บทที่ 5 ตอนที่ 4 มรดก

วชิรวิชญ์ค่อย ๆ นั่งลงข้างเตียง ใช้มืออีกข้างจับมือพ่อที่เย็นและไร้แรง หวังว่าจะมีสักอย่างที่จะช่วยให้พ่อของเขารู้สึกดีขึ้น แม้จะรู้ว่าเวลาของการรักษาไม่ได้อยู่ในมือของเขา เขาก็ยังคงเชื่อว่าความรักและการอยู่ข้าง ๆ กันในช่วงเวลานี้จะทำให้พ่อรู้สึกมีความหวังขึ้นมาได้บ้าง

เพียงสัมผัสเบา ๆ ก็ทำให้พ่อของเขาลืมตาขึ้นมา เขามองหน้าชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะกระพริบตาสองสามครั้งเพื่อให้มั่นใจว่านี่คือลูกชายคนเดียวของเขาที่ไม่ได้เจอมานานหลายปี

“เลโอ” เขาเอ่ยเรียกลูกชายด้วยเสียงที่แหบพร่า

“ครับพ่อ” เพราะไม่เจอกันเป็นเวลานานจึงทำให้ วชิรวิชญ์รู้สึกห่างเหินกับผู้ชายคนนี้ เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดี จึงทำได้แค่แสดงความเป็นห่วงผ่านสายตา

เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะ วรวิทย์รู้ดีว่าสาเหตุส่วนหนึ่งที่ลูกชายไม่กลับบ้านเป็นเพราะเขา

ผ่านไปเกือบชั่วโมง วชิรวิชญ์ก็ขอตัวกลับบ้าน แต่ขณะที่เขากำลังเปิดประตูกลับมีใครบางคนเปิดประตูเข้ามาเหมือนกัน

ผู้หญิงที่ปรากฏตรงหน้าทำให้วชิรวิชญ์ขมวดคิ้ว เธอคือปัทมา ผู้หญิงที่พ่อของเขาเอาเข้ามาในชีวิตแทนแม่ของเขานั่นเอง

“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่จ๊ะ”

“...” วชิรวิชญ์ไม่ได้ตอบ เขามองว่าเขาไม่จำเป็นต้องมีมารยาทกับผู้หญิงคนนี้

“อ้าวเลโอ นายกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่” เสียงชาหนุ่มที่เดินตามปัทมาเข้ามาเอ่ยทักวชิรวิชญ์

เขาคือทีปกร ลูกติดของปัทมา  ที่มีอายุมากกว่า วชิรวิชญ์เพียง 1 ปีเท่านั้น แน่นอนว่าทั้งคู่ไม่ได้เป็นมิตรกัน แต่ทุกครั้งที่อยู่ต่อหน้าวรวิทย์ สองแม่ลูกก็มักจะแสดงท่าทีเป็นมิตรกับวชิรวิชญ์อยู่เสมอ แต่กลับกันวชิรวิชญ์มักจะแสดงสีหน้าและอารมณ์ออกมาตรง ๆ เช่นกัน

“นี่ฉันถามทำไมไม่ตอบล่ะ ไม่มีมารยาท” ปัทมากัดฟันพูด เธอเหลืออดกับผู้ชายคนนี้เหลือเกิน ถ้าไม่ติดว่าเป็นลูกติดของสามีเธอด่าหน้าหายไปแล้ว

“ปล่อยไปเถอะครับแม่ ผมว่าเราไปหาคุณพ่อกันดีกว่า”

วชิรวิชญ์ตวัดสายตามอง เป็นแค่ลูกติดมีสิทธิ์อะไรมาเรียกพ่อของเขาว่าพ่อ จำได้ว่าก่อนหน้านี้ทีปกรเรียกพ่อของเขาว่าลุง แล้วมันเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงเปลี่ยนมาเรียกว่าพ่อ

เขาไม่สามารถทนอยู่ตรงนี้ได้อีกต่อไป เลยเดินออกจากห้องไปโดยไม่คิดที่จะหันกลับไปมอง

หลังจากอาการดีขึ้นวรวิทย์ก็ถูกย้ายออกจากห้องไอซียู แต่ผ่านไปแล้วสามวันก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของลูกชาย ทุกครั้งที่ประตูเปิดเขามักจะมองไปด้วยความคาดหวัง หวังว่าคนที่เปิดเข้ามาจะเป็นวชิรวิชญ์ลูกชายเพียงคนเดียวของเขา

แกร็ก!

“อร”

“ใช่ ฉันเอง” 

“แล้วเลโอล่ะ” เขายังไม่ละสายตาจากประตู เผื่อว่าคนที่เขาเฝ้ารอจะเปิดประตูเข้ามา นานหลายปีที่เขาไม่เจอนั่นยิ่งทำให้เขาอดคิดถึงไม่ได้

“ไม่กลับบ้านมาสองวันแล้ว”

“คุณไม่โทรหาลูกเหรอว่าเขาไปอยู่ที่ไหน”

“เลโอโตแล้ว” เธอพูดราวกับกำละังแก้ตัวให้ลูกชาย

“เขาติดต่อมาหาคุณบ้างหรือเปล่า”

“แน่นอนอยู่แล้ว ก็ฉันเป็นแม่ของเขานิ” น้ำเสียงของเธอฟังดูก็รู้ว่าประชดประชัน แต่ใบหน้าของคนพูดนั้นกลับนิ่งไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมา

“ทำไมลูกไม่มาหาผมเลย” ภายใต้น้ำเสียงนั้นราวกับกำลังน้อยใจลูกชายเพียงคนเดียวที่เขารอมาตลอด

“อยากรู้เหตุผลที่แท้จริงหรือเปล่าล่ะ”

“...”

“ถึงฉันไม่พูดคุณก็น่าจะรู้ว่าทำไมลูกถึงเป็นแบบนี้” เธอยื่นเอกสารบางอย่างให้เขา “ฉันจะยกที่ข้างโรงงานให้ลูก คุณช่วยเซ็นต์ให้หน่อย”

หลังหย่ากันที่ดินผืนนั้นยังไม่ถูกแบ่ง เพราะทั้งคู่มีความเห็นตรงกันว่าจะเก็บไว้ให้ลูกชาย และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เหมาะสมที่ทั้งคู่จะยกที่ดินแปลงนั้นให้ลูกชาย แต่ทว่าอรอนงค์กลับมีอีกหนึ่งเหตุผลซ่อนอยู่นั่นคือเธอไม่อยากเกี่ยวข้องกับผู้ชายคนนี้อีก

“คุณเรียกลูกมาเจอผมหน่อย”

“ทำไมล่ะ คุณจะยกบริษัทให้เลโอเหรอ” เธอพูดในสิ่งที่รู้ว่าไม่มีทางเกิดขึ้นได้ในตอนนี้ ด้วยอะไรหลายอย่างทำให้การตัดสินใจของเขาเป็นไปได้ยากขึ้น

“ผมมีเงื่อนไขในการเซ็นต์ยกมรดกให้เขา”

“ขนาดกับลูกคุณยังตั้งแง่ แต่กับแม่นั่น...” อรอนงค์เบือนหน้าหนี เธอพยายามข่มอารมณ์ไว้เพราะตอนนี้เธอกับผู้ชายตรงหน้าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว ฉะนั้นเธอไม่ควรประชดประชันเขา “นั่นมันบริษัทของคุณ คุณจะมีเงื่อนไขอะไรก็แล้วแต่คุณ แต่อย่าลืมว่าเลโอคือทายาทคนเดียวของคุณ”

“...”

“นี่ค่ะเบอร์ติดต่อของเขา คุณควรโทรหาเขาเอง”

หลังวางกระดาษที่มีตัวเลขอยู่ด้านในให้ผู้ที่เป็นอดีตสามี อรอนงค์ก็เดินออกจากห้องไป สาเหตุจริง ๆ ที่เธอมาหาเขาถึงห้องพัก เธอเพียงแค่อยากรู้ว่าอดีตสามีของเธอมีท่าทียังไงต่อลูกชาย และแนวโน้มการยกบริษัทให้ลูกชายเป็นไปในทางทิศไหน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป