บทที่ 8 8. เป็นเช่นไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ
“เป็นเช่นไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ” เป่ากงกงเอ่ยถามทันทีที่ตนและฮ่องเต้เสด็จกลับถึงตำหนักส่วนพระองค์
ฮ่องเต้หลี่เซี่ยหยางชะงัก ก่อนเหลือบพระพักตร์มามองขันทีคนสนิทด้วยแววพระเนตรเคร่งขรึม
“นางทำเหมือนจำอดีตชาติของตัวเองไม่ได้… แต่เราไม่เชื่อ” พระสุรเสียงทุ้มต่ำแฝงความหวาดระแวง “เราอยากลองพิสูจน์ให้แน่ใจอีกหน่อย”
เป่ากงกงพยักหน้ารัว ๆ อย่างเห็นพ้อง
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ นางไว้ใจไม่ได้แม้แต่น้อย ชาติที่แล้วนางมารยาเป็นพันเล่มเกวียน หาข้อพิสูจน์ไม่ได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
เพียงได้ยินเช่นนั้น พระพักตร์ของฮ่องเต้ก็ซีดเผือดราวกับความทรงจำอันโหดร้ายผุดขึ้นมาอีกครั้ง พระองค์กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เผลอแตะลำคอของตนเองอย่างไม่รู้ตัว
“ในวันสุดท้ายของชาติที่แล้ว… สายตาของนาง มันช่างน่ากลัวยิ่งนัก”
พระสุรเสียงสั่นเล็กน้อย แม้พยายามควบคุม “ชาตินี้ ข้าได้รับโอกาสกลับมาแก้ไข เจ้ากับข้าก็ต้องทำดีกับนาง หากนางเคียดแค้นเหมือนชาติที่แล้ว… หัวข้าคงได้หลุดออกจากบ่าเป็นครั้งที่สองแน่”
พระองค์สูดลมหายใจเข้าลึก “เหตุการณ์นั้นมันทรมานเหลือเกิน ข้าไม่อยากให้มันวนเวียนกลับมาอีก…”
“พ่ะย่ะค่ะ” เป่ากงกงก้มศีรษะ รับรู้ทั้งความกลัวและความหนักพระทัยที่นายเหนือหัวต้องแบกรับอยู่ในยามนี้ เพราะตนก็ต้องแบกความรู้สึกเหล่านั้นไม่ต่างกัน
หลังจากฮ่องเต้เสด็จจากไปได้ไม่นาน เสี่ยวจู๋ก็รีบก้าวฉับเข้ามาหาลู่เวยเหยาฮองเฮาอย่างร้อนรน นางคว้ามือของผู้เป็นนายขึ้นมาแนบข้างแก้มราวกับลูกแมวตัวน้อยที่กำลังออดอ้อน
ลู่เวยเหยาหลุดหัวเราะเบา ๆ
“เป็นอะไรของเจ้า” แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดูในความติดเจ้านายของเด็กสาว
เสี่ยวจู๋นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองฮองเฮา ดวงตาคลอไปด้วยน้ำใส
“ฮ่องเต้ผู้นี้… นิสัยประหลาดเกินไปเพคะ หม่อมฉันว่าพระองค์ควรอยู่ให้ห่าง ๆ ไว้จะดีกว่าเพคะ”
ลู่เวยเหยาคลี่ยิ้มบาง ๆ
“พระองค์เป็นสามีข้า… จะให้ข้าทำเช่นนั้นได้อย่างไรกัน”
เสี่ยวจู๋กลับส่ายหน้าอย่างหนักใจ
“แต่ก่อนฮ่องเต้ทรงทำท่ารังเกียจพระองค์ออกหน้าออกตา หม่อมฉันเกรงว่าฮ่องเต้จะไม่ได้มีความจริงใจให้พระองค์เลยเพคะ”
สีพระพักตร์ของลู่เวยเหยาฮองเฮาเศร้าลงเพียงเล็กน้อย ทว่าก็ยังคงสงบนิ่ง
“เมื่อคืน… ฮ่องเต้เสด็จมาหาข้า ไม่ได้ทำให้ข้าอับอายต่อหน้าสนมทั้งหลาย ข้าว่าบางทีพระองค์อาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้”
เสี่ยวจู๋เบิกตากว้าง
“ฮองเฮาเพคะ มนุษย์เราไม่เปลี่ยนนิสัยภายในชั่วข้ามคืนหรอกนะเพคะ หม่อมฉันกลัวว่าฮ่องเต้จะทรงมีแผนการร้ายมากกว่า” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความหนักใจ “ฮองเฮา พระองค์ทรงเป็นคนดีเกินไป ไม่เคยเห็นความเลวร้ายของมนุษย์เพคะ”
ลู่เวยเหยาได้ยินดังนั้นก็หัวเราะน้อย ๆ พลางส่ายพระพักตร์
“เจ้าอย่าได้โกรธแทนข้าเลย อดีตมันผ่านพ้นไปแล้ว”
เสี่ยวจู๋ถอนหายใจ
“แม้เช่นนั้น… แต่ระวังไว้หน่อยก็ไม่เสียหายนะเพคะ”
ลู่เวยเหยาฮองเฮายิ้มอ่อนโยน พยักหน้าน้อย ๆ
“เจ้าเป็นคนสนิทของข้า ออกไปเห็นโลกภายนอกแทนข้า แล้วกลับมาเล่าให้ข้าฟังอยู่เสมอ ข้าย่อมต้องเชื่อเจ้ามากที่สุดอยู่แล้ว”
เสี่ยวจู๋คลี่ยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย
ฮองเฮาของนาง… ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ก็ยังทรงอ่อนโยนกับนางเสมอต้นเสมอปลาย
ตั้งแต่ลู่เวยเหยายังเล็กจนเติบใหญ่ นางถูกเลี้ยงดูดุจดอกไม้ในเรือนแก้ว บิดามารดาห้ามออกไปด้านนอกเด็ดขาด วัน ๆ จึงทำได้เพียงฝึกปรือกิริยา มารยาท และหน้าที่พึงกระทำของฮองเฮาเท่านั้น
เหตุผลก็เพียงหนึ่งเดียว ทั้งสองกลัวว่า หากนางออกไปพบเจอผู้คนโดยเฉพาะชายหนุ่ม อาจเกิดความผูกพันหรือหลงรักขึ้นมา แล้วความพยายามทั้งหมดที่เตรียมให้นางเป็นฮองเฮา จะสูญสลาย
และเพราะลู่เวยเหยาเป็นคนว่านอนสอนง่าย นางจึงไม่เคยขัดคำสั่งของบิดามารดา ไม่เคยรู้สึกว่าการเป็นนกน้อยในกรงทองนั้นน่าอึดอัดด้วยซ้ำ
ในกรงทองนั้น นางมีเสี่ยวจู๋… และอู่เจี๋ย เป็นเพื่อนเล่นที่คอยอยู่เคียงข้าง
ทว่าอู่เจี๋ยนั้นเป็นชายหนุ่ม บิดากลัวเหลือเกินว่าเด็กทั้งสองจะเผลอมีใจให้กัน และเพราะความรักลูกบวกกับรักในอำนาจ… ความโหดร้ายจึงเกิดขึ้น
ท่านจึงออกคำสั่งให้อู่เจี๋ย ถูกกรีดใบหน้า จนเกิดบาดแผลลึกที่ฝากรอยแผลเป็นอันน่าเกลียดติดตัวเขามาจนทุกวันนี้
ลู่เวยเหยาไม่เคยรังเกียจเขาเลย ในทางกลับกัน นางเคยมีความรู้สึกดี ๆ ให้เขาด้วยซ้ำ แต่ความรู้สึกนั้น นางต้องหักห้าม ตัดใจ และกลบฝังไว้ให้ลึกที่สุด ทั้งเพื่อตนเอง และต่อตัวของอู่เจี๋ยเอง
วันนี้ นางคือ “ฮองเฮา” คือภรรยาที่ถูกต้องตามราชประเพณีของฮ่องเต้ผู้เป็นใหญ่ที่สุดในใต้หล้า
และหัวใจของนาง… จำต้องมอบให้สามีเพียงผู้เดียวเท่านั้น
เสียงของหนักบนโต๊ะกระแทกพื้น ตามด้วยเสียงถ้วยชามแตกกระจายไปทั่วห้อง เยว่ซินกุ้ยเฟยยืนหอบหายใจ ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธจนแก้มแดงจัด
ซูหว่านรีบเข้าไปประคองผู้เป็นนาย
“ทรงพระทัยเย็น ๆ ก่อนนะเพคะ กุ้ยเฟย ฮ่องเต้อาจเพียงแค่ทำทีเป็นเกรงใจฮองเฮาเท่านั้นเพคะ”
เยว่ซินกัดฟันแน่น
“ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น… แต่พระองค์กลับไล่ข้า! ไล่ ต่อหน้า นางผู้นั้น!” น้ำเสียงมีทั้งความอับอายและความคั่งแค้นผสมกัน “ให้ข้าเสียหน้าเช่นนี้ ข้าจะอดทนอดกลั้นได้อย่างไรกัน!”
ซูหว่านรีบเอ่ยปลอบ
“เพคะ หม่อมฉันเข้าใจพระองค์เพคะ… โปรดพระทัยเย็นลงก่อน อย่างไรเสีย ตอนนี้ตระกูลของฮองเฮาก็ยังเป็นใหญ่ในราชสำนัก ฮ่องเต้จำต้องทรงประนีประนอมไว้ก่อนเพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยเพคะ”
นางหยุดหายใจเล็กน้อย ก่อนพูดต่อด้วยเสียงแผ่วต่ำราวกระซิบ
“อีกอย่าง… ฮ่องเต้ก็ทรงรับสั่งกับท่านแล้วไม่ใช่หรือเพคะ ว่าจะย้ายฐานอำนาจมาสู่ตระกูลเยว่ของท่าน เพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคต”
คำพูดนั้นราวกับสาดน้ำเย็นลงบนไฟที่กำลังลุกโชน เยว่ซินกุ้ยเฟยชะงัก สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย
ซูหว่านเห็นท่าที่ดีขึ้นจึงรีบเสริม
“ดังนั้น… สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ อาจเป็นเพียงแผนการส่วนหนึ่งเท่านั้นเพคะ”
เยว่ซินกุ้ยเฟยหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก ความพิโรธค่อย ๆ แผ่วลง แม้ยังไม่ดับสนิท แต่ก็พอให้ยืนหยัดได้โดยไม่กรีดร้องอีก
“ใช่… ต้องเป็นเพียงแผนการหนึ่งเท่านั้น” เยว่ซินกุ้ยเฟยเอ่ยเสียงเย็น ดวงตาค่อย ๆ พร่างพรายด้วยความมั่นใจอีกครั้ง
“ต้นยามเซิน ข้าจะไปหาฮ่องเต้ที่พระตำหนักด้วยตนเอง” มุมปากนางกระตุกขึ้นเล็กน้อยราวกับกำลังวางหมาก
“ข้าจะขอให้พระองค์เสด็จมาหาข้าในคืนนี้ ไม่เช่นนั้นข้าคงทนไม่ได้เป็นแน่ หากปล่อยให้ฮองเฮาผู้นั้นเห็นว่าฮ่องเต้เอาใจแต่นางเพียงผู้เดียว”
น้ำเสียงสั่นพร่าไปด้วยทั้งความริษยาและความกลัวจะเสียหน้า
“หากนางเชิดหน้าขึ้นมาว่าเป็นที่โปรดปรานที่สุด นางจะกดขี่ข้าอย่างไรบ้างก็ไม่รู้”
จากนั้นใบหน้าสวยก็ปรากฏรอยยิ้มอันแฝงความทะนง
“แต่หากทุกคนเห็นว่าฮ่องเต้ทรงโปรดปรานข้าเหนือผู้ใด… ไม่มีใครจะอยู่เหนือข้าได้เป็นแน่ แม้แต่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ของแผ่นดิน อย่างฮองเฮาก็ตาม…”
