บทที่ 2 Ep.2

เมื่อทุกอย่างพร้อม ทั้งคู่จึงมุ่งหน้าสู่อยุธยา ขับรถเพียงชั่วโมงเศษก็เข้าสู่เขตอำเภอเมือง ถนนสองข้างทางเรียงรายไปด้วยวัดจำนวนมาก จังหวัดนี้ขึ้นชื่อเรื่องจำนวนวัดที่แทบจะอยู่ห่างกันไม่ถึงห้าร้อยเมตร โดยเฉพาะในเขตเกาะเมืองที่เต็มไปด้วยวัดร้าง วัดเก่า และโบราณสถานคู่บ้านเมือง กระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมสมศักดิ์ศรีเมืองมรดกโลก

ไม่นานรถก็เลี้ยวเข้าลานดินหน้าวัดแห่งหนึ่งซึ่งค่อนข้างกว้าง บริเวณนี้มีหญ้าขึ้นแซมบาง ๆ ตัววัดถูกถนนสายหนึ่งตัดผ่านกลาง แบ่งพื้นที่ออกเป็นสองฝั่ง ด้านหนึ่งเป็นโบสถ์เก่าสมัยกรุงศรีอยุธยา ผนังอิฐแดงเผยให้เห็นร่องรอยของเปลวไฟจากเหตุการณ์ถูกเผาทำลาย ด้านหน้าโบสถ์มีโต๊ะไม้สำหรับพระภิกษุและลูกศิษย์วัดจำหน่ายดอกไม้ ธูป เทียน และสังฆทานสำหรับผู้มาทำบุญ

อีกฟากของถนนลูกรังคือทางเดินเข้าสู่กุฏิไม้เก่า ๆ ที่ดูทรุดโทรมแต่เปี่ยมเสน่ห์แห่งกาลเวลา

ใบบุญและมนัสยายกมือไหว้พระภิกษุอย่างนอบน้อมก่อนก้าวเข้าไปในบริเวณโบสถ์ ซึ่งมีสองหลังตั้งอยู่ติดกัน โบสถ์หลังแรกประดิษฐานพระพุทธรูปสีขาว ส่วนอีกหลังไม่ไกลนักเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อทององค์ใหญ่

ผนังของทั้งสองโบสถ์ประดับด้วยจิตรกรรมฝาผนังที่แม้จะเลือนลางไปตามกาลเวลา แต่ยังคงพอเห็นลวดลายเทพพนมและเรื่องราวทศชาติของพระพุทธเจ้า ซึ่งนั่นคือภารกิจของทั้งสองซ่อมแซมและฟื้นคืนจิตรกรรมเหล่านี้ให้กลับมาใกล้เคียงต้นฉบับที่สุด

“งานค่อนข้างละเอียดเลยนะ” ใบบุญพึมพำขณะจดบันทึกข้อมูลเบื้องต้นลงในสมุดร่างแบบ ส่วนมนัสยาใช้กล้องถ่ายภาพเพื่อง่ายต่อการวิเคราะห์ภาพและคำนวณการใช้สีอย่างแม่นยำ

หลังสำรวจเสร็จ ทั้งสองสาวแวะทำบุญไหว้พระอีกหลายวัดจนครบเก้าวัด ก่อนจะตัดสินใจพักรับประทานอาหารเย็นที่ร้านริมแม่น้ำใกล้วัดพนัญเชิง ถนนหน้าวัดสายนี้มีชื่อเสียงเรื่องร้านอาหารอร่อยและบรรยากาศชายน้ำที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ

พวกเธอเลือกแวะร้านหนึ่งที่มีป้ายเรียบง่ายแต่ดูอบอุ่น มนัสยาเลี้ยวรถเข้าจอดข้างรถเก๋งสีดำป้ายกรุงเทพฯ ที่จอดอยู่ก่อนหน้า แม้จะสังเกตเห็น แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก

ในขณะที่สองสาวกำลังจะก้าวเข้าไปในร้าน ดวงตาคมกริบของชายหนุ่มคนหนึ่งจับจ้องมาจากโต๊ะด้านใน...

ที่มุมหนึ่งของร้านอาหารริมแม่น้ำ รติภพ อัครพงษ์ นั่งอยู่ในชุดลำลองเรียบง่ายแต่ดูภูมิฐาน เขาเพิ่งกลับจากการศึกษาต่อระดับปริญญาเอกด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเลขานุการโท ณ กรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ หลังจากไม่ได้กลับประเทศไทยนานนับสิบปี

แม้จะอยู่ในบทสนทนากับเพื่อนร่วมงานชื่อปริตร ซึ่งพูดคุยกันเรื่องงานและการปรับตัวกับชีวิตราชการไทยหลังกลับจากต่างประเทศ แต่สายตาของเขากลับเบี่ยงไปยังประตูร้านที่เพิ่งมีสองสาวก้าวเข้ามา

เขาเห็นเธอทันที  หญิงสาวร่างเล็กในเสื้อเชิ้ตสีอ่อน กางเกงยีนส์ธรรมดา และรองเท้าผ้าใบ เรียบง่าย...แต่โดดเด่นราวกับแสงสะท้อนจากผิวน้ำในยามเช้า

ใบหน้าจิ้มลิ้มของเธอ ดวงตากลมโตที่ทอดมองไปรอบร้านอย่างสนใจ และรอยยิ้มบาง ๆ ที่ผุดขึ้นขณะพูดกับเพื่อนร่วมทาง ทำให้รติภพลืมแม้กระทั่งคำถามสุดท้ายของปริตร เขาจ้องเธอราวกับโลกทั้งใบหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้า

“ภพ… นายฟังอยู่ไหม?”

เสียงของปริตรเรียกสติชายหนุ่มกลับมา รติภพละสายตาจากหญิงสาวทันที แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจ แรงดึงดูดประหลาดที่เขาไม่อาจอธิบายได้

บางที… มันอาจไม่ใช่แค่ “ความสะดุดตา” แต่มันคือ “บางสิ่ง” ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น

สองสาวต่างสไตล์แต่แต่งกายคล้ายกันอย่างมีเสน่ห์ รูปลักษณ์ที่แตกต่างของทั้งคู่กลับดึงดูดทุกสายตาได้อย่างลงตัว เมื่อเดินเข้ามาในร้านอาหารริมแม่น้ำ พวกเธอเลือกที่นั่งริมระเบียงด้านหน้า ทำให้รติภพมองเห็นชัดเจนจากโต๊ะของเขา

แม้จะอยู่ในวงสนทนา แต่สายตาของรติภพกลับจับจ้องไปยังหญิงสาวร่างเล็กหน้าตาจิ้มลิ้มไม่ละวาง เขาไม่เคยสนใจใครขนาดนี้มาก่อน แม้จะมีสาว ๆ มากมายผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งจากหน้าที่การงาน ฐานะ และรูปลักษณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นชายในฝันของใครหลายคน

แต่สิ่งที่สะกดเขากลับเป็นความมั่นใจของหญิงสาวคนนี้ ใบหน้าหวาน ท่าทางสงบนิ่ง ไม่สะทกสะท้านต่อสายตาแทะโลมของเขา ยิ่งมอง ยิ่งน่าค้นหา

ใบบุญรู้สึกถึงสายตานั้นเช่นกัน แม้ไม่ได้แสดงออก เธอกลับไม่พอใจที่ชายแปลกหน้ามองเธอราวกับเป็นของเล่นน่าจับต้อง ใบบุญจึงลุกจากโต๊ะเพื่อเลี่ยงความรำคาญ ทว่าเส้นทางที่เธอต้องเดินผ่านคือหน้าชายหนุ่มผู้ไม่คิดจะหลบตาเธอสักนิด

รติภพลุกตามไปอย่างใจเย็น เขาไม่เร่งร้อน เพียงรอจังหวะที่เธอเดินออกมาจากห้องน้ำก่อนก้าวสวนเข้าไป “โดยบังเอิญ” จนร่างเพรียวบางเซล้มเข้าหาแผ่นอกกว้าง แขนแข็งแรงของเขาคว้าเอวเธอไว้แน่น เสี้ยววินาทีนั้นร่างเล็กตกอยู่ในอ้อมกอดโดยไม่ทันตั้งตัว

เธอตัวสั่น ดวงตาเบิกกว้าง และก่อนที่สติจะตั้งหลักทัน ฝ่ามือใหญ่กลับแตะสัมผัสที่ไม่เหมาะสมราวกับตั้งใจหยอกเย้า

ทันทีที่รู้สึกถึงการแตะต้องที่ไม่ควร ใบบุญยกมือผลักอกชายหนุ่มเต็มแรง แต่ด้วยขนาดตัวที่ต่างกันอย่างชัดเจน เธอจึงไม่อาจหลุดพ้นจากวงแขนเขาได้ง่าย ๆ ความโกรธและความตกใจหลอมรวมเป็นอารมณ์เดียวในวินาทีนั้น

และทั้งหมด...คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่ไม่มีใครตั้งใจให้เกิด แต่ไม่อาจลบเลือนจากความทรงจำของทั้งสองฝ่ายไปได้ง่าย ๆ

“ปล่อยฉันนะ”

“ผมแค่กลัวว่าคุณจะล้มเท่านั้นเอง”

เสียงทุ้มนุ่มคลอหัวเราะเบา ๆ ขณะค่อย ๆ คลายวงแขนที่โอบรัดร่างเล็กออกอย่างอ้อยอิ่ง รติภพรู้สึกเสียดายกลิ่นหอมละมุน และสัมผัสบางเบาจากร่างหญิงสาวที่เพิ่งผลักเขาเต็มแรง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป