บทที่ 4 ตอนที่ 3 ปลอดภัยแล้ว
อรอนงค์ยืนอยู่กลางห้องโถง เธอมองออกไปทางประตูบ้านทันทีที่คนสวนวิ่งมาบอกว่าลูกชายเพียงคนเดียวของเธอกลับมาแล้ว แต่แล้วดวงตาของเธอกลับพร่ามัวไปด้วยน้ำตา เมื่อเห็นหน้าลูกชายที่ห่างหายไปนานถึง 5 ปี กำลังเดินเข้ามาหา ภาพที่เธอรอมานานเป็นจริงขึ้นต่อหน้า ร่างสูงที่เธอเคยคุ้นเคยกลับมาจากความห่างเหิน เสียงหายใจของเธอแผ่วเบา ก่อนที่จะทิ้งตัวลงไปนั่งบนเก้าอี้ข้าง ๆ โดยที่มือยังกำชายเสื้อไว้แน่น
เมื่อวชิรวิชญ์ก้าวเข้ามาใกล้ เธอเหมือนจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกแล้ว น้ำใส ๆ เริ่มร่วงจากดวงตา ก่อนที่เธอลุกขึ้นยืนและรีบตรงเข้าไปหาลูกชายอย่างรวดเร็ว เหมือนว่าไม่มีอะไรจะทำให้เธอหยุดยั้งได้ ตอนที่มือเธอแตะที่แขนของเขา เสียงที่ติดขัดก็หลุดออกมาเบาๆ แต่เต็มไปด้วยความดีใจ
“เลโอ...ลูก” น้ำเสียงของอรอนงค์สั่นเครือ ท่าทางเหมือนยังไม่เชื่อว่าลูกชายที่บอกให้กลับบ้านกี่ครั้งก็ไม่เชื่อฟังจะมายืนอยู่ตรงหน้าในเวลานี้
อรอนงค์กอดลูกชายไว้แน่น เสียงสะอื้นของเธอแผ่วเบา ที่ผ่านมาเธออยู่กับความรักและความคิดถึงที่คอยกอดรัดหัวใจมาเป็นเวลาหลายปี ความรู้สึกนั้นไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ เธอทำได้แค่โอบกอดลูกชายไว้และในตอนนั้นเอง ทุกความห่างเหิน ความเศร้าโศกและความคิดถึงก็ดูเหมือนจะหายไป พร้อมกับความรู้สึกบางอย่าง
เพี๊ยะ!!
เธอตีไปที่ต้นแขนของลูกชายแรง ๆ จนเกิดเสียง
“ตีผมทำไม?” คนถูกตีสะดุ้งสุดตัว ใครจะไปคิดว่าคนที่กอดเขาแล้วร้องห่มร้องไห้ อยู่ ๆ จะมายกแขนป้อม ๆ แล้วฟาดเขาได้
“ลูกตัวดี ไหนบอกว่าถึงมาเมื่อวานไง ไปอยู่ที่ไหน...หา!! ติดต่อก็ไม่ได้ ปล่อยให้แม่เป็นห่วง” เธอบ่นสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาทันที
“ขอโทษครับ พอดีเมื่อวานผมให้ปอร์เช่ไปรับแล้วมันก็พาผมไปดื่มฉลอง” เขาอธิบาย
“แล้วไป” เพราะเธอรู้จักเพื่อนสนิทของลูกชายเป็นอย่างดี จึงไม่ถามเซ้าซี้อะไรมาก “แวะไปดูพ่อของลูกแล้วยัง”
“ยังเลยครับ ว่าจะไปตอนบ่ายวันนี้”
เพี๊ยะ!!
“ผมผิดอะไรอีกครับ”
“กลับมาถึงแทนที่จะรีบไปหาพ่อ ลูกกลับไปนั่งดื่มเหล้าสบายใจเนี่ยนะ”
“ไหนแม่ว่าพ่อปลอดภัยแล้วไงครับ”
“ก็ต้องไปเยี่ยมมั้ย อย่าลืมนะว่าเลโอเป็นลูกชายคนเดียว”
“แล้วคิดว่าพ่อจะสนใจลูกชายคนเดียวคนนี้สักแค่ไหนครับ” เขาตัดพ้อ
“แม่รู้ว่าลูกยังโกรธพ่อ แต่เรื่องมันผ่านไปนานแล้ว แม่ปล่อยวางได้แล้วล่ะ ดังนั้นลูกก็ควรปล่อยวาง และรักษาสิ่งที่ควรเป็นของลูกเอาไว้ อย่าให้ใครได้ไปแม้แต่เศษสตางค์” เธอบอกลูกชาย
“เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ผมว่าเผลอ ๆ พ่อหารสองก็ไม่แน่” เพราะสิ่งที่เขาได้ยินมาทำให้เขาคิดแบบนั้น
“ตอนนี้สำหรับพ่อของลูก แม่ก็คือคนนอก ผู้หญิงคนนั้นก็คือคนนอก มีแต่ลูกที่เป็นสายเลือดของเขา” อรอนงค์พยายามอธิบาย “แม่เลยบอกลูกตลอดว่าทั้งหมดนั้นคือของของลูก แต่คนพวกนั้นไม่น่าไว้ใจกลัวว่าพ่อของลูกจะพลาดท่าให้พวกมัน”
“ ...”
“ในบริษัทพอจะมีคนที่สนิทกับแม่อยู่บ้าง แม่เลยได้รู้ความเคลื่อนไหวในบริษัท”
“แม่ก็รู้ว่าผมไม่อยากทำ” เขารู้ว่าแต่ของเขาหมายถึงอะไร
“ลูกไม่ทำแล้วใครจะทำ ให้ตาอาร์มมาทำเหรอ”
“ไม่มีทางครับ” วชิรวิชญ์ปฏิเสธทันที “ผมขอเอาเสื้อผ้าไปเก็บก่อนคะครับ”
“เปลี่ยนเรื่องตลอด” อรอนงค์พึมพำพลางส่ายหน้าเบา ๆ เธอมองตามลูกชายเดินขึ้นบันไดบ้านไปจนถึงด้านบน ก่อนจะถอนหายใจยาว ๆ ออกมาก
ต้องทำยังไงเธอถึงจะเปลี่ยนความคิดของลูกชายได้ ที่ผ่านมาเธอรู้ดีว่าทำไมลูกชายของเธอถึงไม่ยอมกลับมา แม้เธอจะพยายามหว่านล้อมด้วยคำพูดต่าง ๆ มากมายก็ตาม
ตอนบ่ายของวันเดียวกัน รถเก๋งสีดำวิ่งเข้าไปจอดสนิทตรงลานจอดรถ เขาลงจากรถพร้อมด้วยตะกร้าผลไม้พรีเมียมที่ผู้เป็นแม่จัดเตรียมไว้ให้
ในห้องพักผู้ป่วยของโรงพยาบาลมีแสงไฟสลัว ๆ เข้ามาผ่านหน้าต่างขนาดใหญ่ วชิรวิชญ์เดินเข้ามาในห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นยาฆ่าเชื้อและเครื่องมือทางการแพทย์ที่ดูเย็นชืด เขาใส่เสื้อคลุมสีขาวและหมวกคลุมหัว แต่เมื่อเห็นพ่อที่นอนอยู่บนเตียงในสภาพที่อ่อนแอและซูบผอม ใจของเขากลับเต้นแรงและรู้สึกถึงความกังวลที่รุนแรงขึ้น
‘ไหนแม่บอกว่าพ่อปลอดภัยแล้ว’
พ่อของเขานอนหลับอยู่ในท่าที่ดูจะไม่ค่อยสบายสักเท่าไหร่ ใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มสดใสตอนนี้กลับแสดงถึงความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวด วชิรวิชญ์ยืนนิ่งอยู่สักครู่ มองหน้าพ่อที่เคยแข็งแกร่งและเป็นที่พึ่งพา เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ใช้มือที่สั่นเล็กน้อยจับที่ข้อมือของพ่อที่ไม่มีแรงตอบสนอง เขาเงยหน้าขึ้นมองที่เครื่องช่วยชีวิตที่ส่งเสียงเตือนอย่างสม่ำเสมอ เสียงนั้นทำให้เขารู้สึกถึงความเปราะบางของชีวิต
“พ่อ...ผมอยู่ตรงนี้นะ” เขากระซิบเบาๆ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ต่อให้ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาจะสงสัยในความรักของผู้ชายตรงหน้าที่มีให้เขามากแค่ไหนก็ตาม แต่มีข้อหนึ่งที่เขาไม่สามารถปฏิเสธได้เลย นั่นคือผู้ชายคนนี้คือพ่อของเขา
