บทที่ 5 นางสาวขวัญใจ
ช่วงค่ำคืน โทรศัพท์มือถือของขวัญใจที่วางอยู่บนโต๊ะสว่างวาบขึ้นพร้อมเสียงแจ้งเตือนข้อความไลน์ คุณนายแม่อรสุดสวยส่งข้อความมาหาเธอ
[คืนนี้ลูกสาวคนเก่งของแม่เข้าเวรดึก เหนื่อยไหมลูก แม่ทำแกงจืดเต้าหู้หมูสับของโปรดไว้ให้นะ พรุ่งนี้เช้ากลับมาถึงก็เอาไปอุ่นไมโครเวฟกินนะลูกนะ]
ขวัญใจคลี่ยิ้มกว้าง ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาทั้งวันเหมือนถูกสายน้ำเย็นชโลมล้าง เธอกดพิมพ์ข้อความตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
[ขอบคุณค่ะคุณนายแม่อร คืนนี้หนูอยู่เวรดึกยาวยันเช้าเลย แม่ปิดไฟนอนพักผ่อนก่อนได้เลยนะคะ ไม่ต้องถ่างตารอหนูน้า]
ข้อความขึ้นสถานะว่าอ่านแล้วแทบจะในพริบตา ก่อนที่คุณแม่จะพิมพ์ตอบกลับมา
[แม่ไม่ได้ถ่างตารอจ้ะ แม่แก่แล้ว ต้องรีบนอนพักผ่อนเอาแรงสิ แต่ถ้าพรุ่งนี้เช้าหนูใกล้จะถึงบ้านตอนไหน ก็ไลน์มาบอกแม่ล่วงหน้าด้วยนะจ๊ะ แม่จะได้เตรียมทอดไข่เจียวหมูสับร้อนๆ ฟูๆ ไว้รอ]
หญิงสาวทอดสายตามองหน้าจอโทรศัพท์ นัยน์ตาเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นใจ เพียงแค่อ่านข้อความ จมูกของเธอก็เหมือนจะได้กลิ่นหอมกรุ่นของไข่เจียวหมูสับลอยมาเตะจมูก
[ตกลงค่ะ รับทราบคำสั่ง]
หกปีผ่านไป ทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ผู้หญิงที่ชื่อแม่อรก็ยังคงเป็นคุณแม่คนเดิมของเธอไม่เคยเปลี่ยน ยังคงเข้าครัวทำอาหารของโปรดเตรียมไว้รอคอยลูกสาวเสมอ ยังคงคอยส่งข้อความมาถามไถ่จู้จี้ว่ากินข้าวหรือยัง อาบน้ำหรือยัง และยังคงทำหน้าที่เป็นเสาหลัก ทำให้บ้านเป็นสถานที่ที่ขวัญใจรับรู้ได้เสมอว่า ไม่ว่าโลกภายนอกโรงพยาบาลมันจะหนักหนาสาหัส หรือโหดร้ายแค่ไหน เธอก็ยังมีพื้นที่ปลอดภัย ที่พร้อมจะอ้าแขนต้อนรับ ให้เธอกลับไปพักพิงซบไหล่ได้เสมอ
"นั่งยิ้มหวานแหววให้โทรศัพท์ทำไมยะ" มะปรางชะโงกหน้ามาจากโซฟา เอ่ยถาม
"แม่ไลน์มาถามน่ะ ว่าพรุ่งนี้เช้าจะเอาไข่เจียวหมูสับเพิ่มไหม"
"โห น่ากินว่ะ แกฝากบอกคุณแม่ด้วยนะ ว่าทอดเผื่อมะปรางคนสวยด้วยฟองนึง"
น้ำอิงที่นอนขดตัวหลับอยู่มุมห้อง พลิกตัวชูมือขึ้นมาสุดแขน "ฉันขอฝากท้องด้วยอีกคนนะขวัญ"
เพชรภูมิเงยหน้าขึ้นมาจากตำรา "ถ้าจะให้ครบแก๊ง คงต้องรบกวนคุณแม่ทอดสักสี่ฟอง น่าจะพอกิน"
ขวัญใจกวาดสายตามองหน้าเพื่อนสนิททั้งสามคนด้วยความหมั่นไส้ปนเอ็นดู
"เดี๋ยวก่อนนะยะพวกแก นั่นมันบ้านฉันนะ ไม่ใช่โรงทาน"
"ก็พวกเราเป็นเพื่อนรักร่วมเป็นร่วมตายของแกไงขวัญ" มะปรางตอบกลับหน้าตาเฉย
แต่ยังไม่ทันที่ขวัญใจจะได้อ้าปากด่าเพื่อนต่อ เสียงสัญญาณวิทยุสื่อสารและเสียงตะโกนโหวกเหวกจากหน้าเคาน์เตอร์พยาบาลก็แผดลั่นแทรกเข้ามาทำลายบรรยากาศจนหมดสิ้น
"ทีมกู้ชีพสแตนด์บายด่วน เคสฉุกเฉินระดับสีแดงกำลังจะเข้าค่ะ"
ทุกคนในห้องพักแพทย์เงียบกริบ สับสวิตช์วิญญาณหมอเข้าร่างพร้อมกันทันที
พี่มุกวิ่งหน้าตั้งมาผลักประตูห้องพัก "มีเคสผู้ป่วยชายถูกยิงด้วยอาวุธปืนหนึ่งรายค่ะ เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังนำรถมาส่ง อาการยังไม่สเตเบิล สัญญาณชีพแกว่งมากค่ะ"
ขวัญใจดีดตัวลุกขึ้นยืนพรวดทันที "รถพยาบาลจะมาถึงในอีกกี่นาทีคะพี่มุก"
"วอร์แจ้งมาว่าน่าจะประมาณสองนาทีค่ะ"
ความง่วงงุนและความเหนื่อยล้าปลิวหายวับไปในพริบตา นักศึกษาแพทย์ทั้งสี่คนไม่ต้องรอให้อาจารย์สั่ง พวกเขาแยกย้ายกันกระจายตัววิ่งไปประจำจุดเตรียมความพร้อมตามหน้าที่ของตัวเองทันที
ขวัญใจรีบสาวเท้าวิ่งตามพี่มุกออกไปที่โถงหน้าห้องกู้ชีพ ทีมพยาบาลและเจ้าหน้าที่กำลังเร่งมือเตรียมเครื่องกระตุกหัวใจ อุปกรณ์ใส่ท่อช่วยหายใจ และสารน้ำฉุกเฉินกันอย่างขะมักเขม้น แพทย์หญิงธาราเดินก้าวยาวๆ เข้ามาสมทบด้วยสีหน้าตึงเครียด
"หมอขวัญ วันนี้อยู่ประจำเตียงกับพี่นะ"
"รับทราบค่ะพี่ธารา"
เสียงไซเรนฉุกเฉินกรีดร้องแหวกลมราตรี ดังใกล้เข้ามาจากถนนด้านนอก ขวัญใจสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด พยายามควบคุมสติสัมปชัญญะของตัวเอง คำว่าถูกยิงด้วยอาวุธปืนมีอานุภาพรุนแรงพอที่จะกระตุกกระชากเอาความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตให้พุ่งพล่านขึ้นมาบีบรัดหัวใจ
แต่เธอไม่ยอมปล่อยให้ความหวาดกลัวพวกนั้นลากคอเธอกลับไปจมปลักอยู่ในห้วงนรกเมื่อหกปีก่อนอีกแล้ว ที่นี่คือปัจจุบัน เธอสวมเสื้อกาวน์ ยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟสว่างจ้าของโรงพยาบาล และคนที่กำลังจะถูกเข็นเข้ามา คือคนไข้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือจากทีมแพทย์อย่างเร่งด่วนที่สุด
รถตู้ของตำรวจและรถกู้ชีพเบรกเอี๊ยดเสียงดังลั่นสนั่นลานจอดรถหน้าประตู บานประตูท้ายรถถูกเปิดผางออกอย่างรวดเร็ว
"แหวกทางหน่อยครับ ขอทางด่วน"
เปลคนไข้ถูกเจ้าหน้าที่เข็นพุ่งกระแทกบานประตูสวิงเข้ามาอย่างบ้าระห่ำ ชายบนเตียงอยู่ในสภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีแดงฉานจำนวนมหาศาล เจ้าหน้าที่กู้ชีพตะเบ็งเสียงรายงานข้อมูลแข่งกับเสียงความวุ่นวายขณะวิ่งตามประกบเตียงมาติดๆ
"ผู้ป่วยชายโดนยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่หน้าท้อง อาการไม่คงที่ ความดันดร็อปฮวบระหว่างทาง พวกเราเปิดเส้นให้น้ำเกลือโหลดฟลูอิดมาแล้วครับหมอ"
แพทย์หญิงธารารับช่วงต่อ สั่งการเด็ดขาดทันที "เข็นเข้าห้องกู้ชีพเตียงหนึ่งเลยค่ะ"
ขวัญใจกำลังจะสับเท้าวิ่งตามเปลคนไข้เข้าไปในห้องกู้ชีพ แต่แล้ว เสียงตะโกนกึกก้อง ทรงอำนาจของใครบางคนก็ดังแหวกอากาศขึ้นมาจากด้านหลัง
"ไอ้เดช มึงต้องรอดมาให้การกับกูให้ได้นะโว้ย"
น้ำเสียงทุ้มต่ำ ดุดัน หนักแน่น และคุ้นเคยอย่างประหลาดล้ำ
ขวัญใจชะงักฝีเท้า เบรกตัวเองหัวทิ่มไปเพียงเสี้ยววินาที กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นดินปืนจางๆ ลอยมากระทบจมูก กระตุกภาพความทรงจำที่ถูกปิดตายให้เปิดออก
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ กำยำ ก้าวเท้ายาวๆ ตามเปลคนไข้เข้ามาติดๆ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้ม สวมทับด้วยเสื้อเกราะยุทธวิธีกันกระสุนสีดำทะมึน ตามท่อนแขน แผงอก และใบหน้าคร้ามแดดของเขามีร่องรอยคราบเลือดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อน ท่าทางของเขาดุดันราวกับพยัคฆ์ร้ายที่เพิ่งผ่านสมรภูมิเดือดมาหมาดๆ
ใบหน้าหล่อเหลา คมคายของเขาเคร่งเครียดและถมึงทึงจนน่าเกรงขาม สายตาอันดุดันจับจ้องอยู่ที่ร่างของผู้บาดเจ็บที่นอนจมกองเลือดบนเตียงไม่กะพริบตา เขาหันไปออกคำสั่ง สั่งการลูกน้องนายตำรวจที่วิ่งตามหลังมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมา
ดวงตาสองคู่ สบประสานกันอย่างจัง ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายของห้องฉุกเฉิน
ขวัญใจยืนนิ่งขึงเป็นรูปปั้นหิน ร่างกายชาวาบ โลกทั้งใบที่กำลังหมุนเหวี่ยงด้วยความวุ่นวาย เสียงล้อเตียงบดถนน เสียงตะโกนของพยาบาล และเสียงเครื่องวัดสัญญาณชีพ คล้ายจะถูกใครกดปุ่มปอดเสียงและสั่งหยุดเวลาเอาไว้ชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจของเธอที่เต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมา
