บทที่ 9 9
ขวัญชนกเปิดประตูเข้ามาก็เห็นสามีนอนหลับอยู่ที่เตียงนอน เธอจึงค่อยๆ ทรุดร่างลงนอนข้างๆ พยายามไม่ให้สามีรู้สึกตัว แต่ทว่าเพียงแค่หลับตาลงเท่านั้น ก็ต้องตกใจสะดุ้งลืมตาขึ้นมา เพราะถูกลำแขนแกร่งของคนข้างกายตวัดร่างเข้าไปในอ้อมกอด
“อุ๊ย! ขวัญทำให้พี่คีย์ตื่นเหรอคะ” ขวัญชนกเหลือบมองสามี พลางเอื้อมมือขึ้นลูบไล้แผ่นอกแกร่งไปมา
“พี่ตื่นตั้งแต่ขวัญเดินเข้ามาแล้วละ”
“ขวัญคงเปิดประตูเข้ามาดังไปหน่อย ขอโทษด้วยนะคะ”
“เปล่าครับ เพราะกลิ่นกายที่หอมชื่นใจของขวัญต่างหากล่ะ” อัคคีกล่าวขณะตะแคงร่าง ก่อนใช้ปลายจมูกคมสันคลอเคลียไปมากับดวงหน้าหวาน ด้วยความเสน่หา
“อืม...พี่คีย์” ขวัญชนกเผลอครางออกมา ยามที่สามีกำลังสอดมือเข้าไปที่ต้นขาอวบด้านในของตน หวังปลุกเร้าอารมณ์ เธอจึงใช้สองมือเรียวดันร่างใหญ่ออก
“นอนเถอะค่ะ ขวัญง่วงนอน เมื่อคืนก็ไม่ได้นอนทั้งคืน ตาจะปิดอยู่แล้วด้วย” คุณแม่ลูกหนึ่งเอ่ยขึ้นขัดอารมณ์วาบหวามของสามี
“พี่แค่อยากชื่นใจบ้าง เดี๋ยวนี้ขวัญ อะไรก็มีแต่หนูพลอยทั้งนั้น” อัคคีเอ่ยราวอิจฉาบุตรสาว
“หนูพลอยยังเด็ก ต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ขวัญว่าพี่คีย์นอนเถอะค่ะ ขวัญเองก็ง่วงจนจะลืมตาไม่ขึ้นแล้ว” หญิงสาวกล่าวตัดบท ทำเสียงดุใส่
“แต่ขวัญก็น่าจะเห็นใจพี่บ้าง” เขามองดวงหน้าสวยด้วยแววตาเว้าวอน ไฟปรารถนาเปล่งประกายออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง
“แต่ว่าขวัญ...” ขวัญชนกเห็นแววตาเว้าวอนของสามีพร้อมร่างกายของเขาที่เริ่มแสดงปฏิกิริยาก็พูดไม่ออก รู้สึกเห็นใจเขาเหลือเกิน จริงอย่างที่เขาว่า ช่วงนี้เธอดูแลเอาใจใส่แต่หนูพลอยจนลืมเขาเสียสนิท ลืมไปว่าหน้าที่ของภรรยาต้องมอบความสุขให้สามีบ้าง
“นะครับขวัญ พี่สัญญาว่าจะไม่กวนขวัญนาน” สามีเอ่ยขอ แต่กลับไม่รอคำอนุญาต ก้มลงปิดเรียวปากอิ่มด้วยปากอุ่นซ่านของเขาอย่างกระหายและเรียกร้อง ขวัญชนกอยากต่อต้านแต่ร่างกายกลับไม่เป็นใจ ยอมให้สามีแสดงความรักผ่านทางภาษากายอย่างอ่อนหวาน ซึ่งเธอก็ตอบรับและมอบให้เขากลับไปอย่างเท่าเทียม กว่าลมหายใจจะกลับสู่ปกติ กว่าจะได้พักผ่อนตามความต้องการ สองร่างก็หมดแรงอยู่ในอ้อมกอดกันและกันพร้อมด้วยความสุขล้นปรี่
“พี่รักขวัญนะครับ” อัคคีกล่าวพลางฝังจูบไปทั่วดวงหน้าหวานอย่างแสนรัก
“ขวัญก็รักพี่คีย์ค่ะ อืม...นอนเถอะค่ะ ขวัญง่วงจนจะลืมตาไม่ขึ้นแล้ว” หญิงสาวบอกขณะเบียดกระแซะเข้าหาร่างใหญ่ จากนั้นเพียงไม่นานทั้งคู่ก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปด้วยความอ่อนเพลีย
บริษัท รัตนกรไพศาลตระกูล อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด
เกือบครึ่งค่อนวันที่อินทุอรแทบจะทำงานไม่รู้เรื่อง เพราะในหัวเอาแต่คิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตนเมื่อคืนวันวาน ครั้นจะถาม พินทองเพื่อนรัก ก็กลับหายเข้าไปในกลีบเมฆ ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสื่อสาร ทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือแม้แต่คอนโดฯ ก็ปิดประตูเงียบ ถึงขั้นตามไปถึงที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานของพินทองบอกเพียงสั้นๆ ว่า ลาพักร้อนหนึ่งอาทิตย์ ณ เวลานี้ มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่จะให้คำตอบเธอได้ นั่นคือนายหัวปัณณธร แต่เขากลับเป็นบุคคลที่เธอไม่อยากจะพบหน้ามากที่สุด แค่นึกถึงหน้า ถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างกลัดกลุ้ม ในขณะที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างๆ แฟ้มเอกสาร ก็ดังขึ้นขัดจังหวะ ทำให้หญิงสาวต้องหยุดชะงักความคิดนั้นไว้ แล้วเอื้อมมือเรียวบางขึ้นกดรับสายตา
“มีอะไรดล” อินทุอรกรอกเสียงเนือยๆ ตามสายลงไป พร้อมเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ทำงานตัวใหญ่
“อินอยู่ที่ไหน ตอนนี้ทุกคนรออินอยู่นะ” คำถามของธราดลสร้างความงุนงงให้หญิงสาวไม่น้อย พลางประมวลความคิดตาม เท่านั้นแหละ ดวงตากลมโตขยายกว้าง เธอลืมไปเสียสนิท ว่านัดแนะกับธราดลเรื่องซ้อมเดินแบบ
“อุ๊ย! อินลืมน่ะดล โอเคๆ อินจะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ” หญิงสาวกล่าวรวบรัดตัดตอนกดวางสาย ก่อนที่อีกฝ่ายจะบ่นให้จนหูชา จากนั้นกดโฟนอิน เรียกเลขาฯ สาวเข้ามาสั่งงาน แล้วรีบเดินออกจากห้องทำงาน พร้อมโทรศัพท์มือถือกับกระเป๋าคู่ใจ ลงมาที่ลานจอดรถ เพื่อขับรถไปยังโรงแรมหรู สถานที่นัดหมาย
เพราะความรีบเร่ง จนเกือบจะชนเด็ก ซึ่งกำลังวิ่งตัดหน้ารถ โชคดีที่อินทุอรเบรกไว้ทันท่วงที แล้วรีบเปิดประตูรถลงมาไถ่ถามอาการ
“หนูเป็นยังไงบ้างลูก น้าขอโทษนะ น้าไม่ได้ตั้งใจ” อินทุอรถลาร่างลงไปสำรวจร่างหนุ่มน้อย ที่กำลังเบะปากน้ำตาคลอ จวนเจียนจะร้องไห้
“น้องโดมเป็นยังไงบ้างลูก” แพทย์หญิงสุมณทิพย์หัวใจแทบหยุดเต้น ที่เห็นหลานชายวิ่งลงจากรถ ทันทีที่รถปลดล็อก
“โดมเจ็บครับคุณแม่” เด็กชายตัวน้อยวัยห้าขวบน้ำตาคลอ กล่าวเสียงสั่นเครือ เพราะรู้สึกเจ็บที่หัวเข่าทั้งสองข้าง พร้อมกางแขนหาผู้เป็นป้า
“ไหน ให้แม่ดูสิครับ” แพทย์หญิงสุมณทิพย์ ซึ่งรับหน้าที่แม่ดูแลน้องโดม หรือเด็กชายชัชวินต่อจากน้องสาว ที่เพิ่งจะลาลับโลกไปเมื่อสองปีก่อนจากโรคร้าย
“ฉันขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” อินทุอรเอ่ยด้วยเสียงรัวเร็ว รู้สึกผิดที่ทำให้หนุ่มน้อยต้องเจ็บตัว ถึงจะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกค่ะ ตาโดมวิ่งทะเล่อทะล่า มาตัดหน้ารถคุณเอง ฉันต่างหากล่ะคะ ที่ต้องขอโทษด้วย” แพทย์หญิงถือโอกาสกล่าวขอโทษอีกฝ่าย
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เด็กๆ ก็แบบนี้ แต่คราวหน้าต้องระวังหน่อย อาจจะไม่โชคดีแบบนี้” อินทุอรเข้าใจดี เพราะตนก็มีหลานวัยซนเหมือนกัน
“ค่ะ ฉันก็ไม่ทันระวัง รีบปลดล็อกรถเร็วไป เขาคงดีใจไปหน่อย ที่จะได้เจอคุณลุงของเขาค่ะ น้องโดมครับ ขอโทษคุณน้าสิครับ” แพทย์หญิงสุมณทิพย์ก้มลงบอกหลานชาย ที่เอาแต่แนบใบหน้ากับอกของตน
