บทที่ 9 ตอนที่ 8 ร้อยกว่าล้าน

หญิงสาวกเดินกลับถึงบ้านด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความเสียดาย เมื่อเปิดประตูบ้านเข้าไป เธอพบแม่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทานข้าว พอเห็นแม่เธอก็เดินไปนั่งข้าง ๆ และเริ่มเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้แม่ฟัง

“แม่คะ...มีคนจะขายสวนข้าง ๆ มีเนื้อที่ 100 กว่าไร่ แต่ราคามันสูงเกินไปมาก...เสียดายจังค่ะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า

“เขาขายเท่าไหร่ล่ะ”

“ไร่ละล้านค่ะ” ยิ่งคิดเธอยิ่งเสียดาย

“อืม...แม่ว่าไม่น่าจะมีใครซื้อหรอก ถ้าราคามันสูงขนาดนั้น...”

“ถ้านิมีเงินเยอะ ๆ ก็คงจะดี”

“จำที่ป้าอรพูดได้หรือเปล่า”

“...” ทรัพย์ธนิดาพยักหน้าเบา ๆ 

“ถ้าลูกรับข้อเสนอ บางทีป้าอรอาจจะช่วยลูกได้นะ” ปรางทิพย์มองไปที่ลูกสาวด้วยสายตาที่เข้าใจ ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดขึ้น “อาจจะซื้อไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็อาจจะพอซื้อสวนเก็บไว้ได้หลายไร่นะ”

“แม่...อย่าพูดถึงเรื่องนั้นเลยค่ะ” ทรัพย์ธนิดาตอบเบา ๆ เธอไม่อยากทำงานประจำ เธอไม่อยากไปอยู่กรุงเทพ เธอไม่อยากทิ้งสวนของเธอ

“แม่แค่เตือนนิว่า อย่าลืมโอกาสที่เคยมีนะ ถ้านิตัดสินใจลองดู บางทีชีวิตอาจจะเปลี่ยนไปเลยก็ได้” ปรางทิพย์มองหน้าลูกสาวอย่างเข้าใจ แต่ก็ยังคงพูดต่อไปอย่างหวังดี “ไม่มีอะไรบนโลกนี้ที่เราชอบไปหมดหรอก แต่อย่างน้อยถ้ามีโอกาสเราควรคว้าไว้นะ”

ทรัพย์ธนิดานิ่งเงียบไปชั่วขณะ เธอไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไงกับคำพูดของแม่ บางครั้งเธอก็รู้สึกขอบคุณที่แม่ช่วยเตือนให้คิด แต่บางครั้งเธอก็รู้สึกเจ็บปวดเมื่อคิดถึงข้อเสนอที่ไม่อยากตอบรับ...

‘ไม่อยากเป็นเลขา’

“ก็แค่...ถ้านิมีทางเลือกอื่นก็คงดีนะคะ” เธอพูดเสียงเบาและเริ่มมองไปนอกหน้าต่าง ขณะใจยังคงทบทวนถึงสิ่งที่ตัวเองต้องตัดสินใจ

ผู้เป็นแม่เฝ้ามองลูกสาวไม่ห่าง เธอไม่รู้จะพูดยังไงให้ลูกสาวเปลี่ยนใจ เธออยากให้ทรัพย์ธนิดานั่งทำงานในออฟฟิศที่มีแอร์เย็น ๆ ดีกว่ามานั่งตากแดดตากลมอยู่แบบนี้

“แม่คะ...”

“หืม”

“บ้านป้าอรเนี่ยรวยมากมั้ยคะ” เธอถามด้วยความสงสัย เมื่อนึกถึงเรื่องที่อรอนงค์หาเลขาส่วนตัวให้ลูกชาย “บ้านป้าอรเปิดบริษัทอะไรคะ”

“เหมือนป้าอรเคยบอกว่าเป็นบริษัทส่งออกผลไม้แปรรูปนะ มีโรงงานผลิตเองและส่งออกต่างประเทศเอง”

“โห ส่งออกต่างประเทศเลยเหรอคะ” ทรัพย์ธนิดาตาลุกวาว “ถ้านิมีผลไม่เยอะ ๆ แล้วส่งไปขายตามโรงงานได้คงจะดีนะคะ แต่...”

“ถ้ามัวลังเลอยู่ แล้วนิจะได้รู้มั้ยว่ามันจะเป็นไปได้หรือเปล่า”

“ร้อยกว่าล้านเลยนะคะ เก็บกี่ชาติถึงจะพอ และที่สำคัญกว่าจะถึงตอนนั้น สวนคงถูกคนอื่นซื้อไปแล้ว” มีความรู้สึกเสียดายปะปนอยู่ในประโยคของเธอ

“คิดดูดี ๆ แล้วกันนะ” ปรางทิพย์ตบไหล่ของลูกสาวเบา ๆ ก่อนจะเดินผ่านไป

ทรัพย์ธนิดานั่งอยู่ในห้องมืด เสียงนาฬิกาที่ดังตื้ด ๆ คล้ายกับการเตือนเวลาที่ผ่านไป เธอรู้สึกเหมือนถูกความคิดวนเวียนเข้ามาทุกทิศทาง ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหนักใจ สวน 100 กว่าไร่ที่เคยเป็นแค่ความฝันอยู่ห่างออกไปในเส้นขอบฟ้า แต่ตอนนี้มันกลับใกล้จนแทบสัมผัสได้แล้ว เธอรู้ดีว่าหากเธอไม่ตัดสินใจในตอนนี้ โอกาสนั้นอาจจะหลุดลอยไปตลอดชีวิต

มือข้างหนึ่งของเธอกำแน่นจนรู้สึกปวดร้าว ขณะสายตาเธอมองไปที่โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้าง ๆ พยายามหาคำตอบในใจว่าจะทำยังไงดี สุดท้าย...ความรู้สึกขัดแย้งก็ทำให้เธอตัดสินใจได้ เธอยืดมือออกไปคว้าโทรศัพท์ และเปิดเบอร์โทรของใครคนหนึ่งขึ้นมา

“จะโทรหาคุณป้าดีมั้ย...” เธอกระซิบกับตัวเองในใจ เสียงกระซิบแผ่วเบาเหมือนจะเป็นการปลอบใจตัวเอง ก่อนกดโทรออก

โทรศัพท์ดังขึ้นเพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะมีเสียงปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสุภาพและอ่อนโยนของอรอนงค์

“สวัสดีค่ะป้าอร หนูนิดาเองค่ะ”

‘อ้อ สวัสดีหนูนิ’

“เอ่อ...คือ...หนูคิดว่า...หนูจะตกลงทำงานเป็นเลขาให้ลูกชายคุณป้าค่ะ” เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย 

อรอนงค์เงียบไปสักครู่ ก่อนจะตอบกลับมาเสียงเบาแต่มั่นใจ

‘ดีใจที่ได้ยินแบบนั้นนะ การเป็นเลขาของเลโออาจจะเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับหนูได้มากมาย บางทีหนูอาจจะชอบงานนี้ก็ได้นะ เพราะป้ารู้ว่าหนูนิเป็นคนเก่ง’

เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะพูดสิ่งที่เธอคิด “เอ่อ...คือ...คุณป้าคะ”

‘มีอะไรหรือเปล่า’ อรอนงค์สังเกตได้จากน้ำเสียงจึงถามออกไป

“คือหนูอยากรบกวนคุณป้าหน่อยได้มั้ยคะ”

‘เรื่องอะไรเหรอ’

“พอดีที่ข้าง ๆ ไร่ของหนูเขาประกาศขาย...” เธอเงียบไปเมื่ออยู่ ๆ ก็เกิดความลังเล

‘หนูอยากได้เหรอ’

“ใช่ค่ะ” เธอตอบโดยไม่ลังเล “แต่...”

‘แต่อะไรจ๊ะ’

“มันราคาสูงมากเลยค่ะ”

‘กี่ไร่ล่ะ’

“ร้อยกว่าไร่ค่ะ”

‘...’

เมื่อคนปลายสายเงียบไป ทรัพย์ธนิดาก็เริ่มใจไม่ดี ไม่รู้ว่าป้าอรของเธอจะคิดว่าเธอจะยืนเงืนหรือเปล่า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป