซินกุ้ยเฟยที่คะยั้นคะยอ “ฝ่าบาทควรเสด็จไปทอดพระเนตรนางสักหน่อย เผื่อนางวางแผนเลวร้ายใดอีก จะได้ป้องกันทัน”
เขาจึงเสด็จไป… และคืนนั้นเอง …เขาก็ถูกฆ่า
ภาพนั้นยังตึดตรึงอยู่ในใจ เลือดอุ่น ๆ ที่รินไหล ความเจ็บปวด และแววตาชั่วร้ายของนางที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เขากลับได้เห็นในคืนนั้น
หลี่เซี่ยหยางกัดฟันแน่นอย่างไม่ให้เห็น ก่อนคิดในใจอย่างเย็นชา
นางในวันนี้… อาจเพียงแค่สวมหน้ากากเช่นเดิม
เมื่อคิดได้ดังนั้น พระองค์จึงตัดสินใจที่จะหาโอกาส “ลองเชิง” นาง เพื่อความแน่ใจ
