บทที่ 9 9. กระหม่อม… มีความคิดหนึ่ง
ต้นยามเซิน เยว่ซินกุ้ยเฟยเสด็จไปยังพระตำหนักของฮ่องเต้ นางออดอ้อนด้วยน้ำเสียงหวานนุ่ม แววตาอ่อนหวานหยาดเยิ้มประหนึ่งจะละลายพระทัยผู้ใดก็ตามที่มองนางนานเกินหนึ่งลมหายใจ นางเอ่ยคำวิงวอนอยู่ครู่ใหญ่ จนหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ที่ตั้งพระทัยว่าจะไม่ใจอ่อนกลับเริ่มลังเล และสุดท้ายก็ทรงยอมตรัสตอบว่าจะเสด็จไปหานางในคืนนี้
ทันทีที่ได้ยินคำตอบรับ เยว่ซินกุ้ยเฟยก็ยกยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย นางโน้มกายเข้าซบแผ่วเบาบนอกของพระสวามี เสียงหัวเราะในลำคอดังบางเบา ก่อนมุมปากจะค่อย ๆ เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่แฝงความหมายบางอย่างเอาไว้
เมื่อเยว่ซินกุ้ยเฟยเสด็จกลับตำหนักไปแล้ว ฮ่องเต้ก็ทรงถอนพระทัยยาวอย่างไม่อาจปิดบังความเหนื่อยหน่ายได้ เพราะเมื่อครู่นั้น นางออดอ้อนมากจนเกินพอดี แม้พระองค์จะทรงรำคาญใจไม่น้อย ทว่าตระกูลเยว่ของนางก็เปรียบเสมือนเสาค้ำเพียงต้นเดียวที่พอจะต่อกรกับตระกูลลู่ ตระกูลของฮองเฮาได้ พระองค์จึงจำต้องอดทนและปล่อยให้นางทำตามใจอยู่หลายส่วน
“ชาพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” เป่ากงกงเอ่ย พลางยกถ้วยชาร้อนมาถวายด้วยท่าทางนอบน้อม
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ทรงรับถ้วยชามาจิบเบา ๆ ความอุ่นแผ่ซ่านปลายลิ้น ทว่าขณะจะทรงยกถ้วยออกจากพระโอษฐ์ ความคิดบางอย่างพลันแล่นวาบขึ้นในพระทัย พระเนตรของพระองค์จับจ้องถ้วยชาแน่วนิ่ง ราวกับกำลังใช้มันเป็นหลักให้คิดทบทวนสิ่งใดสักอย่าง
เป่ากงกงเห็นอาการนั้นก็ชะงัก ก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ฝ่าบาท… ทรงกำลังคิดเรื่องฮองเฮาอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช่” พระองค์ตรัสตอบสั้น ๆ แต่พระเนตรยังคงจับจ้องถ้วยชาที่หมุนช้า ๆ อยู่ในพระหัตถ์ ไม่ยอมละสายตาแม้แต่น้อย
เป่ากงกงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนสูดลมหายใจลึก คล้ายต้องรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีจึงเอ่ยออกมาได้
“กระหม่อม… มีความคิดหนึ่ง ไม่ทราบว่าฝ่าบาทจะทรงเห็นว่าเหมาะสมหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ยังคงมีพระพักตร์ครุ่นคิด แต่ก็รับสั่งเรียบ ๆ
“ไหน… เจ้าลองว่ามา”
เป่ากงกงก้มศีรษะลงต่ำกว่าเดิม ราวกับคำพูดที่จะหลุดออกไปนั้นอาจสร้างโทสะได้ทุกเมื่อ น้ำเสียงของเขาเบาราวกระซิบจนแทบไม่ได้ยิน
“คนที่มีความชิงชังต่อกัน… คงไม่มีวันยอมร่วมอภิรสกันได้พ่ะย่ะค่ะ หากฝ่าบาทลองทรงใช้ฐานะพระสวามี แสร้งเข้าหาฮองเฮาเพื่อร่วมอภิรส หากพระนางยอมรับ ไม่หลีกหนี ก็แสดงว่าพระนางจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้ ยังไม่มีความเกลียดชังใดต่อฝ่าบาท”
เป่ากงกงหยุดหายใจไปชั่วขณะ ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ
“แต่หากพระนางไม่ยินยอม… หรือแสดงท่าทีรังเกียจสักเพียงเล็กน้อย ก็ย่อมหมายความว่า พระนางจำทุกอย่างได้พ่ะย่ะค่ะ”
ถ้อยคำนั้นหลุดออกมาพร้อมแรงสั่นในใจของขันทีผู้ภักดี ใจหนึ่งก็กลัวว่าฮ่องเต้จะทรงกริ้วกับความคิดอันอุกอาจนี้
แต่อีกใจหนึ่ง… กลัวเสียยิ่งกว่า หากหาทางพิสูจน์ไม่ได้เลยว่าฮองเฮาจำอดีตชาติได้หรือไม่
ซ่า!
เสียงน้ำชาสะบัดกระทบผิวดังชัดทั่วทั้งตำหนัก ถ้วยชาในพระหัตถ์ของหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ถูกสะบัดปัด สาดใส่ใบหน้าของเป่ากงกงในทันทีที่เขาเอ่ยวาจาจบ เศษหยดชาร้อน ๆ กระเด็นกระจายลงพื้นจนเกิดเสียงแฉะเบา ๆ
เป่ากงกงสะดุ้งเฮือก ก่อนรีบทรุดกายลงคุกเข่าจนหัวเข่าแทบจมพื้น เขาก้มศีรษะโขกลงซ้ำแรง ๆ อย่างไม่กล้าหายใจแรงด้วยซ้ำ
“กระหม่อมผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ ขอฝ่าบาททรงอภัย… กระหม่อมไม่ควรเอ่ยวาจาเหล่านั้นให้ระคายพระทัยเลยพ่ะย่ะค่ะ”
น้ำเสียงสั่นเครือ บ่งบอกทั้งความตระหนกและหวาดกลัว หยดชาที่ไหลลงข้างแก้มผสมกับเหงื่อเย็นจนแทบจำไม่ได้ว่าอันไหนเป็นอะไร
“เจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่! ไยถึงให้ข้าไปร่วมอภิรสกับนางเล่า!” หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ทรงโพล่งออกมา เสียงเข้มปนความขุ่นเคือง “ไม่มีวัน! ข้าไม่มีวันทำเช่นนั้นเด็ดขาด หากทำเช่นนั้น แล้วนางตั้งครรภ์ขึ้นมา นางคงรีบหาวิธีวางยาข้าให้ตายเร็วขึ้นเป็นแน่! ไม่เอา… ไม่มีวันเป็นอันขาด!”
พระสุรเสียงที่เปล่งออกมา แม้เด็ดเดี่ยว แต่แฝงแววหวาดหวั่นอยู่ลึก ๆ
เป่ากงกงหมอบศีรษะชิดพื้นอยู่พักหนึ่ง ก่อนพยักหน้ารับอย่างนอบน้อมและหวาดหวั่น
หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรับสั่งด้วยน้ำเสียงที่เริ่มสงบลง
“เราว่า… เอาเช่นนี้ดีกว่า” พระสุรเสียงเบาลงจนแทบเป็นเพียงลมหายใจ “มอมเหล้านางให้เมาเสียก่อน แล้วค่อยถามตรง ๆ ว่านางย้อนอดีตมาหรือไม่ คนเมาย่อมคลายความจริงออกมาเอง ไม่มีสติพอจะเสแสร้งปิดบังอะไรหรอก”
พอได้ยินเช่นนั้น เป่ากงกงรีบเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เอ่ยประจบในทันที
“ฝ่าบาททรงฉลาดล้ำลึกยิ่งนัก วิธีของพระองค์เหมาะสมกว่าวิธีโง่เขลาของกระหม่อมเป็นไหน ๆ พ่ะย่ะค่ะ!”
สีพระพักตร์ของหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ผ่อนคลายลงเล็กน้อย พระองค์โบกพระหัตถ์เบา ๆ
“เอาล่ะ เจ้าลุกขึ้นเถิด แล้วไปเตรียมสุราชั้นดีมา คืนนี้ข้าจะนำสุราไปล้วงความจริงจากปากนางให้ได้”
เป่ากงกงรีบตอบรับ แต่ก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยความลังเล
“แต่… คืนนี้ฝ่าบาทต้องเสด็จไปอยู่กับเยว่ซินกุ้ยเฟยไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
วินาทีนั้นเอง พระพักตร์ของหลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ก็ตึงไปเล็กน้อย คล้ายเพิ่งระลึกได้ว่าพระองค์ได้ให้คำมั่นอะไรไว้แล้วกับสตรีอีกนางหนึ่ง
พระองค์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนรับสั่งอย่างรำคาญเล็ก ๆ
“ช่างเถิด… เจ้าไปเตรียมสุราให้เรียบร้อยก่อน ค่อยว่ากันทีหลัง”
“พ่ะย่ะค่ะ!” เป่ากงกงรีบก้มศีรษะรับคำ แล้วลุกขึ้นเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าหากช้ากว่านี้อีกเพียงก้าว จะถูกสาดชาใส่อีกครั้ง
หลังจากจัดเตรียมสุราทั้งหมดจนเรียบร้อย เป่ากงกงก็รีบนำมาถวายอย่างนอบน้อม หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงไปเบื้องหน้า สุราชั้นดีนับสิบไหถูกจัดวางอย่างประณีตอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ กลิ่นหอมรุนแรงเฉพาะตัวของมันลอยฟุ้งแตะปลายจมูกเบา ๆ ชวนให้รู้สึกได้ถึงฤทธิ์แรงของมันตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดฝา
เป่ากงกงยกมือประสาน กล่าวด้วยน้ำเสียงทั้งมั่นใจและประจบประแจง
“นี่เป็นสุราคัดพิเศษพ่ะย่ะค่ะ เพียงดื่มอึกเดียวก็จะรู้สึกแสบร้อนไปทั้งลำคอ เลือดลมสูบฉีดถึงหัวใจ ต่อให้ผู้ที่คอแข็งเพียงใด ก็ย่อมต้องเมาเป็นแน่แท้พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินคำรายงานอย่างออกรสเช่นนั้น หลี่เซี่ยหยางฮ่องเต้ก็ยกพระโอษฐ์ขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นเฉียบปรากฏบนพระพักตร์ อบอวลไปด้วยความคิดที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างมั่นคง
คืนนี้… ไม่ว่านางจะปิดบังสิ่งใดเอาไว้ พระองค์จะต้องล้วงความจริงออกมาจากปากของนางให้ได้…
